บทที่ 9 ตำแหน่งเดียวที่มีให้
“ฟู่หลง...เ้าแต่งงานแล้วอย่างนั้นหรือ...”หนิงเว่ยเจี้ยนอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงอันดัง ท่าทางทั้งใและแปลกใจในคราวเดียวกันสายตาจ้องมองไปยังซ่งฟู่หลงอย่างเอาผิด หากแต่ซ่งฟู่หลงกลับยืนนิ่งเฉยอย่างไม่หวั่นเกรง
หนิงเว่ยเจี้ยนหันไปหาขันทีข้างกายในทันที สายตาตำหนิส่งไปยังขันทีอย่าง้าเอาเื่ขันทีได้แต่หน้าเจื่อนพลางส่ายหน้าให้เป็สัญญาณว่าอย่าได้ทรงกังวลใจไปนัก หนิงเว่ยเจี้ยนเห็นเช่นนั้นจึงได้ผ่อนอารมณ์ลงความคิดแปรเปลี่ยนไปอีกครั้งพร้อมมองภาพเบื้องหน้าของคนทั้งสองอย่างนึกสนุกขึ้นมา
จางเหวิ่นชิงเองก็ตกตะลึงกับคำกล่าวของซ่งฟู่หลงไม่ต่างกันมากนักแต่เขาก็อดนึกแปลกใจในปฏิกิริยาของหนิงเว่ยเจี้ยนที่ดูจะร้อนรนใจมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำอย่างช่วยไม่ได้แต่เพราะตอนนี้จิตใจของจางเหวิ่นชิงเอาแต่จดจ่ออยู่เพียงกับบุตรสาวเท่านั้น ทำให้จางเหวิ่นชิงละความสนใจในท่าทีดังกล่าวไปเสียสิ้น
“ใต้เท้าซ่ง...เหตุใดข้าไม่เคยรู้ว่าท่านแต่งงานแล้ว”จางเหวิ่นชิงหันความสนใจกลับมายังซ่งฟู่หลงตอนนี้ในใจเขาได้แต่กังวลใจเกี่ยวกับจางหมินเย่ว จางเหวิ่นชิงไม่อยากจะจินตนาการว่าหากบุตรสาวของตนรู้เื่นี้นางจะเป็เช่นใดกัน
“ข้าไม่คิดว่าเื่การแต่งงานของข้าจะสำคัญมากนักหากเื่นี้ได้ล่วงเกินใต้เท้าจาง...ข้าก็ต้องขอโทษด้วย”แม้คำพูดจะดูเป็การขอโทษแต่ท่าทางที่แสดงออกกลับเหมือนกับการดูแคลนอยู่ในทีก็ไม่ปาน
“เ้า...เ้าช่างสามหาวนัก...หากเ้าแต่งงานแล้วเหตุใดเ้าจึงจงใจล่อลวงบุตรสาวของข้ากัน”
ซ่งฟู่หลงเลิกคิ้วขึ้นมองอย่างท้าทายเขาไม่เคยพบปะพูดคุยเป็การส่วนตัวกับจางหมินเย่ว ทั้งยังไม่เคยแสดงท่าทีอันใดให้นางเข้าใจผิดเหตุใดจึงได้กล่าวโทษเขาอย่างไม่เป็ธรรมเช่นนี้กันเล่า
ท่าทีของจางเหวิ่นชิงทำให้ซ่งฟู่หลงรู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาในทันทีบุตรสาวของตัวเองกลับห้ามปรามไม่ได้ยังมาสร้างความเดือดร้อนให้เขาอยู่ร่ำไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งความถือดีที่มีอยู่ในตัวทำให้ซ่งฟู่หลงพลั้งปากออกไปอย่าง้ายั่วโทสะของจางเหวิ่นชิง“ใต้เท้าจาง...ข้าได้บอกท่านก่อนหน้านี้ว่าข้าแต่งงานแล้ว...หากบุตรสาวของท่านยังคงดื้อรั้น้าตบแต่งกับข้า...ตำแหน่งเดียวในจวนที่ข้ามีให้ก็คือ...ตำแหน่งอนุเท่านั้น”
จางเหวิ่นชิงได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเต้นผางออกมาคำพูดเช่นนี้มิเท่ากับเป็การดูถูกบุตรสาวของตน ทั้งยังแสดงถึงความไม่เห็นหัวคนสกุลจางอีกด้วยหากเื่นี้แพร่งพรายออกไปชื่อเสียงของจางหมินเย่วจะเสียหายมากขนาดไหนกันแค่เพียงขุนนางขั้นเจ็ดกลับกล้ายื่นข้อเสนอที่แสนน่ารังเกียจเช่นนี้ออกมาได้ “เ้า...เ้า...”
จางเหวิ่นชิงที่มิอาจทำอะไรซ่งฟู่หลงได้ในเวลานี้เขาจึงหันไปหาหนิงเว่ยเจี้ยนในทันทีอย่าง้าให้หนิงเว่ยเจี้ยนลงโทษซ่งฟู่หลงสถานหนัก“ฝ่าาโปรดให้ความเป็ธรรมแก่ข้าและสกุลจางด้วย”
หนิงเว่ยเจี้ยนเพ่งมองซ่งฟู่หลงที่ตอนนี้ยังคงยืนนิ่งด้วยสายตามาดมั่นก็ทำให้เขาอดนึกหมั่นไส้และอยากกลั่นแกล้งซ่งฟู่หลงขึ้นมาอย่างเสียมิได้เขานึกอยากเห็นท่าทางร้อนรนของซ่งฟู่หลงยิ่งนัก
หนิงเว่ยเจี้ยนกระแอมออกมาอีกครั้งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็ปกติ “ในเมื่อใต้เท้าซ่งยืนกรานเช่นนั้น...ใต้เท้าจางก็ลองไปตรองดูเถิดหากบุตรสาวของท่านยังคง้าตบแต่งเข้าจวนสกุลซ่ง...ข้าจะเป็เ้าภาพจัดงานแต่งครั้งนี้ให้อย่างมิให้น้อยหน้าผู้ใด”
“ฝ่าา...ฝ่าา” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันเสียงหนึ่งเป็เสียงของจางเหวิ่นชิงที่ไม่คาดคิดว่าหนิงเว่ยเจี้ยนจะตัดสินใจเช่นนี้ในขณะที่อีกเสียงหนึ่งเป็เสียงของซ่งฟู่หลงที่นึกขัดเคืองทั้งกับสิ่งที่ตนเองเอ่ยออกไปอย่างไม่ยั้งคิดและขัดเคืองกับท่าทีของหนิงเว่ยเจี้ยนที่เขาเดาได้ว่า้ากลั่นแกล้งตน
“เอาละๆ...พวกเ้าสองคนทำให้ข้าปวดหัวยิ่งนัก พวกเ้าออกไปได้แล้วข้า้าพักผ่อน”หนิงเว่ยเจี้ยนมิรอให้ทั้งสองทัดทานอันใด เขากล่าวตัดบทออกไปพร้อมเดินออกจากท้องพระโรงอย่างนึกอารมณ์ดี
เมื่อหนิงเว่ยเจี้ยนเดินออกมาภายนอกขันทีรีบปรี่เข้ามากระซิบถามด้วยความสงสัย “ฝ่าาเหตุใดพระองค์จึงกล่าวเช่นนี้พระองค์ไม่กลัวท่าน....เอ่อ...ไม่กลัวใต้เท้าซ่งจะเคืองโกรธเอาได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเว่ยเจี้ยนได้ยินก็หัวเราะเสียงดังออกมาอย่างอารมณ์ดี“ฟู่หลงกล้าพูดปดต่อหน้าข้า แล้วในเมื่อเขาเป็คนเอ่ยปากเื่นี้ขึ้นมาด้วยตัวเองข้าก็เพียงทำตามความ้าของเขาเท่านั้น แล้วเขาจะมีสิทธิ์อันใดมาขุ่นเคืองข้าได้เล่าหากคุณหนูสกุลจางตบแต่งเข้าไปในจวนสกุลซ่งจริง บางทีข้าอาจได้รับข่าวดีเร็วๆ นี้ก็เป็ได้”
หนิงเว่ยเจี้ยนพูดพลางหัวเราะชอบใจไปพลางก่อนจะฉุกคิดบางเื่ขึ้นมาได้ “เ้าไปสืบเื่คุณหนูรองสกุลจางมาให้ข้าข้า้ารู้เกี่ยวกับตัวนางทุกเื่”
ในขณะที่ภายในท้องพระโรง เมื่อหนิงเว่ยเจี้ยนเดินออกจากห้องโถงไปบรรยากาศก็กลับมาคุกรุ่นอีกครั้งจางเหวิ่นชิงหันมาจ้องหน้าซ่งฟู่หลงอย่าง้ากินเืกินเนื้อ
ซ่งฟู่หลงถอนหายใจออกมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเขาหันไปหาจางเหวิ่นชิงก่อนจะโค้งตัวคำนับ “ใต้เท้าจาง...ข้าเป็เพียงขุนนางขั้นเจ็ดมิได้คู่ควรกับคนสกุลจางแม้แต่น้อย...คำพูดพลั้งปากของข้าก่อนหน้า...ขอให้ใต้เท้าจางถือเสียว่าข้าไม่เคยพูดก็แล้วกัน”
จางเหวิ่นชิงไม่แม้แต่จะรับคำใด เขาปรายตามองซ่งฟู่หลงด้วยความอาฆาตแค้นก่อนจะสะบัดกายเดินออกจากท้องพระโรงไปด้วยความแค้นเคืองเป็อย่างยิ่ง
ซ่งฟู่หลงที่ยืนอยู่เพียงลำพังภายในท้องพระโรงก็ถอนหายใจหนักขึ้นมาอีกครั้งเขาหันไปมองบัลลังก์ทองตรงหน้า สายตาทอดมองไปอย่างเหม่อลอย ก่อนจะบ่นพึมพำออกมา “ท่านคิดจะเล่นสนุกอันใดกันแน่”