“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพช่วยซินเอ๋อร์ด้วยเ้าค่ะ”
เซี่ยหลันชิง หญิงรับใช้ที่มีอดีตเป็ถึงคุณหนูสายตรงของตระกูลเซี่ยที่เคยยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง ตอนนี้นางไม่เหลือเค้าความงามที่เคยเป็หญิงงามติดอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวงอีกแล้ว
แม้อายุของนางจะล่วงเลยเข้าวัยสามสิบปี แต่ตอนนี้กลับดูแก่ชราราวกับยายเฒ่าวัยกลางคน ชีวิตที่ถูกเคี่ยวกรำอย่างยากลำบากมาตลอดหลายปี และความคับแค้นใจที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง ทำให้นางต้องเป็อย่างนี้
ผู้ชายคนนั้นก็คือ เสิ่นซิ่วเต๋อ บุตรชายเพียงคนเดียวของอดีตแม่ทัพใหญ่เสิ่นซวนอิ้ง
ตระกูลเซี่ยของนางและตระกูลเสิ่นของเขาเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เสิ่นซิ่วเต๋อ และเซี่ยหลันชิงก็เป็ดั่งเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[1]
ทว่า...
ภายหลังตระกูลเสิ่นถูกขุนนางหลายคนยื่นฎีกาฟ้องร้องเื่ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกเสบียง ทำให้หยกตราทัพเฮยหม่าของแม่ทัพเสิ่นซวนอิ้งที่ทำคุณความดีเพื่อแผ่นดินมาทั้งชีวิตถูกริบกลับคืนไป
แม่ทัพใหญ่เสิ่นซวนอิ้งเ็ปเสียใจที่ถูกใส่ร้าย เขาเพียรพยายามขอร้องให้ตระกูลเซี่ยยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายกลับวางเฉย ทั้งยังปัดเื่สัญญาหมั้นหมายของเสิ่นซิ่วเต๋อกับเซี่ยหลันชิงทิ้ง
ช่างบัดซบเสียจริง! ถูกราชสำนักทรยศ ยังไม่เจ็บเท่ากับสหายทรยศ!
ต่อมาเสิ่นซวนอิ้งสืบรู้ว่าเป็เพราะเซี่ยจิ่นเฉิง ที่เป็สหายสนิทเพียงคนเดียวของเขาที่หักหลังเขา เขาถึงได้โดนริบหยกตราทัพเฮยหม่า ความแค้นมากมายสุมในอก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เสิ่นซวนอิ้งล้มป่วยเพราะไข้ใจ สุดท้ายก็มาด่วนจากไปกะทันหัน
เสิ่นซิ่วเต๋อใน่เวลานั้นเป็เพียงขุนพลเล็ก ๆ ติดตามท่านลุงของเขาไปไล่ต้อนพวกเดนเถื่อน เพื่อขับไล่พวกนวี่เจิน[2]ให้ถอยร่นออกจากเขตรอยต่อตะเข็บชายแดน เดิมทีเขาไม่รู้เื่ราวอะไร จนกระทั่งได้ยินว่าบิดาตาย ถึงได้รู้ความจริงทั้งหมด เสิ่นซิ่วเต๋อกลับเมืองหลวงพร้อมกับความแค้น เขาจัดงานศพให้บิดา โดยไร้เงาคนตระกูลเซี่ยที่เคยถือเป็มิตรแท้
ท้ายที่สุดภายหลังอีกห้าปี เสิ่นซิ่วเต๋อกลับเมืองหลวงพร้อมกับชัยชนะ เขากลายเป็แม่ทัพที่โดดเด่นที่สุดในราชสำนัก ทั้งยังได้รับบรรดาศักดิ์มากมาย ไม่เพียงได้ถือหยกตราทัพเฮยหม่าอีกครั้ง แต่เขายังได้ควบคุมทัพทหารม้าอีกกว่าหกหมื่นนาย
เซี่ยหลันชิงในเวลานั้น นางกำลังจะแต่งงานกับคุณชายสกุลจาง ท้ายที่สุดก่อนคืนวันแต่งงานเพียงวันเดียวนางกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เสิ่นซิ่วเต๋อเก็บความแค้นไว้ทั้งหมดเพื่อมาลงกับนาง เขาเก็บนางไว้ข้างกายในฐานะสาวใช้อุ่นเตียงชั้นต่ำคนหนึ่ง
ต่อมาเพียงไม่นานบุรุษตระกูลจางผู้นั้นก็สืบรู้ได้ว่า ผู้ที่พาตัวเซี่ยหลันชิงไป เป็แม่ทัพทมิฬจากจวนสกุลเสิ่น ในเมื่อเป็เช่นนี้เขาก็ไม่คิดตามสืบเสาะอันใดอีก
ตระกูลจางเป็ตระกูลที่มีหน้ามีตาในแวดวงสังคมอยู่มาก แม้เขาจะชอบพอในตัวของเซี่ยหลันชิงอยู่ไม่น้อย ก็คงต้องยอมตัดใจ เพราะบัดนี้ข้าวสารได้กลายเป็ข้าวสุกไปแล้ว อีกทั้งตระกูลเสิ่นในยามนี้บารมีคับคั่ง ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเขาควรยื่นมือเข้าไปต่อกร
ก่อนที่เซี่ยหลันชิงจะหายตัวไป ตระกูลเซี่ยของนางถูกบีบคั้นกลั่นแกล้งจากคนหลายฝ่าย บิดาของนางทุกข์ใจหนักจนล้มป่วย กระทั่งวันที่นางหายตัวไป ความวิบัติก็บังเกิด...
บิดาของนางถูกสังหารไปพร้อมกับบุตรชายคนโตและบุตรชายคนรอง ส่วนเหล่าสตรีแซ่เซี่ยถูกขับไล่ออกไปไกลพันลี้เพื่อไปใช้แรงงานในเหมืองทางทิศใต้ หญิงสาวที่หน้าตาดี ไม่อาจเดินทางได้จนถึงปลายทาง ชะตาชีวิตของพวกนางน่าเวทนานัก พวกนางถูกฉุดคร่าเอาไปย่ำยีอย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน
พวกที่ลงมือทำระยำกับสตรีแซ่เซี่ยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ล้วนเป็ทหารใต้บัญชาของเสิ่นซิ่วเต๋อทั้งสิ้น
พวกนางที่เป็คุณหนูจากตระกูลผู้ดีซึ่งถูกอบรมบ่มเพราะมาอย่างดี บุรุษไหนเลยจะเคยแตะต้อง เมื่อถูกกระทำย่ำยีเช่นนี้ มีหรือที่พวกนางจะทนทานต่อความอัปยศเ่าั้ได้ ท้ายที่สุดแล้วพวกนางก็เลือกจบชีวิตตนเองอย่างน่าอนาถ
หญิงชราอย่างฮูหยินผู้เฒ่าก็หนีไม่พ้นความตายด้วยเช่นกัน
เซี่ยหลันชิงคือผู้หญิงเพียงคนเดียวของตระกูลเซี่ยที่ยังรอดชีวิต แต่ทว่าชีวิตความเป็อยู่ของนางก็มิได้ต่างอันใดกับตายทั้งเป็
เซี่ยหลันชิงรู้ดีว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองตระกูลไม่อาจต่อติดได้อีกแล้ว และนางก็รู้ดีว่า ในใจของเสิ่นซิ่วเต๋ออัดแน่นไปด้วยไฟพยาบาทที่พร้อมสังหารนางให้ตายคามือได้ทุกเมื่อ ไม่หลงเหลือรักลึกซึ้งที่เคยมีต่อกันใน่วัยเยาว์อีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองนางจึงยอมทำตัวว่าง่าย และฝืนอดทนกล้ำกลืนทำตามความ้าของเขามาโดยตลอด แต่ก็มีหลายครั้งหลายคราที่นางยอมเสี่ยงชีวิตอ้าปากบอกความจริงกับเขา บอกเขาว่าใครคือตัวต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้สองตระกูลบาดหมางกัน แต่เขาก็ไม่เคยเชื่อนางเลยสักครั้ง ซ้ำยังตบตีนางจนเืกบปาก ขู่ว่าหากนางยังไม่หยุดพูดจาพล่อย ๆ เช่นนี้อีก เขาจะตัดลิ้นนางเสีย
ผ่านไปปีแล้วปีเล่าที่นางใช้ชีวิตอยู่ในจวนสกุลเสิ่นในฐานะสาวใช้อุ่นเตียงผู้ต่ำต้อยของแม่ทัพทมิฬ นางถูกกลั่นแกล้งรังแกสารพัด ผ่านการตั้งท้อง และผ่านการแท้งมานับครั้งไม่ถ้วน
นางแท้งก็เพราะนางมีความเศร้าโศกและมีความเครียดมากเกินไป ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี ความเศร้าโศกจากการต้องสูญเสียบิดามารดา พี่ชาย และได้ยินเื่การถูกย่ำยีอันแสนหดหู่ของเหล่าสตรีสกุลเซี่ย กระทั่งพวกนางตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง ก็ทำให้เซี่ยหลันชิงปวดใจยิ่งนัก
แล้วคนที่อยู่เื้ัเื่ทั้งหมด ก็คือรักแรกในวัยเยาว์ของนาง คือคนที่ทิ่มตำนางอย่างป่าเถื่อนในทุกค่ำคืน คือคนที่ครั้งหนึ่งนางคิดจะฝากฝังชีวิตน้อย ๆ ของตนเอาไว้ให้เขาดูแล
บุรุษที่นางเคยชื่นชมว่าแสนดียิ่งนัก บัดนี้กลายเป็ปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ จิตใจของเขาเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดรัจฉานซะอีก เซี่ยหลันชิงคิดว่าตนคงจะทนทานต่อความเ็ปเหล่านี้ได้
แต่ไม่เลย... นางคิดผิด... นางทนไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว...
เซี่ยหลันชิงพยายามปลิดชีพตัวเองหลายครั้ง แต่ก็ถูกช่วยเหลือกลับมาทุกครั้ง เขาไม่ยอมให้นางตาย เขาบอกว่าหากนางตายไปแล้ว มันจะไปสนุกอะไร
ปล่อยให้นางได้มีชีวิตอยู่ ได้ลิ้มรสชาติของการถูกหักหลังจากคนที่ตนรัก ได้ลิ้มรสชาติของชีวิตอันแสนบัดซบ ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่เหมือนตายทั้งเป็ นั่นแหละคือสิ่งที่เขา้า
่เวลานั้นเสิ่นซิ่วเต๋อต้องออกเดินทางไปปักหลักอยู่หัวเมืองทางเหนือ เหตุผลก็เพราะมีกองทัพต่างแคว้นพยายามจะตีฝ่าเข้ามายึดป้อมปราการเมืองอู๋โจว ทำให้เขาไม่ได้อยู่สร้างความลำบากใจให้เซี่ยหลันชิงในเมืองหลวงอีก
เขาจากไปแล้วชีวิตของนางก็นับว่าง่ายขึ้นมาก ตอนกลางวันมิต้องหวาดผวา ตอนกลางคืนก็หลับได้เต็มตาและยาวนาน
แต่เมื่อเขาจากไปได้ราวสามเดือน อาการแพ้ท้องของนางก็สำแดงออกมาอย่างหนัก เซี่ยหลันชิงคิดสั้นจะฆ่าตัวตายไปพร้อมลูกอยู่หลายครั้ง แต่ทว่าคืนหนึ่งนางก็ดันฝันเห็นท่านแม่ ท่านพ่อ พวกเขาบอกกับนางทั้งน้ำตาว่า อยากให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะนางคือเืเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเซี่ยที่ยังคงมีชีวิตอยู่
ด้วยเป็เช่นนี้เซี่ยหลันชิงจึงไม่ได้คิดฆ่าตัวตายอีก
[1] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ (青梅竹马 - qīng méi zhú mǎ) เป็สำนวนจีนที่หมายถึง "คู่รักในวัยเด็ก" หรือเพื่อนสนิทต่างเพศที่รู้จักและเล่นด้วยกันมาั้แ่เล็กจนโต สื่อถึงความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์และยาวนาน
[2] ชนเผ่า นวี่เจิน หรือ Nüchen (เขียนจีนว่า 女真 / Nǚzhēn) เป็ชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณ แมนจูเรีย (แถบจีนตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบัน เช่น เหลียวหนิง จี๋หลิน เฮยหลงเจียง)