หางเสียงของเขาออกจะห้วนแต่ก็เต็มไปด้วยมิตรภาพยามที่เขาเอ่ยทักผู้ชายคนที่ก้าวลงจากรถพิคอัพทั้งคู่กำลังจับมือกันตอนที่ไดอาน่าเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างพ่อท่าทางเธอผึ่งผายเช่นเดียวกับเมเจอร์รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ของเธอที่เท่าเทียมกับเขา เมเจอร์หันมามองลูกสาว สายตาคู่นั้นบ่งบอกความรักใคร่อย่างชัดเจนไม่ได้มีสิ่งใดซ่อนเร้นเลย เขาวางมือลงบนไหล่เธอซึ่งไดอาน่าไม่คิดว่ามันจะมีสัญญาณอื่นใดอยู่ในการกระทำเช่นนั้น
“คุณได้รับการต้อนรับพร้อมหน้าทีเดียวนะฮอลท์เมื่อลูกสาวผมเขาก็มายืนอยู่ตรงนี้ด้วย” เมเจอร์พูดกับผู้ชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า“นี่ไง...ลูกสาวผมเขาชื่อไดอาน่า...แล้วนี่คือผู้จัดการไร่คนใหม่ของเรายังไงล่ะลูก...ฮอลท์ มัลโลรี่”
เธอมองเขาเต็มตา คล้ายกับว่าจะต้องได้รับการพิจารณาและตกลงปลงใจเสียก่อนฮอลท์จึงจะเริ่มทำงานได้...และเธอก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ร่างสูงประมาณ 6 ฟุตสะโอดสะอง ที่กำลังถอดหมวกปีกกว้างที่สมอยู่อย่างเป็พิธีรีตองเผยให้เห็นเรือนผมสีน้ำตาลดกหนา เหมือนจะถูกแดดเผาจนกลายเป็สีแห้งๆ เหมือนยาเส้นสีหน้าของเขาไม่บอกความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นดวงตามีแววกระด้างสีเทาเข้มเหมือนสีเหล็ก แลดูเหมือนจะบอกวันวัยที่ผ่านมาแม้ประมาณว่าอายุไม่เกิน 26 ก็ตาม
“สวัสดีครับ มิสซอมเมอร์ส์” เขาทักทายด้วยการพูดช้าๆ เสียงห้าวๆ
“สวัสดีค่ะ ขอบคุณ” มันมีความรู้สึกไม่ชอบหน้าเกิดขึ้นทันทีดูจะแรงขึ้นเมื่อเธอหันไปมองเมเจอร์
“นั่นลูกชายคุณหรือ?” เมเจอร์มองเลยเขาไปและไดอาน่าก็พลอยมองตามสายตาพ่อไปด้วย
“กาย มาสิ...มาสวัสดีเมเจอร์เสีย” แม้ในน้ำเสียงของฮอลท์จะฟังดูราบเรียบแต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็ลักษณะของการออกคำสั่ง
เด็กชายวัยประมาณ 9 ขวบลงมายืนอยู่ข้างรถคันนั้นแล้วรูปร่างหน้าตาผอมซีด ท่าทางตื่นๆ แต่ก็เดินกะปลกกะเปลี้ยเข้ามาััมือกับเมเจอร์
“สวัสดีครับ ท่าน” แกพูดเสียงเบา
เมเจอร์ยืดร่างขึ้นพูดยิ้มๆ ว่า
“หน้าตาดีนี่ฮอลท์”
ไดอาน่ามองเด็กคนนั้นอีกครั้ง พยายามจะมองให้เห็นในสิ่งที่พ่อของเธอบอกว่า“หน้าตาดี” แต่ก็มองไม่เห็นดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะอธิบายลักษณะของเด็กชายได้เลยด้วยซ้ำ รูปร่างบอบบางตัวเล็กๆท่าทางหวาดหวั่น กลัวแม้แต่เงาตัวเองไดอาน่ามองดูท่าทางยืนของเด็กชายที่คล้ายจะไม่มีกำลังทำให้บังเกิดอารมณ์ลึกลับที่ใคร่จะได้คุ้มครองป้องกันขึ้นมา
“ผมจะพาไปดูที่อยู่ของคุณนะ ฮอลท์” เมเจอร์พูดขึ้น ก่อนจะหันมาทางไดอาน่า “จูงกายตามมาสิลูกจะได้ถือโอกาสทำความรู้จักกันไปพลาง”
ไดอาน่าไม่ได้มีความปรารถนาจะสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับเด็กชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย...แต่ถ้ามันเป็ความ้าของพ่อ...เธอลอบถอนหายใจเอื้อมไปจับแขนเด็กชายแต่แกกลับซุกหน้าอยู่หลังพ่อและไดอาน่าก็ยักไหล่อย่างไม่ยินดียินร้ายด้วย
“มาสิ กาย” เธอว่าลดฝีเท้าลงเดินตามหลังพ่อกับคนงานใหม่ไป
เมื่อเด็กชายเห็นทุกคนเดินออกจากที่นั้นจึงได้ออกเดินตามมาและไดอาน่าก็เข้าไปเดินคู่กับแก เธอไม่ใคร่คุ้นกับพวกเด็กๆเท่าไรนัก นอกจากสมัยที่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่โรงเรียนเธอมองดูเด็กชายที่จับตาอยู่แต่พื้นดินตรงหน้าและพยายามหาเื่ที่จะชวนพูดคุยไปด้วย
“หนูมาจากอริโซน่าหรือ?”
คำถามนั้นได้รับคำตอบด้วยความเงียบอยู่ครู่หนึ่งจนไดอาน่าคิดว่าจะไม่ได้รับคำตอบแล้ว แต่ดวงตากลมโตสีฟ้าของเด็กชายก็หันมามองดูเธอ
“เปล่าครับ พ่อผมอยู่ในอริโซน่าแต่แม่อยู่เดนเวอร์...”
“อ้าว...แล้วตอนนี้แม่หนูไปไหนเสียล่ะ?”
ริมฝีปากของเด็กชายสั่นเหมือนจะร้องไห้ขึ้นมาทันที...
“แม่ตายแล้วครับ”
“เหรอ...แม่ฉันก็ตายแล้วเหมือนกัน” ไดอาน่าตอบเสียงหนักๆ “แม่ฉันตายั้แ่ฉันอายุแค่ 4ขวบเท่านั้น” เธอจับตามองผู้ชายที่เดินเคียงข้างอยู่กับเมเจอร์“ทำไมหนูถึงไปอยู่เดนเวอร์ทั้งที่พ่ออยู่อริโซน่าล่ะพ่อกับแม่หย่ากันหรือ?”
เด็กชายพยักหน้ารับแทนคำตอบและไดอาน่าก็ไม่ได้นึกตำหนิมารดาของเด็กชายคนนี้เลยเพราะเธอเองก็ไม่ใคร่ขอบผู้ชายคนนี้เหมือนกันแต่ออกจะประหลาดใจเพราะเด็กชายแสดงความรู้สึกธรรมดาเท่านั้น
“พอแม่ผมตายเมื่อเดือนก่อนเขาก็มาหา แล้วก็บอกว่าเขาเป็พ่อผมแล้วผมจะต้องไปอยู่กับเขาั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป” น้ำเสียงของเด็กชายที่เล่าเื่นี้ติดจะขุ่นเคืองอยู่บ้าง
“หมายความว่าเธอยังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยใช่ไหม?”
“ก็ตากับยายบอกว่าเขาเป็พ่อผมนี่ครับเพราะฉะนั้นเขาก็คงต้องเป็จริงๆ ...แม่บอกผมว่าพ่อทิ้งเราไปหลังจากที่ผมเกิดเพราะว่าเขาไม่ได้้าเราทั้งสองคนครับ”
เมื่อนึกถึงดวงตาคู่สีเทาเข้มเต็มไปด้วยแววกระด้างคู่นั้นไดอาน่าก็เชื่อว่ามันจะต้องเป็เื่จริง
“ก็ถ้าเขารู้สึกอย่างนั้นทำไมเขาจะต้องมาห่วงเธอตอนนี้ด้วยล่ะ?” ไดอาน่ามีความรู้สึกเหมือนกำลังจะพูดความคิดของตัวเองออกมาดังๆ
กาย มัลโลรี่ดูจะงุนงงกับคำถามนั้นอยู่
“พ่อบอกว่า...พ่อ้าผมเสมอครับ” เด็กชายตอบตะกุกตะกัก “เพียงแต่แม่ไม่ยอมให้พ่อพบผมแต่ผมรู้ว่าจริงๆแล้วแม่ต้องอยากให้พบแน่...ผมรู้ครับว่าแม่ต้องอยากทำอย่างนั้นจริงๆ”
คำพูดที่เหมือนจะปกป้องแม่ทำให้ไดอาน่าต้องก้มลงมองเด็กชายอย่างพิจารณาอีกครั้งเด็กชายดูจะเป็คนอ่อนไหวคงไม่อดทนเท่าไรนัก
“นั่นสินะฉันว่าแม่ของหนูคงต้องอยากทำอย่างนั้นแน่ ถ้าเขา้าพบหนูจริงๆ” เธอคล้อยตาม แต่ในใจก็คิดว่า...เ้าหนูน้อยผู้น่าเวทนาเอ๋ย...ไดอาน่ารู้สึกสงสารนักที่แกมีพ่อที่ไม่ได้้าแกเลยเพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เื่น่าแปลกใจที่เด็กจะมีท่าทางตื่นกลัวอย่างไรพิกล...
ขณะที่ทุกคนเดินผ่านเข้าไปยังคอกที่กั้นขึ้นไว้สำหรับม้าพันธุ์อาราเบียนโดยเฉพาะเป็ม้าเือาหรับแท้ที่ได้รับการเลี้ยงและดูแลเอาใจใส่ที่สุดของไร่ปศุสัตว์แห่งนี้ซึ่งรวมทั้งแม่ม้าอีก 30 ตัวรวมทั้งลูกๆ ของพวกมันซึ่งก็มีทั้งลูกอ่อนและที่อายุเกิน 2 ปีแล้วบางตัวก็เก็บไว้เพื่อผสมพันธุ์และบางตัวก็เอาไว้โชว์แต่บางตัวก็พร้อมที่จะนำออกขายแล้ว รวมทั้งม้าที่ใช้งานอย่างอื่นด้วย แต่พ่อพันธุ์อาราเบียนอีก2 ตัวถูกแยกไว้ต่างหากจากตัวอื่น เ้าม้าพันธุ์ชื่อเชตันวิ่งอยู่รอบๆคอกที่กั้นไว้เหมือนจะอวดพละกำลังแก่เ้านายของมันอันที่จริงมันไม่ได้มีสิ่งใดที่ผิดปกติไปกว่าเคยเพียงแต่ไดอาน่าสังเกตเห็นดวงตาของเด็กชายเบิกโพลงขณะจ้องมองดูม้าตัวนั้น
“เธอขี่ม้าเป็ไหม?” ไดอาน่าถาม”ผมไม่เคยเห็นม้าตัวเป็ๆ ใกล้ๆ อย่างนี้เลยครับเคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ แล้วก็จากในรถบรรทุกตอนที่เราขับรถมาที่นี่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้เธอก็จะได้เห็นเยอะแยะเลยละแล้วก็จะยังได้เรียนรู้วิชาการขี่ม้าที่ถูกต้องด้วยนะ...ง่ายจะตายไป...!”
“จริงหรือครับ?” เด็กชายถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเธอได้ยื่นโลกทั้งโลกมาให้
“ก็จริงน่ะสิ” ไดอาน่ายักไหล่“ฉันสอนให้เองยังได้เลย” เมื่อพูดออกไปแล้วก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ที่ไปอาสาเช่นนั้นเธอไม่้าจะใช้่เวลาตลอดฤดูร้อนเป็พี่เลี้ยงเด็กชายเซื่องๆคนหนึ่งเช่นนี้เลย