สียงะเิดังขึ้น อย่างไร้ทิศทางและที่มา จนทำให้ม็อบที่เต็มไปด้วยคำขู่ คำร้อง และการรอคอยคำตอบ ปะทุขึ้น เสียงปาก้อนหิน คนบางส่วนเริ่มถอยหลัง แต่คนบางส่วนก็เริ่มะโไม่มีใครรู้ว่า “ใครเริ่ม” หรือ “ใครตอบโต้” แต่เสียงะเิควันลูกแรก…สอง สาม ก็ตามมาอยู่เรื่อยๆ
“บ้าเอ๊ย!..ทำไม่มีะเิวะ”
จินสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงะเิดังลั่นมาทางด้านหลัง แต่สติเขายังมั่นคงพอที่จะหาโอกาสรอด ในเสี้ยววินาทีนั้น เขายื่นมือออกไปคว้าข้อมือชายในชุดสูทอย่างไร้ความลังเล
คนที่เพิ่งแนะนำตัวว่าเป็ เลขารองรัฐมนตรี...ศัตรูที่ยืนคนละฝั่งไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ เขาคือโล่ คือเหยื่อล่อ และคือความหวังสุดท้ายที่จะพาเขาหลุดออกจากความโกลาหลนี้ได้
นิ้วเรียวของเขากระชับแน่นรอบข้อมือแขนแกร่ง ฉุดรั้งให้ร่างสูงวิ่งตามไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเต็มใจหรือไม่ และเขาก็ไม่มีเวลามากพอที่จะถาม
ลานชุมนุมกลายเป็สนามาขนาดย่อม กลุ่มควันลอยต่ำปกคลุมพื้นเสียงะเิ เสียงโห่ร้อง นกหวีด รถลำเลียง เสียงะโสั่งการ ปะปนกันเป็เสียงเดียวที่ดังจนแสบหู
ตำรวจในชุดเกราะกรูกันเข้ามา เ้าหน้าที่ผลักดันแนวฝูงชน บางคนล้ม บางคนร้อง บางคนวิ่งหนีไปคนละทิศ แต่จินกำลังพาท่านเลขาหนีไปด้วยไม่ใช่เพราะความห่วงใย
แต่เพราะเขาคือทางรอดของจิน และเชื่อว่าตำรวจจะไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับเขาทั้งนั้น หากมีท่านเลขาเป็โล่
ย้อนกลับมาปัจจุบัน
ในจังหวะที่ธัณกำลังตกอยู่ในภวังค์ เอาแต่มองคนที่ฉุดรั้งแขนของเขาไม่ยอมปล่อย
“เฮ้! คุณได้ยินไหม!..คุณ..”
เสียงนั้นกระแทกเข้าหัวใจของธัณ เหมือนดั่งเสียงนาฬิกาที่ปลุกให้ตื่นจากความฝัน ขณะที่จินเองก็พึ่งรู้ตัวว่าเขาวิ่งเข้ามาในป่าลึก จนไม่ได้ยินเสียงะเิ มีแต่เสียงเรไรนกร้อง พร้อมเสียงน้ำตก ลมพัดเย็นเยือก
“ฮ่ะ..หา!”
ธัณหยุดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียง ขณะที่จินหันกลับมาจ้องมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความจริงจัง
“เราแยกกันตรงนี้”
จินส่งเสียงห้วนขับไล่โล่กำบังของเขา อย่างไร้เยื่อใย ในหัวของเขารู้สึกมึนงง ปนความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการวิ่ง เวลานี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหน
จริงอยู่หมู่บ้านของเขา ติดูเาลูกใหญ่ แต่เขาวิ่งหนี้มาไกลจนหาทิศทางไม่เจอ มองดูท้องฟ้าก็ดันไร้แสงตะวันเพราะอากาศมืดครึ้มเหมือนฝนจะตก
“คุณหมายความว่ายังไง?”
ธัณมึนงง หายใจหอบด้วยความเหนื่อย เขามองไปรอบๆ มีแต่ต้นไม้รายล้อม จริงอยู่ว่าเขาศึกษาภูมิศาสตร์ของที่นี่มา
หมู่บ้านและพื้นดิน ที่จะสร้างโครงการ วันเดอร์แลนด์นั้น มีูเาขนาดใหญ่ทางด้านหลัง แต่ถ้ายืนอยู่ที่หมู่บ้าน ูเาลูกนี้ก็จะอยู่ทาง ทิศเหนือ
เมื่อนึกขึ้นได้เขาก็หมุนตัวมองหาแสงตะวัน พร้อมลวงกระเป๋ากางเกงมองหาโทรศัพท์ เพื่อเปิดใช้เข็มทิศ
“คุณฟังไม่ผิด เราแยกกันตรงนี้ คุณไร้ประโยชน์สำหรับผมแล้ว”
เสียงของจินเด็ดขาด ชัดเจน เหมือนตัดด้วยมีดเย็นเฉียบ เมื่อพูดจบ เขาก็หมุนตัว สาวเท้าเร็วเข้าไปในแนวต้นไม้เบื้องหน้า ราวกับคนที่รู้ทิศรู้ทาง ทิ้งธัณไว้เพียงลำพังกับเสียงลมหายใจหอบในเงาป่า
“เฮ้! นี่คุณ…!”
ธัณขมวดคิ้ว เรียกไล่หลังอย่างไม่พอใจ เขาไม่ชอบการถูกตัดบท และยิ่งไม่ชอบการ ถูกใช้ แล้วโยนทิ้ง ราวกับสิ่งของหมดประโยชน์แบบนี้
เขาเท้าก้าวเร็วขึ้น จนแซงอีกฝ่าย ธัณวิ่งมาดักหน้าจิน ท่ามกลางกลิ่นดินชื้นและเสียงใบไม้ไหว มือซ้ายยังถือโทรศัพท์ที่ไร้สัญญาณ ส่วนมือขวายกขึ้นเหมือนจะขอคำอธิบาย
“คุณคิดว่านี่คืออะไร? เราแค่ต้องออกไปด้วยกัน ไม่ใช่เหรอ?..”
ยังพูดไม่ทันจบ จินก็ใช้มือผลักหน้าอกเขาออกไปอย่างรวดเร็ว แต่แรงผลักนั้น…เบาเกินไป ฝ่ามือบางสั่นเล็กน้อย ไม่รู้เกิดจากความกลัว หรือความโกรธแต่สำหรับธัณ มันเหมือนการท้าทาย
“ผมไม่ใช่โล่กำบังของคุณ”
“ผมก็ไม่ได้บอก..”
เสียงธัณดังขึ้นอย่างควบคุมอารมณ์ เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว มือใหญ่ตะครุบเข้าที่ข้อมือเล็กของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ไม่แรงเกินไป...แต่แน่นพอที่จะทำให้จินสลัดออกไม่ได้
“ปล่อย!”
“ไม่ จนกว่าคุณจะพาผมออกจากป่านี้ไป”
ทั้งสองยืนประจันหน้าลมหายใจหอบระคนกัน กลางป่าเงียบ แสงจางๆ ส่องลอดใบไม้ลงมากระทบใบหน้าของทั้งคู่ จินพยายามบิดข้อมือหนี ขณะที่ธัณไม่ขยับแม้แต่นิ้ว
และใน่เวลาหนึ่งที่สายตาปะทะกัน ทุกอย่างรอบตัวก็เหมือนเงียบลงเสียงนกร้องจางหาย เสียงลมเบาเหมือนอยู่ห่างออกไปหลายเมตร
หัวใจของจินเต้นกระหน่ำ…ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความใกล้ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเรื่อยๆ ความสับสนในใจก่อตัวขึ้นพอๆ กับการงบหาทางออก ที่ไม่อยากบอกอีกฝ่ายเลยว่าตัวเขา กำลังหลงป่า
จินกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอเขาจะ “แสร้ง” ว่ารู้ทางออกไปได้นานแค่ไหนกัน โดยที่จะไม่ทำให้อีกคนจับได้ ว่าเขากำลังเดินวนอยู่ที่เดิม
คิดแค่นั้นก็รู้สึกเืขึ้นหน้า มันช่างน่าอายเสียยิ่งกว่าโดนจับได้ว่าโกหก เขาเดินขณะที่ใจร้อนรน ตั้งหน้าตั้งตาก้าวลุยพงหญ้า โดยไม่กล้าหันกลับไปมอง กลัวว่าถ้าเผลอสบตา...จะถูกอีกฝ่ายอ่านทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้เท้าทั้งคู่ดังก๊อบแก๊บในความเงียบ จินเดินนำหน้าอย่างพยายามให้ดูเหมือนมั่นใจเต็มร้อย เขายกแขนขึ้นปัดกิ่งไม้ตรงหน้า แต่ดันไปสะบัดโดนกิ่งไม้ร่วง ลงมากระแทกกลางหัวตัวเองเสียอย่างนั้น
“โอ๊ย!..บ้าจริง”
เสียงโอดครวญเล็กๆ ดังขึ้นขณะเ้าตัวกุมหัวแล้วเหลือบมองฟ้า ที่มืดครึ้มราวกับจะฟ้อง์ที่กลั่นแกล้งตน
ในขณะที่ธัณเดินตามหลังอย่างเก็บงำความสงสัย ยิ่งเห็นอีกฝ่ายยกมือปัด ๆ เหมือนเด็กน้อยโดนฝุ่นปลิวใส่หน้า ก่อนจะหมุนตัวกลับ ส่งสายตามายังธัณ พูดเสียงแข็ง ทั้งที่บนหัวยังมีใบไม้ติดอยู่หนึ่งใบ
“ยิ้มอะไร!”
“หึ!..” ธัณขำขันก่อนจะแกล้งก้มมองโทรศัพท์ ที่ไร้สัญญาณของตัวเอง
“คุณมั่นใจนะ..ว่าเราเดินถูกทางเหรอ?”
“แน่นอน!” จินสวนกลับทันที
“ผมโตที่นี่นะ เดินเข้าป่าั้แ่สิบขวบ”
ว่าแล้วก็เดินลิ่วต่ออย่างภาคภูมิ ไม่ถึงนาที…จินก็หยุดกึก หมุนซ้าย...มองขวา…แล้วเดินกลับมา
“อาจจะเลี้ยวผิดนิดหน่อย…ก็ได้นะ” เขาพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง แต่พอเห็นธัณยืนกอดอกมองอยู่ จินรีบเชิดหน้า
“จะยืนมองเฉย ๆ หรือจะช่วยหาทางกลับกันแน่?”
ธัณถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็เดินเข้าไปใกล้ เขายื่นมือไปเก็บใบไม้ที่ติดอยู่บนผมของจินออกให้ช้า ๆ
“กลบเกลื่อนเก่งเหมือนกันนะคุณ”
เขาพูดพร้อมมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย…อย่างที่ไม่เคยยิ้มให้ใครมาก่อนทำให้จินเงยหน้าขึ้นอย่างงง ๆ
ในแสงส่องมาบาง ๆ ที่ลอดผ่านยอดไม้ รอยยิ้มของธัณดูอบอุ่นเกินกว่าภาพจำของเขา มันไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพ ที่เอาไว้ใช้ตอนตอบสื่อ หรือประชุมกับคณะผู้บริหาร
แต่มันเป็…รอยยิ้มของคนธรรมดา คนที่เริ่มละลายเปลือกนอกลงทีละน้อย จินเผลอมองอยู่นาน จนหัวใจเต้นแรงแปลก ๆ ไม่ใช่เพราะอาย…แต่เหมือนรู้สึกได้ว่า เขาอาจจะเป็ “คนแรก” ที่ได้เห็นรอยยิ้มนี้
........................................