ตอนที่ 33
เป็นแววตาที่ลึกล้ำที่สุดในชั่วชีวิตนี้
หลิงเซียนเห็นเฉินหมิงที่ทะลวงพลังขอบเขตไปถึงสามขั้นภายในพริบตา ถึงกับแตกตื่นคิดว่าเป็นเทพสวรรค์ ทว่าความเข้าใจของเขาที่เหนือล้ำไปทั่วทั้งแดนใต้ ซึ่งฝึกปรือมาถึงสามปีก็ยังไม่อาจที่จะฝึกได้สำเร็จ แต่ราชาปีศาจตนนั้น กลับสามารถที่จะทะลวงได้ถึงสามขั้นภายในพริบตา
เมื่อหลิงเซียนกลับไปยังตำหนักที่พักของตนเอง ก็เกิดความคิดที่จะหาวิธีที่จะได้กราบเฉินหมิงเป็นอาจารย์
ทันใดนั้นที่ด้านข้างก็มีเสียงชายชราดังขึ้น : “เจ้าคิดที่จะกราบคนผู้นั้นเป็นอาจารย์งั้นหรือ ? ”
หลิงเซียนที่มองดูอยู่ทางด้านข้าง ได้เห็นเงาที่สวมเอาไว้ด้วยอาภรณ์สีดำ เป็นชายชราที่มีผมครึ่งหนึ่งเป็นสีขาว อีกครึ่งเป็นสีดำ ทว่าชายชราผู้นี้กลับมีร่างกายที่คล้ายกับภาพมายาก็มิปาน คล้ายกับเป็นดวงวิญญาณดวงหนึ่ง
หลิงเซียนมองพิจารณารูปร่างหน้าตาของชายชรา ทันใดนั้นก็นึกถึงภาพคล้ายของบรรพชนในตระกูลตนเอง : “ท่านก็คือ บรรพจารย์ของตระกูลหลิงข้า ! ”
ชายชรายิ้มแล้วพยักหน้ากล่าวว่า : “มิผิด ข้าก็คือบรรพชนของเจ้า ทว่ากายหยาบของข้านั้นได้สลายหายไปแล้ว จึงทำได้แต่เพียงแค่ดูดซับพลังมนตร์ตราของเจ้าผ่านทางแหวนที่เจ้าสวมไว้ในมือเพื่อคงสภาพของตัวเองเอาไว้”
หลิงเซียนกล่าว : “เช่นนั้นในเวลาที่ข้าทะลวงพลังเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี ก็เป็นเพราะท่านดูดซับพลังมนตร์ตราของข้าไปอย่างงั้นหรือ”
ชายชราพยักหน้า แล้วกล่าว : “มิผิด”
หลิงเซียนนึกอยู่ในใจว่าที่แท้ก็เป็นท่านบรรพชนที่ทำร้ายตัวเขาเองจนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถึงกับทำเอาเขากล่าวอะไรไม่ออกเลยทีเดียว : “ท่านบรรพชนท่านได้ทำร้ายข้าอย่างอเนจอนาถนัก”
ชายชรายิ้มแล้วกล่าว : “เจ้าจะไปทราบอะไร เคล็ดวิชาที่เจ้าฝึกปรือก่อนหน้านี้ ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ต่างพากันคิดว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่เลว แต่สำหรับเหล่าเซียนแล้ว เคล็ดวิชานั้นไม่ควรค่าที่จะถูกเอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ คงมีแต่เพียงวิถีคัมภีร์ จึงจะถือได้ว่าเป็นหนทางที่ถูกต้อง ! ”
“ครั้งหนึ่งข้าก็เคยเป็นผู้ที่สำเร็จสู่การเป็นเซียน ทะยานเข้าสู่โลกแห่งเซียน ยิ่งไปกว่านั้นยังได้พบพานกับผู้ที่ฝึกปรือไปจนถึงขอบเขตหลุดพ้น เซียนแห่งการฆ่าฟัน และเซียนท่านนั้น ล้วนแต่ฝึกปรือวิถีคัมภีร์”
หลิงเซียนบังเกิดความลิงโลดขึ้นในใจ แล้วกล่าว : “ในเมื่อท่านบรรพชนต้องการที่จะให้ข้าฝึกปรือวิถีคัมภีร์ เช่นนั้นท่านบรรพชนก็จะเป็นผู้สอนวิถีคัมภีร์แก่ข้าอย่างนั้นหรือ ? ”
ชายชราเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นออกมา จากนั้นก็กล่าวว่า : “แน่นอนว่า ย่อมเป็นไปไม่ได้ ! ”
ทั้งสองคนต่างไม่ทันได้สังเกตเห็นว่า ในเวลานี้มีอีกาดำตนหนึ่ง เกาะอยู่ตรงริมหน้าต่าง
หลิงเซียนกล่าว : “เช่นนั้นท่านบรรพชน ยังต้องการที่จะให้ข้าฝึกปรือวิถีคัมภีร์อีกหรือ”
ชายชรากล่าว : “วิถีแห่งฟ้าล้วนแต่ยุติธรรม หากคิดที่จะได้รับการตอบแทน ก็ย่อมจำเป็นที่จะต้องรู้จักมอบให้ก่อน ด้วยคุณสมบัติของข้า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรลุวิถีคัมภีร์ทั้งหมดได้ แต่ว่าตามคุณสมบัติของเจ้า กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ขอเพียงมีเวลาที่มากพอเท่านั้นก็เป็นใช้ได้แล้ว”
หลิงเซียนกล่าวขึ้นด้วยความยินดี : “เช่นนั้นด้วยคุณสมบัติของข้า การที่จะบรรลุวิถีคัมภีร์จำเป็นที่จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกัน”
ชายชรากวาดสายตามองไปที่หลิงเซียน แล้วกล่าว : “ด้วยคุณสมบัติของเจ้า ไม่ว่าจะอย่างไรก็คงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาสองถึงสามร้อยปี”
บนใบหน้าของหลิงเซียนฉายแววปวดร้าวขึ้นมา : “ก็เหมือนกับบอกข้าว่า ยังไม่ทันที่ข้าจะฝึกได้สำเร็จ ก็ต้องตายไปก่อน......”
ชายชราโบกไม้โบกมือ จากนั้นจึงกล่าวว่า : “หรือไม่ มิใช่ว่าเจ้าก็มีอาจารย์ที่ดียิ่งกว่าแล้วหรอกหรือ ? ”
หลิงเซียนหวนนึกถึงฉากที่เฉินหมิงฝึกปรือวิถีคัมภีร์ : “ท่านบรรพชน ที่ท่านกล่าวถึงใช่ราชาปีศาจท่านนั้นใช่หรือไม่ ? ”
ผู้ชราหัวเราะ แล้วกล่าว : “เขามิใช่ราชาปีศาจ แต่เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ไม่สิ สมควรที่จะบอกว่า เป็นเซียนท่านหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นเซียนสังสารวัฏ”
หลิงเซียนกล่าวขึ้นมาด้วยความตกใจ : “เซียน......เซียนสังสารวัฏ? นั่นเป็นขอบเขตอะไรกัน?”
ผู้ชรากล่าว : “แต่เดิมท่านเซียนได้ช่วงชิงวาสนาแห่งฟ้ามาอยู่กับตัวแล้ว คงเหลือไว้เพียงการดำรงอยู่ในตำนานเท่านั้น สำหรับเซียนสังสารวัฏแล้ว เซียนโดยทั่วไปเมื่ออยู่เบื้องหน้าเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากเพียงแมลงหรือเม็ดทราย มีแต่ราชันย์เซียนที่อยู่ในระดับสูงสุดเท่านั้น จึงจะถูกเรียกว่าเป็นเซียนสังสารวัฏ เมื่อไปจนถึงขั้นขอบเขตของพวกเขา ทุกสรรพสิ่งล้วนประดุจเป็นเพียงแค่แมลง ทั้งฟ้าทั้งดินเป็นเพียงแค่แมลงเม่า วันเวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา และพวกเขาหากคิดที่จะแข็งแกร่งให้มากยิ่งกว่าเดิม ก็จำเป็นที่จะต้องเดินเข้าสู่เส้นทางการฝึกปรือสายใหม่เท่านั้น เพื่อที่จะบรรลุวิถีอันยิ่งใหญ่ระหว่างฟ้าดิน หากว่าข้าคาดเดาไม่ผิดแล้วละก็ ที่เจ้าพบเห็นมาท่านนั้นก็คงจะมีการดำรงอยู่เช่นนี้ สมควรที่จะเป็นเซียนสังสารวัฏท่านหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าในตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ แม้จะได้ขึ้นเป็นเซียน ก็ยังไม่เคยได้พบพานกับเซียนสังสารวัฏมาก่อน อีกทั้งกระทั่งภาพเหมือนหรือว่าร่องรอยก็ยังไม่เคยได้พบพานมาก่อน บัดนี้หลังจากที่ได้ตายไป กลับได้พบเจอกับเซียนสังสารวัฏที่แท้จริง!”
ปากน้อยๆ ของหลิงเซียนถึงกับสั่นระริกขึ้นมา มีหรือที่เขาจะทราบว่า ราชาปีศาจที่ตนได้พบพาน เป็นถึงต้นไม้สูงใหญ่ที่พึ่งพิงได้เช่นนี้!
“ถึงอย่างไรเขาคงหาได้ชายตามองข้าไม่ ด้วยความแตกต่างที่มากล้นของพลัง จนไม่อาจที่จะคาดคะเนได้! อีกทั้งเต้ากงของข้าเองก็ย่อยยับไปแล้ว จะมีวิธีใดที่ทำให้เข้าสู่เส้นทางการฝึกปรือได้อีกครั้ง”
ชายชรายื่นมือเข้าไปลูบที่ศีรษะของหลิงเซียน ด้วยร่างที่เป็นเพียงภาพมายา หาได้สัมผัสโดนอีกฝ่ายไม่ เพียงแค่หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน แล้วกล่าว : “เด็กโง่ เหตุใดเจ้าถึงโง่ได้เพียงนี้ ผู้ที่ครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินมีหรือที่จะไปสนใจสิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์เหล่านั้นกัน หากพวกเขาจะรับศิษย์ ล้วนขึ้นอยู่กับจิตใจ มีแต่ต้องใช้ใจพิสูจน์ จึงจะสามารถเข้าตาของพวกเขาได้ อีกทั้งเพื่อที่จะบรรลุวิถีอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน เซียนสังสารวัฏจึงดูเป็นคนที่ทั้งเย็นชาและอบอุ่น เจ้าต้องไปรู้จักถึงตัวตนของเขาด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกต่อไป”
แววตาของหลิงเซียนทอประกายความมุ่งมั่นขึ้นมา : “ไม่ว่าจะยากมากถึงเพียงใด ข้าก็จะต้องกราบเขาเป็นอาจารย์ให้ได้ เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกปรือใหม่อีกครั้ง ! ”
เฉินหมิงกระพือปีกขึ้น บินย้อนกลับไปยังตำหนักของตนเอง ขึ้นชื่อว่าเป็นเซียนสังสารวัฏที่ประหลาดพิศวงท่านหนึ่ง ท่านเซียนเองก็ย่อมเป็นผู้ที่มีสติปัญญา หากไม่ไปเขียนนิยายก็คงจะเป็นพรสวรรค์ที่สูญเปล่าแล้ว !
ทว่า ท่านปู่ที่อยู่ภายในแหวน ข้ากลับชอบรูปแบบนี้อยู่เหมือนกัน !
ในเช้าตรู่ของวันที่สอง ท้องฟ้ามีเค้าโครงมืดมนอยู่บ้าง เฉินหมิงที่กำลังมองก้อนเมฆหนาทึบ พลางคิดว่าใกล้ถึงคราวที่หิมะจะตกแล้ว ไม่ทราบว่าจ้าวชิงเหยาดรุณีน้อยจะหนาวหรือไม่ กินอยู่ดีหรือเปล่า นอนหลับเป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงคะนึงหาข้าบ้างไหม เอ๊ะ ผู้ที่เป็นเหมือนดั่งบิดามารดา ก็ต้องมีจิตใจที่ห่วงลูกตนเช่นนี้อยู่แล้ว
วันนี้กลับเป็นวันที่เรียบง่ายไร้เรื่องราว จะมีก็แต่รอคอยให้เจ้าหนูน้อย หลิงเซียนมากราบไหว้ตนเป็นอาจารย์เท่านั้น ถึงอย่างไรก็คงต้องหาอะไรมาทำฆ่าเวลากันก่อน เมื่ออยู่ว่างจึงสร้างสำรับไพ่ขึ้นหนึ่งสำรับ พริบตานั้นทั่วทั้งหุบเขาก็ร้อนระอุขึ้น สิ่งนี้มีส่วนที่น่าสนใจเสียยิ่งกว่าการทอยลูกเต๋าอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นปีศาจชั้นสูงน้อยใหญ่ต่างก็เล่นกัน อีกทั้งยังมีกฎกติกาที่น่าสนใจ จึงได้คิดไปตามหาหมีใหญ่หมีรองมาเพื่อเล่นไพ่โต้วตี้จู่[1]กับตน! เฉินหมิงได้ผลักประตูออกไป แต่กลับพบเห็นหลิงเซียนกำลังคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู หนังตาถึงสั่นระริกไปมา : “เจ้ามาคุกเข่าอยู่ในที่แห่งนี้ทำไมกัน?”
หลิงเซียนนึกถึงคำเตือนของท่านบรรพชน ที่กล่าวไว้ว่ายอดคนเข้าสู่แดนมนุษย์เซียนสังสารวัฏที่เข้าใจในหลักของฟ้าดิน มักหวาดกลัวผู้อื่นจะเปิดเผยสถานะของเขาเป็นที่สุด จึงพลันรีบกล่าวขึ้นว่า : “หลิงเซียน คิดที่จะกราบใต้เท้าราชาปีศาจเป็นอาจารย์ ! ขอโปรดใต้เท้าราชาปีศาจรับไว้เป็นศิษย์ด้วย! ”
คำโบราณได้ว่าเอาไว้ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั้น กระนั้นการได้รับมาง่ายดายจนเกินไปก็ย่อมไม่รู้จักทะนุถนอมกัน เฉินหมิงจึงไม่ได้รับปากในทันที ก็เพื่อที่จะทำให้เขาได้รับการนับหน้าถือตาของการเป็น‘เซียนสังสารวัฎ’ได้อย่างเต็มที่ !
กวาดสายตามองไปที่หลิงเซียน แล้วกล่าว : “คุกเข่าไปจะมีประโยชน์อะไรกัน? ข้าไม่เคยคิดที่จะรับเจ้าเป็นศิษย์เลยด้วยซ้ำ ในเมื่อเจ้าชอบที่จะคุกเข่า เช่นนั้นก็คุกเข่าไปเถอะ”
เฉินหมิงจึงได้เรียกหมีใหญ่หมีรองมา ภายในห้องโถงถึงกับลุกเป็นไฟ ทั้งสามคนเริ่มเล่นไพ่โต้วตี้จู่ ในช่วงนี้เฉินหมิงก็มีอาการคันไม้คันมืออยู่เหมือนกัน นานแล้วที่ไม่ได้เล่นไพ่โต้วตี้จู่ ถึงกับทำให้หวนนึกวันเวลาที่เคยผ่านพ้นมา หลังจากที่มือขึ้นก็ยิ่งเล่นกับหมีใหญ่หมีรองได้อย่างสุขสันต์มากขึ้นไปอีก
แม้ประตูจะถูกปิดแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นหลิงเซียนที่คุกเข่าอยู่หน้าประตู เมื่อผ่านไปได้กว่าสามชั่วยาม ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง สายลมอันหนาวเหน็บ เย็นเยียบกัดกร่อนไปถึงกระดูก ใจกลางอากาศยังได้เกิดหิมะเป็นดวงพลิ้วไหวร่วงหล่นลงมา หมีใหญ่หมีรองหันไปมองหลิงเซียนคราหนึ่ง : “ใต้เท้าราชาปีศาจ หากทำให้เนื้อเย็นชืดไปจะไม่น่าทานเอานะขอรับ ? ”
เฉินหมิงกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย : “พวกโง่อย่างพวกเจ้าทั้งสองถามเช่นนี้ทำไม ? ”
หมีใหญ่ชี้ไปที่หลิงเซียนที่อยู่ตรงด้านหน้าของประตู เฉินหมิงกวาดสายตาวูบหนึ่ง ให้สายตาของตนสบเข้ากับหลิงเซียน ทั้งยังแน่ใจว่าตนเองได้ส่งสายตาที่ลึกล้ำที่สุดในชีวิตนี้ของตนเองให้ จากนั้นก็ได้กล่าว : “เขาชอบที่จะคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู ก็ปล่อยเขาคุกเข่าไปเถอะ”
การเล่นไพ่โต้วตี้จู่ในครั้งนี้ดำเนินไปนานถึงสามวันเต็มๆ เฉินหมิงมีทั้งแพ้มีทั้งชนะ แต่กลับไม่ได้แพ้มากมายจนเกินไป อีกทั้งยังลงเดิมพันไว้น้อยยิ่ง ในมุมมองของเขาแทบจะไม่ต่างไปจากเรื่องขี้ผง
ระหว่างฟ้าดินงั้นหรือ หิมะโปรยปรายจนกลายสีเงินไปทั้งสาย ทันใดนั้นโลกที่เต็มไปด้วยสีขาว ก็ได้ถูกทับถมไปด้วยหิมะจนสูงเหนือพื้นมากกว่าหนึ่งฉื่อ ส่วนหลิงเซียนที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูทางเข้า หนาวสั่นจนแทบจะกลายเป็นมนุษย์หิมะไปแล้ว ทว่าเขายังอยู่เพียงแค่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งเท่านั้น จะเรียกว่ายังไม่ถึงเลยก็ได้ แทบจะไม่มีความแตกต่างอะไรไปจากคนธรรมดา ทั้งยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ร่างกายแทบจะไร้ซึ่งความรู้สึกไปแล้ว ข้าเองคงจะใกล้ตายแล้วสินะ
ทว่าเขายังคงหันไปมองเฉินหมิงด้วยความแน่วแน่ คล้ายกับมีเพลิงไฟที่ลุกโชกโชนอยู่ภายในดวงตาทั้งสองข้างของเขา
ทว่าตอนนี้ เพลิงไฟนี้ใกล้มอดดับลงแล้ว เพราะเขารู้ดีว่าตนเองในตอนนี้เริ่มมีอาการสติเลอะเลือนคล้ายคนสิ้นสติ ลมหายใจของเขาใกล้จะหมดสิ้นแล้ว
ทันใดนั้นในนัยน์ตาของเขาได้ปรากฏขนปีกสีดำขึ้นเส้นหนึ่ง จากนั้นขนปีกสีดำนั้นก็ได้รวมตัวกันจนกลายเป็นชุดคลุมตัวยาว ภายใต้โสตประสาทยังได้ยินเสียงอันเลือนรางดังขึ้นว่า : “นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือศิษย์คนรองของข้า ! ”
.
.
.
.
[1] ไพ่สลาฟ ในภาษาสากล