เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วหลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่จำเป็นต้องพูดออกมาให้ชัดเจนขณะที่ทุกคนยังให้ความสนใจอยู่เพื่อเลี่ยงไม่ให้คนสกุลหลินสายหลักที่มีค่านิยมผิดๆ พวกนั้นฉวยโอกาสใส่ร้ายสกุลหลินสายรองนางจึงเอ่ย
“หลินเสวี่ยหลาน ในเมื่อเจ้าพูดถึงขั้นนี้แล้วเช่นนั้นข้าก็จะพูดสักหลายประโยคแล้วกัน ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านเกษตรท่านย่าของเจ้าใส่ความพวกเราอย่างไรทุกคนล้วนเห็นกันทั้งนั้นแล้วยังมีคำพูดของแม่นมอวี๋อีก เจ้าคงไม่ได้ลืมหรอกกระมัง? หลายปีมานี้ท่านย่าของเจ้าปฏิบัติต่อพวกเราสกุลรองอย่างโหดเหี้ยมทั้งยังโกงเบี้ยหวัดของท่านพ่อข้าเพื่อนำไปเติมเข้าคลังสมบัติของตนเองอีกวิธีการไร้ยางอายเช่นนี้ไม่มีผู้ใดทำแล้ว”
ทุกคนที่ได้ยินราวกับถูกกระตุ้นความทรงจำพวกเขาทยอยส่งสายตาประณามไปทางฮูหยินผู้เฒ่า หลินเสวี่ยจู๋คิ้วกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ
“ตอนที่คนในครอบครัวเจ้าอาการกำเริบท่านอาข้าก็นำสมุนไพรล้ำค่าไปรักษาพวกเขา นี่นับเป็นการทำคุณบูชาโทษหรือไม่? เจ้าไม่เพียงไม่พอใจยังขอให้ท่านอาข้าไม่สนใจความเป็นความตายของผู้อื่น บอกให้เขาไปดูแลบิดามารดาเจ้าที่ไม่ได้ถูกพิษร้ายแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตด้วยซ้ำเจ้าเห็นตนเองสำคัญมากเกินไปหน่อยหรือไม่?”
เมื่อได้ยินว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นสายตาที่ทุกคนมองหลินเสวี่ยหลานก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ที่ถูกพิษ เมื่อคิดว่าตนเองเกือบเสียโอกาสในการรักษาเพราะหลินเสวี่ยหลานในใจย่อมไม่สบอารมณ์
เดิมทีคิดว่าครอบครัวนางมีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าที่ไม่ได้เรื่องไม่คาดคิดว่าหลานสาวเองก็ไม่ได้ดีอะไร
ไม่น่าแปลกใจ ต้นไผ่ที่ชั่วร้ายไหนเลยจะออกหน่อไม้ดีๆ!
หลินเสวี่ยจู๋เห็นหลินเสวี่ยหลานมีสีหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีดก็ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจเดิมทีอีกฝ่ายก็ซ่อนความเห็นแก่ตัวและความทะเยอทะยานภายใต้บุคลิกที่เรียกว่าแม่พระอยู่แล้ว
ไม่มีผู้ใดเป็นแม่พระมาโดยกำเนิดเพียงแต่ชีวิตที่ราบรื่นทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสแสดงด้านมืดในใจออกมาก็เท่านั้น
การปรากฏตัวของหลินเสวี่ยจู๋ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องเดิมทำลายต้นกำเนิดและภูมิหลังครอบครัวอันน่าภาคภูมิใจของหลินเสวี่ยหลาน ทำให้นางเผยความอัปลักษณ์ภายใต้รูปลักษณ์อันแสนอ่อนโยนออกมา
เฮอะๆนี่ต่างหากที่ควรจะเป็นเนื้อเรื่องปกติ
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง“หลินเสวี่ยหลาน ไม่ว่าจะเป็นท่านย่า บิดามารดาของเจ้าหรือว่าเจ้าก็ไม่ได้มีบุญคุณกับพวกเราสกุลรองเลยสักกระผีกบิดาข้าเลี้ยงดูพวกเจ้ามาตลอดหลายปี พวกเจ้าได้รับไปมากแล้ว จากนี้อย่าได้คิดที่จะนำคำพูดที่ว่า‘ครอบครัวเดียวกัน’ มาผูกมัดพวกเราอีก หากพวกเจ้าเกิดเรื่องพวกเราก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องสนใจ เรื่องนี้เจ้าจดจำไว้ให้ดี”
หลินเสวี่ยจู๋พูดกับหลินเสวี่ยหลาน แต่ท่าทางของนางที่ต้องการตัดความสัมพันธ์กับสกุลหลินสายหลักนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่ายังกำจัดพิษไม่หมดตอนนี้ท้องไส้ยังคงปั่นป่วนอยู่เล็กน้อย นางรู้ตัวดีว่าจะขาดสมุนไพรกับวิชาแพทย์ของหลินเฉิงเหยาไปไม่ได้ทว่านางทำได้เพียงถามหลินเฉิงเหยาด้วยสีหน้าอ่อนแรง “เจ้ารองเรื่องนี้เจ้าจะว่าอย่างไร?”
หลินเฉิงจางรีบเอ่ยเสียงเรียบขึ้นมาทันที“เจตนาของบุตรสาวข้าก็คือเจตนาของทั้งครอบครัวพวกเรา”
พูดจบก็ไม่รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าเปลี่ยนสีหน้ารีบพาเหวินซิ่วชิงไปหาที่สบายๆ นั่งพัก
เมื่อคนที่เหลือเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็เดินกลับไปพักผ่อนเงียบๆ
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจสายตาอาฆาตแค้นของฮูหยินผู้เฒ่าหลังจากดื่มน้ำพุจิตวิญญาณเรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่ริมลำธาร
เมื่อเดินเลียบลำธารไปเรื่อยๆก็พบบริเวณที่ตนเองวางตะกร้าหวายเอาไว้พอหยิบขึ้นมาก็เห็นว่าทุกตะกร้ามีปลาอยู่สองสามตัวในจำนวนนั้นมีปลาตัวใหญ่อยู่สองตัวที่มีขนาดเท่าแขนของผู้ใหญ่ ส่วนปลาตัวที่เล็กกว่าขนาดเท่าฝ่ามือทั้งยังมีกุ้งและปูอีกหลายตัว
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เห็นผลลัพธ์ที่ได้ก็เกิดแนวคิดบางอย่างขึ้นมาทันที
นางส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติใช้น้ำพุจิตวิญญาณสร้างบ่อปลาขึ้นมา แล้วใส่ปลาตัวเล็ก กุ้ง และปูลงไปในบ่อ
ส่วนปลาตัวใหญ่อีกสองตัวที่เหลือทิ้งไว้ในตะกร้าหวายแล้วนำกลับไปที่ค่าย
คนส่วนใหญ่ในค่ายพักแรมกำลังหลับใหล
มีเพียงครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋เท่านั้นที่ตื่นอยู่และรอให้นางกลับมา
เมื่อเห็นทั้งครอบครัวมองมาที่ตนเองอย่างพร้อมเพรียงหลินเสวี่ยจู๋ก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ นางชูตะกร้าหวายในมือขึ้น
ชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงรุดหน้ามาพร้อมกันพวกนางรับตะกร้าหวายไปดู จากนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา
ปลาสองตัว ทั้งยังตัวใหญ่ถึงเพียงนี้ย่อมเพียงพอที่จะทำให้ทั้งครอบครัวอิ่มท้อง
แววตาของลู่โม่เองก็ทอประกายประหลาดใจพี่สะใภ้ก็คือพี่สะใภ้ เมื่อลงมือก็จับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว
เดิมทีเขายังกังวลเรื่องที่ตนเองล่าสัตว์ไม่ได้แล้วทำให้ทั้งครอบครัวกลายเป็นมังสวิรัติเสียแล้ว ตอนนี้ความทุกข์ใจมลายหายไปถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มยินดีทันที
ชุ่ยเอ๋อร์เอ่ย“คุณหนูเสวี่ยจู๋รีบไปพักผ่อนเถิด เรื่องย่างปลายกให้พวกเราทำก็ได้เจ้าค่ะ”
กู้เจินเหนียงพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย
หลินเสวี่ยจู๋ขบคิดเล็กน้อย“เช่นนั้นพวกท่านก็เร่งมือหน่อยเถิด ทำเสร็จจะได้รีบเข้านอน”
เมื่อคืนวุ่นวายมาก โดยเฉพาะครอบครัวของนางที่ยุ่งกว่าผู้อื่นระดับความเหนื่อยล้าจึงไม่แพ้เหล่าผู้ที่ถูกพิษเลยแม้แต่น้อยตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือใช้เวลาครึ่งวันที่เหลือนี้ฟื้นฟูพลังกาย
ชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงสบตากันแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกเราอายุน้อย แรงยังดีคุณหนูเสวี่ยจู๋ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า พลางหยิบแท่งไม้ไผ่สองสามแท่งให้พวกนาง“เอาไปเสียบปลาสิ”
หยวนซิวที่อยู่ใต้ต้นไม้ห่างออกไปไม่ไกลนักเห็นเหตุการณ์เขาได้แต่ครุ่นคิด ‘เหตุใดถึงรู้สึกคุ้นตากับแท่งไม้ไผ่เหล่านั้นนักเล่า?’
‘สตรีผู้นี้คงไม่ได้เอาอาวุธที่เขาเหลาขึ้นมาไปใช้เป็นไม้เสียบปลาหรอกกระมัง?’
หลินเสวี่ยจู๋รู้ความคิดของหยวนซิวนางหาตำแหน่งเหมาะๆ สำหรับนอน ก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติเริ่มนอนหลับอย่างมีคุณภาพทันที
ไม่รู้ว่ามิติเปิดใช้งานคุณสมบัติที่นางไม่รู้จักหรือไม่เพราะนางรู้สึกว่านอนหลับในมิติเพียงสองชั่วยามได้ผลดีกว่าการนอนข้างนอกสี่ชั่วยามเสียอีกหลังจากตื่นนอนไม่เพียงจิตใจแจ่มใส พลังกายยังเพิ่มพูน ดังนั้นหลังจากตื่นนอนแล้วนางก็เริ่มลงมือปรับแต่งมิติ
ต้นกกถูกย้ายไปอยู่ข้างบ่อปลานอกจากนี้ นางยังปลูกไม้ผลหลังเรือนไม้ไผ่ด้วย
นางสร้างรั้วเพื่อให้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้นส่วนต้นอู๋ฮ่วนจื่อนั้นถูกปลูกไว้ข้างหินฮวงจุ้ย ตำแหน่งโดดเด่นสะดุดตา ทั้งยังเข้าถึงง่าย
เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จนางก็ออกจากมิติแสร้งทำเป็นพลิกตัวแล้วลืมตา
ฉากที่ปรากฏสู่สายตาคือหยวนซิวกำลังนั่งเหลาไม้ไผ่หนาๆต้นหนึ่งเป็นหอกแหลมห้าหกเล่ม
หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง นางรีบวิ่งไปหาเขาพลางลดเสียงลง“ของสิ่งนี้ใช้เป็นอาวุธสังหารได้ หากผู้คุมเห็นเข้าต้องสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราเป็นแน่เจ้าค่ะ”
หยวนซิวไม่แม้แต่จะเงยหน้าเขาเอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “เจ้าซ่อนของเก่งนักไม่ใช่หรือ? ขอเพียงนำมันไปซ่อนก็ได้แล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋ไร้คำพูดคนผู้นี้กำลังต่อต้านนางอยู่หรือ?
ก่อนหน้านี้นางนำแท่งไม้ไผ่อันเล็กๆที่เขาเหลาขึ้นไปย่างปลา ตอนนี้เขากลับทำแท่งไม้ไผ่อันใหญ่ขึ้นมาทันที!
เขาต้องการทำอะไร? จะลอบทำอาวุธเพื่อให้ฮ่องเต้สุนัขตั้งข้อหาร้ายแรงแล้วสั่งลงโทษด้วยการประหารชีวิตเขาอย่างนั้นหรือ?
หลินเสวี่ยจู๋วิตกกังวล นางรีบหาตะกร้าเปล่าแล้วยัดส่วนปลายหอกของแท่งไม้ไผ่เข้าไปด้านใน แสร้งว่ามันเป็นแท่งไม้ไผ่ธรรมดา
หยวนซิวมองการกระทำของนางด้วยสายตาเย็นชาเขาไม่พูดไม่จา แต่ก็เหลาไม้ไผ่ไม่หยุดมือเช่นกัน
หลินเสวี่ยจู๋ด้านชาแล้ว นางพยายามเอ่ยวาจาโน้มน้าว“สามี บุรุษอย่างท่านสิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย เหตุใดท่านต้องเขียนความอาฆาตแค้นไว้บนใบหน้าให้ผู้คนครหาด้วยเจ้าคะ?”
หยวนซิวได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักงัน
สตรีผู้นี้ ผู้ใดบอกนางกันว่าตนเองต้องการแก้แค้น?
ต่อให้ไส้ในของนางเปลี่ยนไปคงไม่ถึงขั้นเดาความคิดของผู้อื่นได้หรอกกระมัง?
.............................