“เด็กน้อย ๆ เฉิงวั่งซู ข้าจะบอกเ้าเอาบุญ เ้าน่ะมีหน้าที่ ที่ไม่อาจหลีกหนีได้รออยู่ กับคำสาปสิบข้อจากข้า นับแต่นี้ยังมีเหตุการณ์อีกมากมายที่เ้าต้องเผชิญ อารมณ์แห่งธาตุไฟในกาย รู้จักระงับควบคุมมันบ้าง บิดาของเ้าไม่อาจดูแลบุตรชายเสเพลเช่นเ้าไปได้ตลอดชีวิต จำคำข้าไว้ แล้วสำนึกตนให้ดี นับแต่นี้ไป จงเร่งแก้ปัญหาที่ตนทำไว้ ข้ามีเวลาจำกัดหาได้ใจดีเช่นที่เ้าคิด”
พูดจบเขาก็หัวเราะออกมา แล้วเสียงนั้นก็เหมือนค่อย ๆ ถอยห่างออกไป เหมือนดั่งชายผู้มีเพียงเสียง กำลังจะจากไป “ช้าก่อน นี่…เ้า…กลับมานะ เ้าทำข้าเจ็บเช่นนี้ แล้วก็จะจากไป กลับมานะ เ้าคนไร้ชื่อแซ่ กลับมา…" เสียงที่ตอบกลับมามีแค่เพียงเสียงหัวเราะ ที่ไร้นาม
เฉิงวั่งซูสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้ง เสียงไก่ขันดังแววมาตามสายลม ฟ้ายังไม่สว่าง แต่ในตอนนี้คงใกล้เช้าแล้ว เขาเปิดม่านมุ้งลุกออกมานั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตาออกไปภายนอกห้อง มือก็จับลูบแก้มที่ในความฝันเหมือนโดนตบจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บและชา แต่เวลานี้กลับไม่มีความรู้สึกอะไรเหลืออยู่บนใบหน้า ตกลงแล้วนี่มันคืออะไรกันแน่ หน้าที่อะไรที่รออยู่ ผู้ชายในฝันคือใคร เหมือนคุ้นเคยแต่ทำไมกลับจำไม่ได้ คำสาป คำสาปอะไร…
เฉิงวั่งซูพยายามทบทวนถึงเื่ราวต่าง ๆ แต่ก็ไม่สามารถจดจำมันได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเขา มีเพียงความทรงจำที่รางเลือน “ช่างเถอะ ข้าคงต้องใช้เวลาทบทวน บางทีเื่พวกนี้ ข้าอาจเคยฝันเห็นก่อนนี้ แค่จำมันไม่ได้ก็เท่านั้น”
“คุณชาย ฟ้ายังไม่สว่างเลยนะเ้าคะ ทำไมวันนี้ตื่นเช้าเช่นนี้”
“ข้าฝันร้าย…”
“อีกแล้วรึ ่นี้ท่านอาจมีเื่ให้คิดมาก เลยเกิดความฝัน ไม่สบายใจเื่คุณท่านกับนายหญิงใช่ไหม เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เราไปไหว้ขอพรที่ศาลเ้ากัน สาย ๆ ค่อยไปพบท่านอาจารย์เป่าจง”
“ดี ก็ดี ความคิดเ้าใช้ได้เลยลู่เสี่ยน”
หญิงสาวยิ้มให้เขา เมื่อเห็นว่าความคิดของนาง ดูจะทำให้เ้านายอารมณ์ดีขึ้น
จ้าวตงหยาง เหลียวมองรอบตัว ทุกอย่างกลับมีเพียงความว่างเปล่ากับดวงดาวที่กะพริบแสงอยู่รายรอบตัวของเขา ตงหยางยิ้มให้กับแสงดาวพวกนั้น แล้วเอื้อมมือออกไปหมายััละอองจากดวงดาว แต่แทนที่แสงละอองดวงดาวจะเย็นเฉียบเช่นที่ควรจะเป็ จ้าวตงหยางถึงกับต้องรีบชักมือกลับด้วยความใ พร้อมกุมมือตนเองเอาไว้กับความรู้สึกปวดแสบปวดร้อน เพราะแสงละอองดวงดาวกลับร้อนดั่งสะเก็ดถ่านที่คุแดงต้องผิวกาย
“ตงฉาง…เ้าัดำ เ้าเป็ผู้มีสติปัญญา คงไม่ลืมคำมั่นที่ให้ไว้กับข้าใช่หรือไม่”
เสียงปริศนาดังขึ้นในความว่างเปล่า ตงหยางสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมเหลียวกายมองไปรอบตัว แต่กลับไม่พบผู้ที่เริ่มต้นเปิดบทสนทนา
“ใคร ท่านเป็ใคร ้าสิ่งใดจากข้า ข้าไม่ได้ชื่อตงฉาง ข้าไม่มีของมีค่าใด ไม่มีทรัพย์สินใดจะให้ คำมั่นใดข้าก็ไม่สามารถให้ใครได้เช่นกัน ท่านจำคนผิดแล้ว”
“เด็กน้อย ๆ จะตงฉางหรือตงหยาง ทั้งสองล้วนคือเ้า คำมั่นของเ้าที่ให้ไว้กับข้า เ้าจำมันได้ ลองคิดทบทวนไตร่ตรองให้ดี ข้ารู้ว่าเ้าจดจำหน้าที่ของตนเองได้”
จ้าวตงหยางค่อย ๆ หลับตาลง ทบทวนความทรงจำของตนเอง ชั่วครู่เขาก็ลืมตาขึ้น แต่กลับไม่ใช่สถานที่เดิม ภาพตรงหน้าทำให้เขาได้แต่ยื่นนิ่งแทบหยุดหายใจ ในอากาศที่เต็มไปด้วยละอองสีทองเรืองรอง ปรากฏตัวอักษรโบราณที่แม้แต่เขาเองในเวลานี้ ก็ไม่สามารถอ่านมันได้ ตัวอักษรมากมายเ่าั้ จากที่ล่องลอยแน่นิ่ง เวลานี้พวกมันกลับขยับเคลื่อนไหว ผันเปลี่ยนรูปทรงจากตัวอักษรหนึ่งไปเป็อีกหนึ่ง แล้วพากันพุ่งตรงเข้าใส่หน้าผากของเขา
รายนามของผู้คน เทพเ้า ปีศาจ มาร หรือแม้แต่สรรพสัตว์ทั่วพิภพ ต่างกึกก้องสะท้อนนามอยู่ในหัวของเขา จนไม่สามารถฟังออกได้ว่าชื่อใครเป็ชื่อใคร ตงหยางทรุดตัวลง ยกมือขึ้นกุมหัวด้วยความรู้สึกปวดร้าว แล้วเริ่มเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเ็ป ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้น มันรุนแรงเกินกว่าร่างมนุษย์จะรับไหว ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่งลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่หอบเหนื่อยของเขาเอง
“ข้าจำได้…ข้าจำได้ ท่านเยว่เซียนเหล่าเหริน ข้าจำมันได้แล้ว…”
“สมแล้วที่เป็ศิษย์เอกหนึ่งเดียวของแดนดาราห้วงเวหา นับได้ว่าซื่อเว่ยต้าตี้โชคดีนัก ที่มีศิษย์ผู้มีปฏิภาณความรู้เช่นเ้า จดจำได้ก็ดี ตงฉางเวลาไม่เคยคอยท่า หน้าที่ของเ้าใกล้มาถึงแล้ว ข้าเพียงได้แต่หวังว่า เ้าจะทำมันได้เป็อย่างดี”
จ้าวตงหยางคุกเข่าลง คำนับต่อเสียงไร้ตัวตน “ข้าจะทำให้สำเร็จ เพียงแต่ข้าจะรู้ได้เช่นไร ว่าผู้ใดคือด้ายแดงสิบเส้นที่มีปัญหา”
“ไม่ยากเลยเด็กน้อย ในจิตของเ้ามันมีบันทึกของข้าที่เ้าขโมยไป เพียงแต่เวลานี้ร่างมนุษย์ของเ้า มันไม่มีพลังมากพอที่จะเปิดบันทึกออกมาอ่านได้ แต่เ้าไม่ต้องกังวลไป ต่อจากนี้เ้าจงหมั่นฝึกฝนร่างกายและพลังปราณ”
“พลังปราณ…เช่นนั้นรึ”
“ใช่…พลังของเ้าอ่อนด้อยมาก เช่นนี้แค่เดินเหินทั่วไปคงเป็ได้แค่ชาวบ้านธรรมดา แต่เ้ามิใช่ เ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเลี้ยงสุกร ในเมื่อเวลานี้เ้ารู้แล้วว่าตนเองมีหน้าที่ใด ก็จงเตรียมความพร้อมไว้เถอะ เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะพร้อมเพื่อเ้าเอง”
ตงหยางใตื่นขึ้น แสงแดดอ่อนส่องเข้ามาถึงเตียงนอนของเขา เสียงผู้คนพูดคุยกันอยู่ด้านนอก เด็กชายยันกายลุกจากที่นอน แต่พบว่าตนเองมีอาการปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ภาพรอบตัวเหมือนหมุนเหวี่ยงไปมาดูวูบไหวน่าเวียนหัว แต่เขาก็ยังพยายามที่จะลุกขึ้น เพื่อออกไปทำธุระส่วนตัวด้านนอกบ้าน จนเดินโซเซไปชนเข้ากับถังน้ำที่ไป่เยว่เตรียมเอาไว้ให้
“องค์ชาย ท่านไหวหรือไม่” เสียงของหลิวหยุนเอ่ยทักขึ้นด้วยความใ
นางรีบเดินโขยงเขยกเข้าไปประคองผู้เป็นายให้เขานั่งลง
“ข้าไม่สบาย ปวดหัวมากพี่หลิวหยุน”
แทนที่นางจะร้อนใจ หลิวหยุนกับหัวเราะออกมาเหมือนมองเห็นเป็เื่ขบขัน
“เ้าหัวเราะข้า ทำไมกัน ข้าดูแย่มากเช่นนั้นรึ หลิวหยุนก็ข้าไม่สบาย เหตุใดถึงต้องหัวเราะ”
“ข้ออภัยเพคะ ข้าไม่ได้หัวเราะที่ท่านไม่สบาย แต่ข้าหัวเราะ เพราะอาการที่ท่านกำลังเป็อยู่ หาใช่อาการป่วยไข้ แต่มันคืออาการเมาค้างต่างหากเล่า”
“เมาค้าง เป็เช่นนี้หรือ ไม่ดีเลย ต่อไปข้าจะไม่ดื่มมันอีก โอ๊ย…ปวดหัวมาก แย่ที่สุด”
“มา ๆ องค์ชาย ท่านดื่มน้ำแกงสร่างเมาก่อนนะเ้าคะ”
“หลิวหยุน พี่เลิกเรียกข้าว่าองค์ชายเถอะ ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้วองค์ชาย จะมีก็แต่จ้าวตงหยางเท่านั้น เข้าใจข้าใช่ไหม”
หญิงสาวมองลึกลงไปในดวงตาแน่วแน่ของเขา เด็กชายที่นางเคยรู้จักได้เปลี่ยนไปแล้ว จ้าวตงหยางไม่ใช่คนที่นางเคยรู้จักเหมือนครั้งก่อน แต่ตรงหน้าในเวลานี้ กลับเป็จ้าวตงหยางที่ดูโตเป็ผู้ใหญ่ สุขุมเยือกเย็นและดวงตาที่เต็มไปด้วยพลังของความเอาจริงเอาจัง
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu