ทุกคนกลับถึงโรงเตี๊ยมก็สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ เมื่อได้กินอาหารอร่อยๆ หยวนเหล่าเอ้อร์กับภรรยาก็ลืมเรื่องราวที่ไม่น่าอภิรมย์ก่อนหน้าไปจนหมดสิ้นแข่งกับบุตรสาวว่าใครกินได้น่าอร่อยกว่ากัน เมื่อมีคนทั้งสามคอยนำเสียงหัวเราะมาให้กู้ซิ่วไฉกับกู่ซื่อจึงไม่รู้สึกหงุดหงิดอีกต่อไป พวกเขาอารมณ์ดีขึ้น กินได้มากกว่าปกติหลายเท่าฟ
เมื่อกินอาหารเสร็จทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้อง จ้าวซื่อพาเจินเจินไปอาบน้ำก่อนจะอุ้มขึ้นไปนอนบนเตียงหยวนเหล่าเอ้อร์ที่ล้างเท้าจนสะอาดเอี่ยมขึ้นไปบนเตียงเพื่อกล่อมบุตรสาวเข้านอน
“เจินเจินวันนี้พ่อเอาเงินไปซื้อจวนในอำเภอหมดแล้ว ยามนี้พ่อไม่มีเงินแล้วเจ้าให้เงินพ่อสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
เจินเจินไม่หลงกลบิดา “ท่านพ่อก็แค่คืนจวนเขาไป เพียงแค่นี้ก็มีเงินแล้ว”เด็กหญิงกล่าวพลางส่ายศีรษะ
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
แม้จะถูกบุตรสาวพูดดักคอไว้ก็ตาม ทว่าหยวนเหล่าเอ้อร์ยังไม่ยอมแพ้ “คืนไม่ได้ต่อไปหากพี่ชายของเจ้ามาเรียนหนังสือในอำเภอ เจ้าจะได้ตามมาอยู่ที่นี่ด้วยอย่างไรเล่า”
“ท่านพ่อกับท่านแม่กู้ซื้อด้วยหรือไม่” เจินเจินถาม
เดิมทีหยวนเหล่าเอ้อร์คิดจะโกหกออกไปว่าไม่ได้ซื้อ แต่พลันคิดขึ้นมาได้ว่าบุตรสาวสามารถไปถามกู้อวี้หรือไม่กู้เอ้อร์หลางกับกู้ซานหลางก็ได้เมื่อเห็นว่าไม่อาจปิดบังได้อีกจึงตอบออกไป “ซื้อ เพียงแต่…”
“เช่นนั้นข้าก็สามารถอยู่จวนเดียวกับพี่ชายได้”
จ้าวซื่อทนไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมา ยิ่งเห็นสามีมีสีหน้าดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะก็ยิ่งดังขึ้น
“หัวเราะอะไรของเจ้า คิดว่าข้าไม่กล้าทำผู้หญิงอย่างนั้นหรือ”หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว
จ้าวซื่อเห็นเช่นนี้ก็รีบกลืนเสียงหัวเราะลงท้องไป หาใช่เพราะกลัวสามีจะตบตีแต่เป็นเพราะอีกฝ่ายคือสามี นางจึงจำต้องไว้หน้าอีกฝ่าย
“ท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าเจินเจินซื้อของมาเยอะแยะมากมายคงใช้เงินไปไม่น้อย ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าเสื้อผ้าที่นางซื้อให้ดูดีไม่ใช่หรือท่านยังใส่ออกไปอวดผู้อื่นอยู่เลย”
“เสื้อผ้าของพี่ชายข้าเป็นคนซื้อ เสื้อผ้าของท่านพ่อพี่ชายเป็นคนซื้อ”เจินเจินกล่าวสวนขึ้นมา
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
“ข้าง่วงแล้วจะนอนแล้ว!”
ฮึ่ย ช่างน่าโมโหนัก บุตรสาวบ้านอื่นทั้งอ่อนโยนและชอบเอาอกเอาใจ แต่บุตรสาวของเขากลับขี้งกและขี้เหนียว!
“ข้าไม่อยากนอนกับท่านพ่อที่ตัวเหม็น ข้าจะไปนอนกับท่านแม่ที่ตัวหอมๆนุ่มๆ” เจินเจินกล่าวขึ้นมา ประโยคนี้ประหนึ่งมีดแหลมซึ่งแทงลงมาตรงหน้าอกของหยวนเหล่าเอ้อร์ก็ไม่ปาน
หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจ “ข้าก็ตัวหอมเช่นกัน!”
เจินเจินขมวดคิ้วพร้อมกับทำจมูกฟุดฟิด “กลิ่นหอมผสมกับกลิ่นเหม็นยิ่งเหม็นเข้าไปใหญ่”
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
บุตรสาวคนนี้ผู้ใดอยากได้ก็มาอุ้มไปก็แล้วกัน!
ทว่าพริบตาต่อมาเป็นจ้าวซื่อที่อยากได้บุตรสาวผู้นี้จึงมาอุ้มไป หากแต่ก็ไม่ได้อุ้มไปไหนไกลแค่พาเจินเจินขยับไปนอนอีกด้าน ส่วนนางนอนอยู่ตรงกลาง จ้าวซื่อกอดบุตรสาวพร้อมกับร้องเพลงกล่อมนอนเพียงไม่นานทั้งบุตรสาวและสามีก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
สามีของนางมีท่านอนเหมือนกับบุตรสาวไม่มีผิด เขาหันหน้ามาหานางพร้อมกับเอาแขนข้างหนึ่งของนางไปกอดจ้าวซื่อรู้สึกเหมือนผู้ที่นอนขนาบข้างกายนางนั้นคือลูกลิง หาใช่สามีกับบุตรสาวไม่คนหนึ่งคือลูกลิงตัวโต อีกคนคือลูกลิงตัวเล็ก
เฮ้อ ช่างเป็นความรับผิดชอบที่หวานล้ำเหลือเกิน
ขณะที่ทางนี้กำลังนอนหลับอย่างสุขสบาย ฝั่งสกุลหลิ่วกลับตรงกันข้าม
หญิงม่ายหลิ่วทั้งร่ำไห้และด่าทอชุ่นอวิ๋นซึ่งหายตัวไปแล้ว เสียงนั้นดังจนเพื่อนบ้านที่กำลังนอนอยู่สะดุ้งตื่นจนต้องเดินออกมาจากในห้อง แล้วตะโกนผ่านกำแพงบอกให้เงียบได้แล้ว คนจะหลับจะนอน
แต่ปรากฏว่ายิ่งทำให้หญิงม่ายหลิ่วฉุนจัด ด่าทอกลับไปว่าเพื่อนบ้านนั่นแหละที่ร่วมมือและสอนให้สาวใช้ในจวนของนางขโมยเงินไปเงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ บทจะถูกขโมยไปก็ขโมยไปเสียเฉยไหนจะเงินที่นางแอบเก็บไว้อีกสิบกว่าตำลึงอีก!
หลิ่วเหวินไฉถูกเสียงด่าทอของมารดาทำจนหูอื้อ ยามนี้ในหัวของเขามีแต่เสียงวิ้งๆดังก้อง จึงไม่ให้ความสนใจมารดาอีกต่อไป ชายหนุ่มหันหลังเดินเข้าห้องก่อนจะปิดประตูตามหลัง
ด้านหญิงม่ายหลิ่วเห็นเพื่อนบ้านไม่ตอบโต้ก็ยิ่งได้ใจ ยังคงด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคายและไม่น่าฟังยิ่งขึ้นทว่าต่อมา…
มูลหนึ่งถังก็ถูกราดลงมาบนตัวหญิงม่ายหลิ่ว ยามนั้นเจ้าตัวถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่ทำอันใดไม่ถูกนางนิ่งอึ้งอยู่นานกว่าจะหาเสียงของตนเองเจอ จากนั้นส่งเสียงกรี๊ดอย่างรังเกียจออกมา
“หากเจ้ายังด่าว่าข้าอีกข้าจะเผาบ้านเจ้าเสีย!” เสียงขู่เหี้ยมเกรียมดังมาจากบ้านข้างๆ
เพื่อนบ้านไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับหญิงม่ายหลิ่วให้เสียเวลาในเมื่อลงไม้ลงมือได้แล้วจะด่าทอให้เมื่อยปากไปไย
หญิงม่ายหลิ่วได้ยินประโยคนี้แล้วก็ไม่กล้าเอ่ยคำผรุสวาทออกมาอีกเลย
วันรุ่งขึ้น หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่วางใจที่ไม่มีผู้ใดอยู่บ้าน ทว่าแท้จริงแล้วคือเขาไม่ไว้วางใจเงินทองที่แอบฝังเอาไว้ต่างหากจึงมอบกุญแจจวนที่เพิ่งซื้อให้แก่กู้ซิ่วไฉไว้ แล้วจึงแยกตัวเดินทางกลับหมู่บ้านไปก่อนพร้อมกับภรรยา
กู้อวี้เป็นห่วงเรื่องของซุนเซิ่งกับหนังสือนิยาย จึงอยากจะค้างในอำเภอต่ออีกสักหลายคืนในเมื่อชายหนุ่มอยากอยู่ต่อ เจินเจินก็ย่อมต้องอยู่ต่อด้วยอย่างแน่นอน
กู่ซื่อก็ตัดสินใจอยู่ในอำเภอต่อเพื่อคอยดูแลบุตรชายคนโต นางเข้าไปทำความสะอาดจวนใหม่พร้อมกับบอกให้ผู้เป็นสามีพาบุตรชายอีกสามคนกลับบ้านไปก่อนสองวันที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดอยู่ที่บ้าน มีเพียงหลี่ซื่ออยู่คนเดียว ไม่รู้ว่าในระหว่างนี้อีกฝ่ายถูกบ้านสามีตามมารังแกหรือไม่
“หากท่านไปถึงบ้านแล้ว บอกให้ฉินเจียมู่พาหลี่ซื่อมาส่งที่นี่ ให้นางมาอยู่ที่นี่จะได้คอยดูแลอวี้เอ้อร์”กู่ซื่อบอกแผนของตนเองให้แก่ผู้เป็นสามีฟัง
กู้ซิ่วไฉเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกับภรรยาว่า หากให้หลี่ซื่ออยู่ที่บ้านสกุลกู้ในหมู่บ้านคงไม่ค่อยดีเท่าใดนักเพราะอาจจะถูกบ้านเดิมสกุลหยวนรังแกเมื่อใดก็ได้ หาใช่ว่าตนเกรงกลัวบ้านสกุลหยวนเพียงแต่รู้สึกว่าฝ่ายนั้นก็เหมือนแมลงวันที่เอาแต่คอยตอมไม่ยอมไปที่ใดเสียทีทำให้รู้สึกน่ารำคาญไม่ใช่น้อย
“ได้ ข้ารู้แล้ว” กู้ซิ่วไฉรับปาก พอดีเลย ข้าวของที่เจินเจินซื้อมาก็มีมากมายต้องแบ่งขนกลับสองครั้งถึงจะขนกลับไปได้หมด
พวกเขาทั้งสองครอบครัวซื้อจวนใหม่อยู่ใกล้กัน แค่มีซอยกั้นเท่านั้นจวนที่สกุลหยวนซื้อตั้งอยู่ในซอยชิวอวี๋ส่วนจวนที่สกุลกู้ซื้อตั้งอยู่ในซอยเถียนสุ่ย หลังคืนห้องที่โรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้วกู้อวี้ได้จ้างรถม้าให้ขนโคมไฟที่เจินเจินซื้อไว้ไปส่งที่จวนสกุลหยวนในซอยชิวอวี๋ส่วนกู่ซื่อก็ได้ว่าจ้างหญิงชาวบ้านให้มาทำความสะอาดระหว่างนี้กู้อวี้ก็พาเจินเจินไปเดินเลือกซื้อของเข้าจวนใหม่เพิ่มเติม
“ข้าขอร้อง ขอร้องท่านช่วยท่านพี่ของข้าด้วย!”
“ไสหัวไป ที่นี่คือโรงหมอหาใช่โรงทาน ไสหัวไปเสีย!” คนของโรงหมอตะโกนไล่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเสียงดังก่อนจะใช้เท้าถีบเด็กคนนั้นจนกลิ้งหลุนๆ ไปด้านข้าง จนเขานอนนิ่งไปในที่สุด
สองตาของเด็กหนุ่มคนนั้นปิดสนิท ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยแผล
“พี่ใหญ่หยาง เจ้ารองหยาง!” เจินเจินเอามือออกจากการเกาะกุมของกู้อวี้ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาทั้งคู่ นางรู้จักสองพี่น้องคู่นี้!
หยางเม่าเฉวียนได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยก็เงยหน้าขึ้นมองพอเห็นว่าเป็นเจินเจิน ก็เอามือกุมท้องที่ถูกถีบ ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้า“แม่นางน้อย ข้าขอร้อง ช่วยพี่ชายของข้าด้วย!”
กู้อวี้คุกเข่าลง แล้วเอามืออังที่จมูกของหยางเม่าหลิน อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ทว่าลมหายใจดูอ่อนล้าเหลือเกิน เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง แบกอีกฝ่ายขึ้นหลังแล้วเอ่ยว่า“พวกเราไปที่ร้านไป๋เฉ่าถัง”
หยางเม่าเฉวียนรีบลุกตามไปขณะที่เจินเจินวิ่งไปพูดกับเสี่ยวเอ้อร์ที่ถีบหยางเม่าเฉวียนเมื่อสักครู่นี้ว่า “เจ้านี่มันใช้ไม่ได้เอาเสียเลยถีบอย่างไรให้คนเขาลุกขึ้นมาได้เดี๋ยวข้าสอนให้ว่าถีบอย่างไรถึงจะทำให้คนผู้นั้นลุกขึ้นมาไม่ได้อีก”
เจินเจินแหงนหน้าพูดกับเสี่ยวเอ้อร์ด้วยน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจังเห็นแล้วดูน่าขบขันเป็นที่สุด เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา อีกทั้งยังต่อปากต่อคำด้วย“ไหน ต้องทำอย่างไร เจ้าสอนข้าสิ”
สิ้นเสียงของบุรุษตรงหน้า เจินเจินก็กระโดดถีบจนเสี่ยวเอ้อร์ลอยเข้าไปในร้านก่อนจะตกลงพื้น
“ไม่ต้องเกรงใจ แล้วก็ไม่ต้องขอบคุณข้า ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนดี”
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ “…”
เจินเจินให้บทเรียนกับอีกฝ่ายเสร็จก็รีบวิ่งตามกู้อวี้ไป
หยางเม่าเฉวียนตาโตมองเจินเจินที่วิ่งตามมาสมทบเมื่อครู่นี้นางแก้แค้นให้ตนใช่หรือไม่ ตนรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายเหลือเกิน ในยามนี้หัวใจของเขาพองโตด้วยความซาบซึ้งในยิ่งนัก