หยางหนิงใช้มือเดียวทำให้ขาของท่านห้าหักแล้วก็ตีจนหัวของท่านหกเลือดออก จากนั้นก็ลุกขึ้นมาจัดการกับชุดไว้ทุกข์แล้วเดินออกมาจากประตู
เสียงร้องของทั้งสองคน ทำให้ท่านใหญ่สามต้องรีบพูดว่า “รีบไปดูเร็ว”
ข้างๆ มีคนพุ่งเข้ามาแล้วก็รีบวิ่งออกไปแล้วพูดว่า “แย่แล้ว ท่านห้าขาหักท่านหก... ท่านหกก็แย่เหมือนกัน”
ท่านใหญ่สามทั้งโกรธทั้งร้อนใจ แล้วเร่งว่า “ยังไม่รีบหามพวกเขาไปหาหมออีก เร็ว อย่าช้า...!”
มีคนหลายคนพุ่งเข้าไปในห้องโถงบรรพชนหามท่านห้าออกมาก่อน จากนั้นก็ค่อยพยุงท่านหกออกมาเมื่อเห็นหัวของท่านหกมีเลือดออก ท่านใหญ่สามก็โกรธมาก “ใครทำ?” เมื่อกี้เขารีบวิ่งออกมาจึงไม่เห็นหยางหนิงลงมือ
หยางหนิงที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาว่า “ข้าเอง!”
“เจ้า?” ท่านใหญ่สามโกรธจนหน้าเขียว ชี้ไปที่หยางหนิง “ต่อให้พ่อเจ้ายังอยู่ก็ไม่กล้าทำอะไรเหลวไหลแบบนี้ ฉีหนิง เจ้านี่มันตัวทำร้ายวงศ์ตระกูลฉีจริงๆ”
หยางหนิงมองบนแล้วพูดว่า “พวกเขาทำลายห้องพิธีท่านพ่อสิ้น ยังไม่ได้ฝัง จะให้พวกเขามาก่อความวุ่นวายแบบนี้ได้อย่างไรกัน? ต่อให้เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงกว่านี้มาแล้วก่อความวุ่นวายข้าก็จะไม่ละเว้น”
เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อมเลย
ท่านใหญ่สามตัวสั่นไปทั้งตัวชี้ไปที่หยางหนิง นิ้วสั่นมาก “ได้... ได้...!” หันหลังแล้วเดินไป แล้วตะโกนว่า “เราไปกันเรื่องนี้... เรื่องนี้เราจะไม่ยุ่ง...!” โกรธจนควันออกหูแล้วก็พาคนกลุ่มหนึ่งออกไป
หลังจากที่คนกลุ่มนี้ออกไปแล้วภายในเรือนก็สงบลง หยางหนิงยิ้มแห้ง ทันใดนั้นเองก็ได้ยินกู้ชิงฮั่นถอนหายใจมาจากด้านหลังแล้วพูดว่า “หนิงเอ๋อร์ ถึงแม้พวกเขาจะทำไม่ถูก แต่ว่า...เฮ้อ ท่านใหญ่สามอย่างไรก็เป็นผู้อาวุโสกว่า เจ้าไม่ควรพูดจาอย่างนั้นกับเขา”
“ก็เขาไม่น่าเคารพ”หยางหนิงพูด “คนพวกนี้ไม่ได้มาช่วยแต่มาหาเรื่อง ฮูหยินสาม ท่านดูไม่ออกหรือ? พวกเขาคิดจะรังแกท่านฝันไปเถอะ ขอแค่มีข้า ใครก็อย่าคิดจะทำอะไรท่านได้”แล้วหันหัวไป เห็นกู้ชิงฮั่นยืนอยู่ข้างๆตัวเขา เหมือนจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูด สายตาของกู้ชิงฮั่นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งแล้วพูดว่า “เด็กคนนี้นี่ เมื่อกี้เรียกข้าว่าอะไรนะ?”
“อ๊า?” หยางหนิงตะลึงไปในใจคิดว่าคราวนี้ทำพลาดแล้ว คำว่า ‘ฮูหยินสาม’ บ่าวไพร่ในจวนเขาเรียกกัน ตัวเขาเป็นซื่อจื่อ ก็น่าจะเรียกแบบอื่น
แต่ว่าตอนนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่ากู้ชิงฮั่นมีฐานะอะไรในจวนองครักษ์เสื้อแพรนี่ถึงแม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของจวนนี้ แต่ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่านางเป็นอนุขององครักษ์เสื้อแพรฉีหุ้ยจิ่งหรือเปล่า
ฉงอี๋เหนียงเป็นอนุของฉีหุ้ยจิ่งแน่ๆ หากกู้ชิงฮั่นเป็นอนุเหมือนกันทุกคนเรียกว่า “ฮูหยินสาม” งั้นก็หมายความว่านางเข้าจวนมาหลังฉงอี๋เหนียงฐานะในจวนก็น่าจะอยู่ต่ำกว่าฉงอี๋เหนียง แต่จากเมื่อกี้ที่ดู กู้ชิงฮั่นก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวฉงอี๋เหนียงเลยไม่ว่าจะท่าทางหรือคำพูด ทำให้คนรู้สึกว่าฐานะของนางน่าจะสูงกว่าฉงอี๋เหนียงหากเป็นอนุ สถานการณ์เมื่อกี้คงไม่กล้าลงมือแบบนั้นกับฉงอี๋เหนียงแน่ๆ
หยางหนิงรู้สึกเสียใจที่ระหว่างทางไม่ถามข้อมูลมาให้มากกว่านี้
เขาไม่รู้จักนิสัยของฉีหนิงเลยรู้แค่ว่าสติของซื่อจื่อไม่ค่อยดี หากระหว่างทางเขาถามให้มากกว่านี้ ก็กังวลว่าต้วนชางไห่จะสงสัยเอาอีก
ถึงตอนนี้หยางหนิงเองก็ไม่ได้ประมาทต้วนชางไห่คนๆ นี้สามารถประเมินเรื่องที่เกิดขึ้นในศาลเจ้าได้อย่างแม่นยำถูกต้องแม้กระทั่งฐานะของค่ายดาบดำเขาก็ดูออก นอกจากสายตาที่แหลมคมแล้วคิดว่าประสบการณ์ของเขาก็มีไม่น้อย
กู้ชิงฮั่นเห็นหยางหนิงเหม่อไปก็คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็เลยรีบพูดว่า “อย่าคิดมากเจ้าอยากจะเรียกอะไร ซานเหนียงก็แล้วแต่เจ้า”
หยางหนิงคิดในใจว่าที่แท้ก็เรียกนางว่า “ซานเหนียง”นี่เอง ถึงแม้เขาจะอายุสิบหกสิบเจ็ด แต่ว่าความคิดก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอายุอย่างกู้ชิงฮั่นเลยคำว่า “ซานเหนียง” มันก็เรียกได้ไม่เต็มปากจริงๆ
“ฮูหยินสามซื่อจื่อ ข้าให้คนเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว”มีเสียงที่ดูนอบน้อมเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ทางฉงอี๋เหนียงข้ากล่อมให้พวกเขากลับไปแล้ว”
หยางหนิงหันไปมองเห็นคนที่พูดอยู่เป็นชายอ้วนคนหนึ่งมีเครารูปแปดเหลี่ยมตอนที่ตัวเขาเดินเข้าไปในโถงบรรพชน เขาได้เรียกเขาไปครั้งหนึ่งหลังจากนั้นตอนที่เกิดเรื่อง ก็ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร
“หายไปหลายวัน แม้แต่พ่อบ้านชิวก็จำไม่ได้แล้วหรือ?” กู้ชิงฮั่นดึงมือของหยางหนิง แล้วมองไป เห็นฉีอวี้พยุงฉงอี๋เหนียงทั้งสองมองมาด้วยสายตาแค้นโกรธ แล้วก็จากไป
หยางหนิงก็ไม่ได้สนใจพวกเขาสองคนแล้วมองไปที่พ่อบ้านชิว แล้วถามว่า “ท่านคือพ่อบ้านชิวหรือ? เมื่อกี้พวกเขารังแกซาน... ซานเหนียง ท่านทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ?”
เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา พ่อบ้านชิวฟังอยู่แต่คิดว่าซื่อจื่อคงงอแงแบบคนสติไม่ดี ก็เลยยิ้มแล้วพูดว่า “ซื่อจื่อ ถึงแม้ข้าจะเป็นพ่อบ้านของจวนองครักษ์เสื้อแพร แต่ว่าอยู่...อยู่ต่อหน้าพวกเขา ข้าก็แค่บ่าวไพร่คนหนึ่ง สถานการณ์อย่างนั้นข้าไม่สามารถพูดอะไรได้”
“แต่ว่าต้วนชางไห่พูดไม่ใช่หรือไง?”หยางหนิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดี “ท่านเป็นพ่อบ้านตำแหน่งในจวนสูงกว่าต้วนชางไห่อีก ทำไมถึงไม่กล้าออกหน้า?”
พ่อบ้านชิวรู้สึกทำตัวไม่ถูก กู้ชิงฮั่นก็พูดขึ้นมาว่า“พ่อบ้านชิว ที่โถงบรรพชนท่านให้คนไปทำความสะอาดก่อนเถอะ ส่วนทางท่านใหญ่สาม ท่านไปด้วยตัวเองทีนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่พวกเขาไม่มีทางไม่ยุ่งหรอก ข้าเป็นแค่แม่ม่ายคนหนึ่ง คงไม่สะดวกจะไปซื่อจื่อกลับมา ทางไท่ฟูเหรินยังไม่รู้เรื่อง ข้าจะพาเขาไปหาไท่ฟูเหรินก่อน”
พ่อบ้านชิวรีบตอบว่า “ฮูหยินสามวางใจ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
กู้ชิงฮั่นถึงได้หันมาพูดกับหยางหนิงว่า “หนิงเอ๋อร์ เราไปหาไท่ฟูเหรินกันเถอะ!”
มือของกู้ชิงฮั่นขาวเนียนมากหากไม่มีกระดูก มันก็แวววับเหมือนกับเครื่องลายคราม สัมผัสที่มือดีมาก หากรอบๆ ไม่มีคนหยางหนิงคงจูงมือนางเดินไปแล้ว แต่ว่าในจวนมีบ่าวไพร่เต็มไปหมดเขารู้สึกว่าให้ผู้หญิงมาจับมือเดินมันไม่ค่อยเหมาะ ก็เลยสลัดมือทิ้งเบาๆ กู้ชิงฮั่นตะลึงแต่นางฉลาดมาก เข้าใจในทันที ยิ้มแล้วพูดว่า “หนิงเอ๋อร์โตเป็นหนุ่มแล้วรู้จักอายแล้วหรือ?”
หยางหนิงคิดในใจว่าข้าหน้าด้านจะตายไปหากไม่ใช่ว่ามีคนอยู่เต็มไปหมด จะให้ทั้งกอดทั้งหอมท่านข้าก็ไม่อายสักนิดเกรงแต่ว่าตอนนั้นท่านจะหน้าบางเอาน่ะสิ แต่ว่าคนในจวนมากขนาดนี้ อย่างไรข้าก็เป็นผู้ชายจะให้ผู้หญิงมาจูงมือเดินแบบนี้ มันไม่น่าเกรงขามเลย
กู้ชิงฮั่นก็ไม่พูดอะไรมาก เดินนำหน้าไปหยางหนิงเดินตามหลัง พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน สาดแสงลงมาที่ต้นไม้ทิ้งไว้แค่เงา
หยางหนิงเดินตามหลังกู้ชิงฮั่นไป มองจากเงาก็พบว่า ฮูหยินสามคนนี้หุ่นดีทำคนหวั่นไหวจริงๆ
ชุดไว้ทุกข์ไม่สามารถปกปิดรูปร่างอันอ่อนช้อยได้เลยไม่ว่าจะเป็นส่วนเว้าส่วนโค้งตรงจุดไหน ไม่ว่าจะท่าเดินหรือท่าอะไร มันมีเสน่ห์ทำให้จิตใจรู้สึกหวั่นไหวเป็นสาวงามที่หาได้ยากจริงๆ ราวกับดอกท้อยามเย็น
สายลมพัดโชยมา กลิ่นหอมบนตัวของกู้ชิงฮั่นโชยมาเข้าจมูก มันทำให้ใจสั่น หยางหนิงรู้ว่าในเวลานี้ กู้ชิงฮั่นนั้นไม่ได้แต่งตัวหรือทำอะไรกับตัวเองมากนักคงไม่สามารถใส่น้ำหอมหรืออะไรแน่ๆคิดว่าเกินแปดสิบเปอร์เซ็นน่าจะเป็นกลิ่นตัวของนาง คนสวยก็คือคนสวยแม้แต่กลิ่นกายก็ทำให้เมาได้
หยางหนิงก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษอะไรขนาดนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้กลัวอะไรด้วย เพราะอย่างไรเขาก็คือตัวปลอมไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับจวนองครักษ์เสื้อแพรสักนิดกับผู้หญิงตรงหน้าก็ไม่ได้มีพันธะทางสายเลือด แต่ต่อให้เป็นอย่างนั้นก็ไม่ควรจะจ้องก้นนางตลอดแบบนี้ เพราะข้างๆ มักจะมีบ่าวไพร่เดินผ่านไปมาหากถูกบ่าวไพร่พวกนั้นเห็นว่าซื่อจื่อจ้องก้นของซานเหนียงไม่ละสายตาเลย จะดูไม่ดี
บางครั้งสายตาของเขาก็แอบชำเลืองมองดูก้นอวบอิ่มเพื่อเป็นอาหารตาเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วสายตาเขาจะสอดส่องไปรอบๆ จวนโหว เพื่อสังเกตดูสภาพของจวน
ไม่เสียแรงที่เป็นถึงจวนขององครักษ์เสื้อแพรนี่เป็นเรือนของชนชั้นสูง พื้นที่กว้างขวาง ไม่ว่าจะเรือนในหรือเรือนนอกแม้แต่ศาลาต่างๆ ก็สวยงามปราณีต มีภูเขาจำลอง น้ำตกและสะพานทางเดินทอดยาวราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ประตูทุกบานในจวนมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไปมีบานประตูแบบเว้า บางบานก็เป็นมุมหกฉาก บางบานก็เป็นทรงกลมหยางหนิงคิดในใจว่าจวนนี้ต้องมีพื้นที่อย่างน้อยพันตารางเมตร หากเป็นในยุคของเขาจวนแห่งนี้คงขนาดเท่ากับเหมืองทองหนึ่งเหมืองแต่ว่าจวนแห่งนี้ด้านนอกล้วนเต็มไปด้วยหิมะปกคลุมจนขาวโพลนกับบรรยากาศเศร้าโศกเท่านั้น
เดินผ่านมาหลายเรือน ผ่านทางเดินอันแสนยาวด้านหน้าเป็นเรือนนอนเล็กๆ เรือนหนึ่ง รอบๆ เงียบสงบมาก กู้ชิงฮั่นผลักประตูเข้าไปแล้วหันไปมองหยางหนิง แล้วพูดเสียงเบาๆ ว่า “หนิงเอ๋อร์ เข้าไปพบไท่ฟูเหรินแล้วไม่ต้องพูดอะไรมากนะ ตอนนี้นางเจ็บปวดใจมาก อย่าได้ทำให้นางเสียใจ”
“ซานเหนียงวางใจเถอะข้าไม่พูดอะไรเหลวไหลแน่นอน” หยางหนิงมองไปที่สาวสวยแล้วก็ยิ้มกู้ชิงฮั่นพยักหน้า ทั้งสองเดินเข้าไปในเรือน หยางหนิงเห็นภายในเรือนมีต้นโพธิ์ทองอยู่สองต้นกำแพงเต็มไปด้วยเถาวัลล์ กลิ่นหอมของดอกไม้ทำให้คนรู้สึกสงบ
เมื่อผลักเข้าไปในห้องหยางหนิงก็ได้กลิ่นกำยานถานเซียง ในห้องดูมืดๆ หยางหนิงเห็นภายในห้องมีการวางพระพุทธรูปอยู่ตั้งตรงกับประตูใหญ่ กู้ชิงฮั่นเดินเข้าไปใกล้ แล้วหันหลังไปทำอะไรบางอย่างเหมือนจะให้หยางหนิงปิดประตู หยางหนิงหันไปปิดประตู ตอนนี้ถึงได้ยินกู้ชิงฮั่นพูดเบาๆว่า“ไท่ฟูเหริน ซื่อจื่อกลับมาแล้ว!”
หยางหนิงมองดูเงาที่กระจกอยู่ในใจก็คิดว่าที่แท้คนๆ นี้ก็คือไท่ฟูเหรินของจวนองครักษ์เสื้อแพร เห็นกู้ชิงฮั่นกวักมือเรียกเขาก็เลยเดินเข้าไป ยืนอยู่ด้านหลังของเงาๆ นั้นเห็นได้ชัดว่านางเป็นหญิงชราคนหนึ่ง คลุมผ้าสีดำ เหมือนกับรูปปั้นไม่มีผิด
ภายในห้องเงียบมาก หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงของหญิงชราพูดว่า “ถอดเสื้อตัวนอกออก!”
หยางหนิงกับกู้ชิงฮั่นตะลึง แล้วมองหน้ากันกู้ชิงฮั่นเข้าไปใกล้ๆ ไท่ฟูเหรินแล้วพูดค่อยๆ ว่า “ไท่ฟูเหริน ซื่อจื่อซื่อจื่อกลับมาแล้ว!”
“ถอดเสื้อตัวนอกออก” หญิงชรากล่าวซ้ำคำเดิม
หยางหนิงขมวดคิ้ว ในใจคิดว่าหญิงชราคนนี้แปลกๆหลานตัวเองกลับมาแท้ๆ ไม่ดีใจไม่ว่า อย่างน้อยก็ควรจะจับมือแล้วพูดอะไรบ้างสิ แต่นี่อย่างไรไม่พูดสักคำ เข้าห้องมาก็ให้ถอดเสื้อ ไม่รู้คิดจะทำอะไรกันแน่?