ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน
ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯผู้คนเดินกันขวักไขว่ด้วยเป้าหมายที่ต่างกันไป บ้าง้ามาจับจ่ายใช้สอยบ้าง้ามาเดินรับความเย็น บ้างก็ใช้เป็สถานที่พบปะสังสรรค์บ้างก็้ามาหาอาหารรับประทาน ยิ่งเป็ใน่เวลาของอาหารกลางวันเช่นนี้หลายคนก็มุ่งหน้ามาใช้บริการร้านอาหารที่อยู่ด้านใน
กมลฉัตร ทะนงตระกูล เป็อีกหนึ่งคนที่ตั้งใจมาเพื่อใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เพราะเธอนัดกับเพื่อนสาวเอาไว้ สาวสวยในลุคของผู้หญิงทำงาน หวานใสด้วยโทนการแต่งหน้าอมชมพูเข้ากับชุดที่สวมใส่ชุดเดรสผ้าชีฟองลายดอกสีชมพูบนพื้นผ้าขาวดูอ่อนหวาน คลุมทับด้วยเสื้อสูทสีชมพูเข้มกระโปรงสั้นเหนือเข่าขยับพลิ้วไหวยามเธอเยื้องย่าง และรองเท้าส้นสูงเจ็ดนิ้วก็ช่วยให้เธอสูงสง่ายิ่งเป็ที่สะดุดตาให้หลายคนที่พบเห็นจ้องมองกันเป็ตาเดียว
ตี่ดีดิ๊ด....ตี่ดีดิ๊ด...
เสียงโทรศัพท์มือถือดังออกมาจากกระเป๋าสะพายกมลฉัตรที่กำลังเดินเข้ามาด้านในของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หลังจากลงมาจากรถแท็กซี่สีเขียวเหลืองเปิดกระเป๋าล้วงมือเข้าไปควานหาต้นกำเนิดเสียง ในขณะที่สองเท้าก็กำลังก้าวเดินด้วยความเร่งรีบ
“ฮัลโหลขวัญ ฉันถึงห้างฯ แล้วกำลังเดินเข้าไปอยู่นะ” กมลฉัตรส่งเสียงบอกเพื่อนของเธอผ่านโทรศัพท์มือถือเครื่องบาง
(เออ เร็ว ๆ นะแกฉันรออยู่ที่ร้านแล้ว) เสียงตอบจากขวัญชนกเพื่อนสาว บอกว่าตนเองนั้นรออยู่ที่ร้านอาหารชั้นสามอันเป็สถานที่นัดพบเรียบร้อยแล้ว
“โอเค ๆ รอไปก่อนนะเพราะตอนนี้ฉันปวดฉี่มาก จะราดแล้ว เดี๋ยวฉันฉี่เสร็จ จะรีบไปนะแก” กมลฉัตรเอ่ยตอบไปแค่นั้นแล้วก็ตัดสายไป
สาวสวยรีบเดินจนขาแทบจะขวิดกันห้องน้ำคือจุดมุ่งหมายของเธอในเวลานี้ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าการได้ปลดปล่อยเพื่อให้หมดทุกข์ เธอก้าวเดินอย่างเร่งรีบและเริ่มจะร้อนรนก่อนที่ความหวังจะพังทลายเมื่อเข้ามาในห้องน้ำหญิงแล้วปรากฏว่าคิวยาวจนเธอถอดใจ
‘โอ๊ย...ทำไมต้องมาปวดพร้อมกันเวลานี้นะขึ้นไปเข้าที่ชั้นสองก็ได้วะ’
กมลฉัตรร่ำร้องบอกตัวเองอย่างตัดใจ รีบเดินออกมาจากห้องน้ำหญิงชั้นหนึ่ง เพื่อขึ้นไปต่ออีกหนึ่งชั้นและบันไดหนีไฟคือช่องทางที่เธอเลือกใช้ เนื่องจากเป็ทางขึ้นที่อยู่ติดกับห้องน้ำจะขึ้นบันไดเลื่อนก็ต้องเดินไปอีกไกล จะขึ้นลิฟต์ก็คนเยอะ
แต่โชคก็ไม่ข้างเธอเอาเสียเลยเมื่อขึ้นมาถึงชั้นสองแล้วปรากฏว่าประตูหนีไฟถูกล็อกจากด้านในทำให้หญิงสาวตัดสินใจเดินต่อไปยังชั้นสามด้วยความอดทน ภาวนาให้เธอได้พบสุขาที่แสนสุขเสียทีหากครั้งนี้ประตูหนีไฟยังถูกล็อกอีก เธอก็ตั้งใจจะโทรเรียกขวัญชนกมาเปิดให้เสียเลย
โชคดีที่ไม่ต้องถึงกับโทรเรียกเพื่อนเพราะเมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นสามประตูหนีไฟก็เปิดแง้มรอเธอเอาไว้อยู่แล้วกมลฉัตรรีบก้าวเดินผ่านออกมาด้วยความรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังห้องน้ำหญิง แต่ด้วยความเร่งรีบไม่ทันระวัง แค่เพียงโผล่พ้นมุมห้องร้านค้าร่างของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างหนาของใครคนหนึ่ง
“โอ๊ะ...” คนถูกชนส่งเสียงอุทานสองแขนยกขึ้นโอบรัดร่างของหญิงสาวเอาไว้อัตโนมัติ ไม่ให้เธอล้มหรือต้องกระเด็นไปเสียก่อน
“ว้าย!...อุ๊บ!...” เสียงอุทานของกมลฉัตรดังขึ้นแทบจะพร้อมกันกับคู่กรณี ก่อนจะเงียบลงเมื่อริมฝีปากอวบอิ่มของเธอประกบเข้ากับริมฝีปากอิ่มอุ่นของคู่กรณีได้อย่างพอเหมาะพอดี
ใช่แล้ว..นั่นคือจูบแรกของเธอ ที่จู่ๆ ก็เอาไปมอบให้กับใครก็ไม่รู้ ผู้ชายที่เธอไม่เคยรู้จัก และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่ได้พบกันและอาจจะเป็ครั้งสุดท้ายด้วยก็เป็ได้
อาการใเกิดขึ้นทั้งคู่แต่เมื่อตั้งสติได้กมลฉัตรก็รีบผงะหน้าถอย
‘โอยยย..ปวดฉี่จะจูบแรกหรือจูบสุดท้ายก็ช่างมันก่อนเถอะตอนนี้’
“ขอโทษ..คุณเป็อะไรหรือเปล่า?”ถึงแม้ว่าจะเป็ฝ่ายถูกกระทำ แต่ชายหนุ่มก็เอ่ยขอโทษก่อนด้วยความเป็สุภาพบุรุษในขณะที่สองมือนั้นยังคงโอบเอวเล็กเอาไว้
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไม่ถือ”หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มเอ่ยตอบแค่นั้น เพราะอาการใไม่ได้ช่วยให้ทุกข์ของเธอหมดลงห้องน้ำต่างหากที่เธอ้า กมลฉัตรรีบแกะมือของเขาออกจากเอว และรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยทุกข์ที่มีอยู่
ต้นกล้ามองตามหลังสาวร่างเล็กปากนุ่มตัวหอมไประบายยิ้มออกมาด้วยความประหลาดใจ
“หึหึ อย่างนี้ก็มีด้วย”ชายหนุ่มพึมพำออกมา ในขณะที่มือขยับเสื้อสูทของตนเองไล่ความยับออกไปให้เหลือแต่ความเนี้ยบ เรียบกริบเช่นเดิม
ต้นกล้า อัครเศวตกุล พี่ใหญ่ของบ้านอัครเศวตกุล เป็ผู้บริหารมือหนึ่งของโรงแรมอัครเศวตและเป็เ้าของบริษัท ต้นกล้า สถาปัตย์ จำกัด แวะเข้ามารับประทานอาหารกลางวันก่อนที่จะไปพบลูกค้าที่บริษัทอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าแห่งนี้
กมลฉัตรเดินออกจากห้องน้ำด้วยความสบายตัวสบายใจเธอตรงไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็ที่นัดพบกับเพื่อน ระหว่างที่เดินก็มีเวลาให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปด้วยแล้วจู่ ๆ ใบหน้าสวยก็เกิดร้อนวูบวาบขึ้นมา ใบหน้าเนียนใส แก้มขาวอมชมพูเปลี่ยนเป็แดงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อระลึกได้ว่าเธอได้เอาจูบแรกของเธอไปมอบให้ชายหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้แถมยังมีหน้าไปบอกเขาอีกว่า...ไม่ถือ
“โอ๊ย...ตายแล้วยัยฉัตร เธอทำบ้าอะไรของเธอลงไปเนี่ย”
หญิงสาวเดินจับแก้มตัวเอง บ่นพึมพำเข้ามาในร้านอาหารญี่ปุ่น มุมประจำที่เคยมานั่งกับเพื่อนสาว
“เดินบ่นเป็หมีกินผึ้งมาเลยยัยฉัตรเป็อะไรของแก หรือว่าแกไปสร้างวีรกรรมโก๊ะอะไรไว้อีก แล้วทำไมวันนี้เล่นของสูงมาขนาดนี้วะเดินไม่เมื่อยขาบ้างหรือไง”
ขวัญชนกเอ่ยทักเพื่อนสาวที่เดินมาถึงโต๊ะแล้วก็ยังไม่เลิกบ่นซึ่งอาการเช่นนี้ของเพื่อนสาวเดาได้ไม่ยาก เพราะมีไม่กี่กรณีคือไม่ทะเลาะกับน้องสาวมา ก็เป็เพราะความโก๊ะของนางเองที่แผลงฤทธิ์ และเพื่อนรักที่คบกันมามากกว่าสิบปีอย่างขวัญชนกก็เดาว่าเป็ประการหลังเพราะเพื่อนสาวของเธอกับความโก๊ะกังนั้นดูเหมือนว่าจะเป็สิ่งคู่กันจนแยกไม่ออกเสียแล้ว
“โอ๊ยยยย...ทักทีละอย่างสิแกมาเป็ชุดอย่างนี้ฉันตอบไม่ถูก ไม่รู้จะตอบประเด็นไหนก่อน” กมลฉัตรโวยเบา ๆ ในขณะที่ทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามเพื่อน
“เื่อะไรก็ตอบมาเหอะ ไอ้รองเท้านี่ก่อนก็ได้ นึกยังไงใส่ซะสูงปี๊ดขนาดนี้ล่ะ?”ขวัญชนกพูดพร้อมกับชะโงกดูรองเท้าส้นสูงของเพื่อน ที่แค่เห็นก็รู้สึกเมื่อยแทนแล้ว
“ก็ยัยเนตรมันบอกว่าใส่ส้นสูงอย่างนี้มันจะช่วยให้ดูสูงสง่าน่ะฉันก็เลยลองดู”
ยัยเนตรที่กมลฉัตรพูดถึงก็คือ เนตรนภาน้องสาวของเธอที่อายุห่างกันถึงเจ็ดปีและตอนนี้ก็กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรีปีที่สาม
“แล้วเป็ไงล่ะ?”ขวัญชนกถามเสร็จก็คีบข้าวห่อสาหร่ายเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“ก็เมื่อยดีไง”
คำตอบของกมลฉัตรทำเอาขวัญชนกกลั้นหัวเราะไม่อยู่หญิงสาวพูดจบก็หยิบซองตะเกียบขึ้นมาฉีก กำลังจะคีบเกี๊ยวซ่าเข้าปากก็เจอคำถามของเพื่อนสาวจนต้องชะงักอีก
“ฮ่าฮ่ามันก็ไม่ต้องสูงขนาดนี้ก็ได้ไหมล่ะ แกไม่เคยใส่สูงขนาดนี้ มันก็ต้องเมื่อยอยู่แล้วฉันเห็นยังเมื่อยแทนเลย แล้วที่แกเดินบ่นมานี่ มันเื่อะไรล่ะอย่าบอกว่าเพราะเมื่อยเท้านี่นะ”
“หือออ...กินก่อนค่อยตอบได้ป่ะฉันก็หิวซิ” เหมือนเป็คำถาม แต่ว่ากมลฉัตรไม่ได้รอคำตอบ เธอคีบข้าวปั้นหน้าปลาดิบเข้าปากเคี้ยวตามเพื่อนไปด้วยอีกคน
“แกจะเอาอะไรเพิ่มอีกไหมล่ะ สั่งเพิ่มสิ”
“ฉันว่ากินไอ้ที่อยู่บนโต๊ะนี่ให้หมดก่อนดีกว่ามั้งนี่แกสั่งตอนหิวใช่ไหมเนี่ย” กมลฉัตรเอ่ยตอบพร้อมกับกวาดสายตามองไปยังอาหารหลายชนิดบนโต๊ะทั้งแห้ง ทั้งน้ำ ทั้งที่มาเป็เซตและแยกเดี่ยว สีสันหลากหลายละลานตาเยอะจนหากจะสั่งมาเพิ่มอีกก็ไม่มีที่ให้วางแล้ว
“อืม...แล้วสรุปแกจะบอกได้หรือยังว่าเป็อะไรถึงได้เดินบ่นเป็หมีกินผึ้งมาเลย แถมหน้ายังแดงเป็ตูดลิงมาอีกด้วย”
“แหม! แก..ช่วยเปรียบให้มันดีๆ หน่อยสิ จะลูกตำลึง มะเขือเทศ หรือว่ากุหลาบแดงอะไรก็ว่าไปดันเอาหน้าฉันไปเทียบกับตูดลิง ราคาตกหมดพอดี” คนถูกเปรียบเทียบตัดพ้อก่อนจะคีบกุ้งทอดเทมปุระใส่เข้าปากอีกอย่าง
“ฮ่ะฮ่าฮ่าพอดีฉันเพิ่งไปเที่ยวดูลิงมา ภาพมันติดตา ขอโทษทีเพื่อน แล้วสรุปฉันจะได้รู้ไหม?”
“ก็ตอนที่โทรคุยกะแกฉันบอกว่าฉันปวดฉี่ใช่ปะ?”
“อืม...ใช่”
“ฉันไปเข้าห้องน้ำชั้นหนึ่งคนเพียบเลยแกฉันก็เลยต้องมาเข้าที่ชั้นสามนี่แหละ แต่ฉันรีบไง ก็เลยไปชนผู้ชายคนหนึ่งเข้า”
“แล้ว?....”ขวัญชนกซักอย่าง้าจะรู้รายละเอียด
“ก็ชนไง...” กมลฉัตรย้ำเหมือนว่าจะให้มันจบลงแค่นั้นก่อนจะคีบอาหารเข้าปาก แต่เพื่อนสนิทไม่ยอม ด้วยรู้จักนิสัยกันดี
“ถ้าชนอย่างเดียว แกไม่หน้าแดงเดินบ่นมาอย่างนั้นหรอกไอ้ฉัตร แกอย่ามาปิดฉัน เจออะไรมา เล่ามาให้หมด อย่ากั๊กค่ะเพื่อนอย่าทำให้เพื่อนคาใจ”
“ไม่มีอะไร”กมลฉัตรลากเสียงยาวท้ายประโยค ก่อนจะพูดต่อ “ก็แค่พอชนกันใช่ป่ะปากฉันก็ไปแตะปากเขา แล้วก็บอกเขาไปว่า..ไม่เป็ไร ฉันไม่ถือแล้วฉันก็รีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำเลยไง ก็แค่นี้แหละ”
กมลฉัตรเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบพยายามพูดให้เป็เื่ปกติที่สุด เพื่อไม่ให้เพื่อนของเธอสะดุดหูและใมากนักทั้ง ๆ ที่ใจก็ยังเต้นไม่เป็จังหวะและรู้สึกอายอยู่มากเมื่อต้องพูดถึงผู้ชายร่างใหญ่ที่ได้จูบแรกของเธอไปและใบหน้าของเขาก็ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเธอ ใบหน้าหล่อคมเข้ม แต่นิ่งขรึมจนดูดุ
“อื้อหืออออ!...ไอ้ฉัตร”ขวัญชนกตาโตอุทานเรียกเพื่อนเสียงดัง น้ำเสียงแตกต่างจากคนเล่า
“ไอ้ขวัญ! เบา ๆสิ จะดังไปไหนเล่า” กมลฉัตรเรียกเพื่อน ยกนิ้วชี้ขึ้นมาปิดปากส่งสัญญาณบอกเพื่อนให้เบาเสียงลง
“เออ..ขอโทษ ๆ แต่ที่แกเล่ามานั่นน่ะแกไปจูบเขาเลยนะ แล้วเขาว่ายังไงบ้างล่ะ” ขวัญชนกพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเปลี่ยนเป็การกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่สองคน
“เขาก็ขอโทษฉัน ถามว่าเป็อะไรหรือเปล่า”
“หืม สุภาพบุรุษใช้ได้หล่อหรือเปล่าอะแก”
“ก็หล่ออยู่นะ”
“อั๊ยยะ!..น่าเสียดายมันน่าจะได้เบอร์ติดมาด้วยเนอะ” ขวัญชนกพูดไปยิ้มไป แกล้งเย้าเพื่อนสาว
“ไม่ได้น่ะดีแล้ว ฉันี้เีหลอน หล่อแต่ดุฉันไม่อยากได้ครูฝ่ายปกครองเข้ามาในชีวิตตอนนี้หรอกนะแก”
“แค่ก..แค่กกกก...”ขวัญชนกเกือบสำลักซุปเต้าเจี้ยวที่เพิ่งตักเข้าปากไปก่อนจะตั้งหลักได้และกลับมาจ้องหน้าเพื่อนส่งคำถามให้อีกครั้ง
“ขนาดนั้นเลยเหรอแกเจอเขาแป๊บเดียวเนี่ยนะ จะรู้ว่าเขาดุขนาดเป็ครูฝ่ายปกครองเลย”
“ฉันก็พูดไปตามความรู้สึก แต่ช่างเหอะเื่นั้นเอาเื่ที่แกนัดฉันออกมานี่ก่อนดีกว่า มีอะไรพูดมา เดี๋ยวหมดเวลาพักฉันต้องรีบกลับไปทำงานอีก ฉันไม่ได้ทำงานที่บริษัทพ่อตัวเองเหมือนอย่างแกนะ”กมลฉัตรถามเข้าเื่ หลังจากที่วนอยู่นอกเื่เสียนาน
“อ้ะ! นี่เบอร์ของพี่พจน์ เขาเป็ผู้จัดการฝ่ายขายอยู่ที่โรงแรมอัครเศวต”ขวัญชนกหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเล็กออกจากกระเป๋าถือของตนมายื่นส่งให้เพื่อนสาว
“แล้ว?...” กมลฉัตรรับมาพร้อมกับคำถามและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“เอ้า! ก็ฉันเห็นแกบ่นว่าอยากจะเปลี่ยนงานไงเบื่องานที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานไม่ใช่เหรอ ที่โรงแรมนี่เขาเปิดรับฝ่ายขายอยู่ เงื่อนไขก็ไม่มีอะไรมากแค่แกหาทัวร์เข้าได้ยี่สิบกรุ๊ปในเดือนแรก แกก็ได้ทำประจำแล้ว”
“ฮ้า! ยี่สิบกรุ๊ป?”กมลฉัตรถึงกับอุทานเสียงดัง ใกับเงื่อนไขที่เพื่อนบอก แล้วยื่นกระดาษโน้ตส่งคืนขวัญชนกไปทันที
“แกเอาเบอร์พี่พจน์ของแกคืนไปเลยเงื่อนไขโหดขนาดนี้ คิดมาได้ยังไงวะ ใครเป็คนคิดอยากจะรู้จริง ๆ เลยนี่ขนาดทดลองงานยังยี่สิบกรุ๊ป เข้าไปทำงานแล้วฉันไม่ต้องหาให้เขาเดือนเป็ร้อยเป็พันกรุ๊ปเหรอแก”
“ใจเย็น ๆ สิเพื่อน มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอกน่ะฉันถามมาให้แล้ว เขาไม่ได้กำหนดสักหน่อยว่าจะกรุ๊ปเล็กหรือกรุ๊ปใหญ่เขาบอกนโยบายนี้ท่านประธานเป็คนคิด เพราะ้าดูความพยายามของคนที่อยากได้งาน เขาบอกว่าถ้าคนเรามีความอยากมากพอก็จะมีความตั้งใจและแรงผลักดันให้สามารถทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายได้”
“แล้วฉันจะมีความอยากขนาดนั้นไหมล่ะ?”
“ก็ต้องมีสิ เพราะว่าแกอยากเปลี่ยนงาน แกอยากทำงานที่มันท้าทาย อยากได้เงินเยอะ ๆเอาไปเปิดร้านกาแฟให้แม่ อยากช่วยพ่อส่งน้องสาวแกเรียนสูง ๆ ฉันจะบอกให้นะถ้าแกเข้าไปทำงานที่นี่ได้ แกก็จะได้ทุกอย่างที่แกอยากนั่นแหละ ที่โรงแรมนี้สวัสดิการดีเลิศค่าตอบแทนค่าคอมฯ ดีเว่อร์ มีแต่คนอยากจะเข้าไปทำกันทั้งนั้นแล้วตอนนี้ที่เขาเปิดรับอยู่เป็เซลล์ต่างประเทศจ้า แกคิดดูนะได้ทำงานไปด้วยเที่ยวต่างประเทศไปด้วย เลิศจะตาย”
ขวัญชนกพูดเชียร์เต็มที่ ซึ่งก็ทำให้กมลฉัตรเริ่มรู้สึกสนใจงานที่เพื่อนของเธอนำเสนอขึ้นมาบ้างจากที่นั่งคีบอาหารใส่ปากไปเรื่อย ก็เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวด้วยใบหน้าแสดงความเหลือเชื่อและใคร่อยากจะรู้ต่อ
“มันจะดีขนาดนั้นจริงเหรอแกไปฟังใครมา ขี้โม้หรือเปล่า