ิญญาสตรีที่สถิตอยู่ในจี้กระบี่สามารถััได้ถึงความน่ากลัวของค่ายกลนี้ลึกซึ้งกว่าของเย่เสวียนโดยธรรมชาติ
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เย่เสวียน เ้าแน่ใจจริงหรือว่านิกายเทพกระบี่ใกล้จะพินาศล่มสลาย?”
สิ่งแรกคือแผ่นป้ายที่ประตูนิกายที่มีวิถีกฎเกณฑ์และเจตจำนงแห่งดาบที่น่าทึ่ง ถัดมาเป็แผ่นศิลาขั้นเซียนที่มีความน่าสะพรึงยิ่ง และต่อมายังมีค่ายกลปกปักนิกายที่ทรงพลังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไหนเลยจะมีร่องรอยของนิกายที่ใกล้จะพินาศ?
ตราบใดที่ตาไม่บอดย่อมมองเห็นเป็นิกายที่ยอดเยี่ยม!
เย่เสวียนรู้สึกขายขี้หน้าขึ้นมา ได้แต่เกาศีรษะของตน "นี่...ความจริงข่าวลือทั้งหมดมันมาจากโลกภายนอก ที่ร่ำลือว่านิกายเทพกระบี่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและมรดกตกทอดถูกทำลาย"
จากนั้นเขาก็ส่ายหัว พลางถอนหายใจด้วยความหดหู่ “ข่าวลือช่างน่ารังเกียจ…”
เมื่อพิจารณาแล้ว เขาก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “ท่านผู้าุโ เหตุใดเราจึงไม่รีบหนีออกไปล่ะ”
“ค่ายกลปกปักนิกายนี้น่ากลัวเกินไป ข้าไม่มั่นใจว่าจะฝ่าไปได้”
"หนี?"
สตรีผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา: "เ้าคิดว่าภายใต้มหาค่ายกลนี้จะสามารถหนีออกไปได้ตามที่้าเช่นนั้นรึ"
“หากเป็ไปตามที่คาดไว้ ทันทีที่เราพ้นประตูนิกายเทพกระบี่ ยอดฝีมือในนิกายย่อมต้องออกมาพบเ้า!”
“เมื่อเ้าพยายามจะหนี สิ่งเดียวที่รออยู่ข้างหน้าคือ— ิญญาสูญสลาย!”
“เห็นได้ชัดว่ามียอดฝีมือที่ทรงพลังในนิกายเทพกระบี่แห่งนี้ มิเช่นนั้นคงเป็ไปมิได้ที่จะสร้างมหาค่ายกลเช่นนี้เพื่อปกป้องนิกาย!”
“และเ้าคือผู้ที่บุกรุกเข้ามาในนิกายเทพกระบี่โดยมิได้รับอนุญาต ถือเป็การกระทำที่หยาบคายต่อเหล่านิกาย”
อากัปกิริยาของนางเคร่งขรึมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเย่เสวียนก็พลันซีดลงด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่เขาจะเอ่ยด้วยความวิตกกังวลว่า "เช่นนั้นเราควรจะทำเช่นไรดี"
ณ เวลานี้เขาได้เค้นปราณิญญาของเขาออกมาเพื่อต้านทานแรงกดดันที่เฉียบคม ระหว่างที่เม็ดเหงื่อไหลออกมาไม่หยุด
ไม่ช้าม่านปราณิญญาสีขาวบนผิวกายก็ได้ถูกบีบอัดอย่างรวดเร็วด้วยแรงกดดันมหาศาล
ร่างกายของเขาอดที่จะสั่นไม่ได้
แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาทนได้อีกไม่นาน
พลังของค่ายกลปกปักนิกายนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถจินตนาการได้ หากเขาไม่เร่งตัดสินใจโดยเร็ว เขาอาจถูกบดขยี้จนตาย!
“เนื่องจากผู้แข็งแกร่งในนิกายมิได้เคลื่อนไหว หมายความว่าเราได้รับโอกาสแล้ว ยามนี้มีทางเดียวเท่านั้นคือการผ่านค่ายกลนี้ไปให้ได้”
“แม้ว่าพลังอำนาจของค่ายกลนี้จะไร้ที่สิ้นสุด แต่ก็ใช่ว่าจะผ่านไปมิได้ เ้าอย่าได้ปล่อยให้ความสับสนครอบงำจิตใจ!”
ถึงจุดนี้น้ำเสียงของสตรีที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งจองหองก็ดังขึ้น “ถึงอย่างไรก่อนหน้าข้าผู้นี้ก็เป็ถึงยอดฝีมือภพเซียนก่อนที่จะจบชีวิต แม้ว่าข้าจะมิได้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ก็พอมีความรู้อยู่บ้าง ขอเพียงแค่เ้าทำตามที่ข้าสั่ง เ้าก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีจากค่ายกล แม้ต้องใช้เวลานานขึ้นแต่ก็ย่อมจะผ่านค่ายกลนี้ไปได้!"
ได้ฟังประโยคนั้น เย่เสวียนก็ใจชื้นขึ้นมา “วิเศษ ผู้าุโได้โปรดชี้แนะ”
สตรีภายในจี้ไม่พูดพล่ามไร้สาระ รีบออกคำสั่งโดยตรง: "ซ้ายสามขวาหนึ่ง ตรงเก้าถอยสอง ย่ำลงเฉียน ะโหาคุน!"
"..."
ภายใต้คำแนะนำของนาง เย่เสวียนก็ััได้ว่าแรงกดดันลดลงไปอย่างมาก ก่อนที่จะค่อย ๆ หายใจออก
...
บริเวณยอดเขาเทียม์
หลินเฟิงนั่งไขว่ห้างบนฟูกกำหนดสมาธิ ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยปราณที่หนาแน่น และกลิ่นอายลึกลับยังคงแผ่ขยาย
เขากำลังฝึกวิชาลับ์
จู่ ๆ ดูเหมือนว่าเขาจะััถึงบางอย่าง หลังจากลืมตาแล้ว เขาก็มองไปยังแผนที่ของนิกายเทพกระบี่
ภายใต้การมองเห็น คือมีเด็กหนุ่มร่างผอมบางและหน้าตาหล่อเหลากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในค่ายกลปกปักนิกาย
“หืม?”
“ชายคนนี้ไม่เลว เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในค่ายกลปกปัก?”
"หึหึ น่าสนใจดี"
หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
แม้ว่าค่ายกลปกปักนี้จะไม่สามารถไปถึงระดับของมหาค่ายกลสังหารในยุคาได้ แต่ก็มิใช่สิ่งที่ใคร ๆ จะฝ่าทะลวงไปได้ ซึ่งเขารู้เื่นี้ดีกว่าผู้ใด
อย่างไรก็ตาม มันออกน่าเหลือเชื่อเกินไปที่เด็กหนุ่มรุ่นเยาว์จะสามารถหลบเลี่ยงการกลไกการทำงานราวกับกำลังเดินเล่น?
แม้ต่อให้จะเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านนี้ แต่ก็ไม่น่าจะทำมันได้ง่าย ๆ ด้วยวัยแค่นี้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย และทำการซูมเข้าไปบนแผนที่ใกล้ ๆ เพื่อทำการสังเกตดูอีกครั้ง ก่อนจะพบจี้รูปกระบี่ห้อยอยู่บนคอของเด็กหนุ่ม ซึ่งกำลังเปล่งแสงสีแดงจาง ๆ เป็ครั้งคราว
“อะไรวะเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อ?”
ปากของหลินเฟิงกระตุก
ในฐานะคนที่มาจากดาวเคราะห์สีคราม เขาย่อมได้รับการซึมซับข้อมูลจากนิยายออนไลน์ ทันทีที่เห็นเขาก็สามารถเข้าใจได้ในทันที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็ตัวละครเอกในนิยายออนไลน์ประเภทที่ว่า โดยข้างกายเขามีาุโผู้เฒ่าซ่อนตัวคอยชี้แนะ
และเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงดูสงบนิ่งในขณะที่เผชิญกับค่ายกล นั่นเป็ผลมาจากคำแนะนำของผู้าุโ
คนที่ไม่รู้ ย่อมรู้สึกว่านั่นดูมหัศจรรย์
หลินเฟิงยิ้ม “หวังว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเป็อัจฉริยะทายาท์ที่ระบบส่งมา”
ทันทีที่เขานึกถึงจุดนี้ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเกิดความสนใจเล็กน้อย จึงทำการเปิดใช้งานวิชาลับ์โดยตรง
ในชั่วพริบตา
ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเด็กหนุ่มก็ได้ปรากฏต่อหน้าหลินเฟิง
ชื่อ : เย่เสวียน
อายุ : 17
ขอบเขต: ระดับ 5 ผสานปราณ
กายา : ร่างกระบี่์กำเนิด
ค่าวาสนา: 19000
ค่าความภักดี : 10
“เย่เสวียน?”
“นามนี้คล้ายคลึงกับบุตรแห่งโชคชะตา มีรสนิยมไม่เบา”
"ร่างก็ไม่เลว วาสนาก็ไม่เลว"
หลินเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับเย่จิงอวิ๋นแล้ว ดูจะแข็งแกร่งกว่ามากในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะปราณสีม่วงที่บ่งบอกถึงปราณวาสนา ดังนั้นด้านวาสนาแน่นอนว่าเหนือกว่าเย่จิงอวิ๋นมาก
“หึหึ เป็ไปตามที่คาดหวังเอาไว้ เขาเหนือกว่าคนทั่ว ๆ ไป” หลินเฟิงยิ้ม
…………
อีกด้านหนึ่ง ภายในค่ายกลปกปักนิกาย
เย่เสวียนก้าวไปตามคำแนะนำของสตรี ต่อมาเขาก็รอดพ้นจากการโจมตีของค่ายกล
ถึงกระนั้นบริเวณหน้าผากของเขาก็ยังอาบไปด้วยเหงื่อ
“ท่านผู้าุโ ข้าน้อยขอขอบคุณ”
“ถ้ามิได้คำชี้นำของท่าน โอกาสที่ข้าจะถูกค่ายกลสังหารมีมากถึงเก้าในสิบส่วน”
เย่เสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
"ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวขอบคุณ"
น้ำเสียงของสตรีมิได้ผ่อนคลาย "พลังของค่ายกลนี้ห่างไกลจากความเรียบง่ายเหมือนดั่งที่ข้าจินตนาการไว้"
"เ้าต้องกระตือรือร้นมุ่งมั่น อย่าได้ปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาด"
"หากเ้าเกิดความผิดพลาด ผลลัพธ์ที่จะตามมามันย่อมเกินกว่าจินตนาการ!"
ท่าทางของเย่เสวียนหยุดชะงัก เขาพยักหน้าอย่างจริงจัง "ผู้น้อยทราบแล้ว!"
...
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม
เบื้องหน้าเย่เสวียนปรากฏดอกไม้ ก่อนที่ทิวทัศน์ภายใต้ขอบเขตการมองเห็นของเขาบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไปพร้อมกับแสงวูบหนึ่ง พริบตาฉากรอบ ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ภายใต้คำแนะนำของสตรีนางนั้น ในที่สุดเขาก็สามารถฝ่าค่ายกลปกปักนิกายได้สำเร็จ!
ปัจจุบันเขารู้สึกว่าร่างกายของเขาผ่อนคลายลงอย่างมาก และอากาศที่สูดเข้าไปมันช่างสดชื่นหอมหวน
ความสุขที่หาสิ่งใดเปรียบได้โอบล้อมเขาในทันที
บัดนี้เขาอดที่จะมองไม่ได้
ในสายตานิกายเทพกระบี่นั้นได้เผยโฉมที่แท้จริงของมัน ยิ่งใหญ่ตระหง่าน องอาจสูงส่ง ปกคลุมเมฆมงคล
เพียงแค่จ้องมองไปก็ทำให้เขารู้สึกอยากจะสักการะอย่างควบคุมไม่ได้ และความรู้สึกยำเกรงก็ปรากฏขึ้นด้วยสัญชาตญาณ
"แม่เ้า!"
“นี่ เห็นได้ชัดว่านี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกตน!”
“ไม่สิ มันสมควรจะเป็ดินแดน์บนผืนพิภพ!”