การปรากฏตัวของเมียร์คีธั์ ทำเอาทุกคนที่กำลังกินมื้อกลางวันไม่ขยับตัว มีเพียงแต่ไทก้าที่ค่อยๆหยิบขวานั์คู่ใจของเขาขึ้นมาอย่างช้าๆ
“ทุกคน หนีไป!” ไทก้าะโลั่นพร้อมเงื้อขวานขึ้นเหนือหัว ฟาดไปที่พื้น
รอยแยกจากขวานแตกเป็แนวตรงคดเคี้ยวเล็กน้อยไปยังเมียร์คีธตัวแม่โดยตรง ทำให้ขาข้างหนึ่งของมันตกลงไปในหลุมทันที
มันชักขาออกมาจากรอยแยกและพุ่งจะงอยปากอันใหญ่ั์ตรงไปที่หัวของไทก้าทันที ทำให้ฝ่ายตั้งรับอย่างไทก้ายกขวานขึ้นรับเป็แนวโล่ได้ทันเวลา แต่ก็ต้านความรุนแรงไว้ไม่ได้ง่ายๆอย่างที่เขาคิดไว้ ทั้งยังกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว
เ้าเมียร์คีธจิ๋ววิ่งไปดักหน้าเซนที่กำลังเตรียมจะวิ่งหนี เขามองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางรอด
เวลม่าะโเข้าขวางระหว่างเซนและเมียร์คีธจิ๋ว พร้อมถือกระทะที่หยิบมาจากในกระเป๋าเพื่อป้องกันตัวอย่างง่ายๆไปก่อน ส่วนคูก้าก้มตัวลงกวาดหินก้อนเล็กขนาดพอดีมือสะสมไว้เต็มอ้อมแขนไปหมด
ในขณะที่ไทก้ากับเมียร์คีธตัวเบิ้มกำลังปะทะกันอยู่นั้น ไทก้าแม้จะแข็งแรงมากที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงของสัตว์ป่าขนาดั์แบบนี้ได้นานนัก เข่าของเขาค่อยๆทรุดลงจนเกือบจะติดพื้น สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าจะทนไม่ไหวแล้วในขณะที่เ้าเมียร์คีธกำลังโกรธสุดขีด และยังกระแทกขวานเขาจนนับจำนวนครั้งไม่ถ้วน
เมียร์คีธน้อยะโเข้าจู่โจมเวลม่าด้วยความเร็วสูง เธอหลับตาปี๋แล้วฟาดกระทะไปแบบมั่วๆไร้ทิศทาง ทำให้เ้าเมียร์คีธน้อยกระเด็นไปใกล้บริเวณหลุมที่ไทก้าทำรอยแตกไว้โดยบังเอิญ คูก้าได้ทีจึงขว้างหินแบบมั่วๆไปซ้ำอีกประมาณสามสี่ก้อน จนบังเอิญโดนหัวเ้าตัวเล็กจนมันกระดอนหงายท้องตกไปยังรอยแยกที่ลึกพอจะมิดหัวเมียร์คีธตัวเล็กๆได้สบาย
“แก๊ซซซซ!! แก๊ซซซซ!!” เ้าตัวเล็กร้องเสียงหลงอยู่ในหลุม
ในขณะที่เมียร์คีธตัวแม่ที่กำลังได้เปรียบไทก้า จำใจต้องผละออกจากการปะทะนั้นชั่วคราวเพื่อมารับลูกน้อย
“ไปเร็ว พวกเรา!” ไทก้าร้องลั่นในขณะที่กำลังอยู่ในจังหวะชุลมุน
“ย้ากกก!!” ไทก้าฟาดขวานซ้ำอีกทีไปยังเมียร์คีธตัวแม่เพื่อสร้างรอยแยกเหมือนที่เขาเคยทำ เพื่อเป็การถ่วงเวลาการหลบหนี
เซนได้ทีคว้าหินทั้งหมดที่คูก้าเก็บไว้ไม่ต่ำกว่าสิบลูก โดยใช้ทั้งสองมือปาด้วยแรงที่มีทั้งหมดขึ้นเหนือหัวเมียร์คีธแม่ลูก สร้างห่าฝนก้อนหินให้เป็ของแถมการจากลา
เมียร์คีธั์ร้องโวยวายด้วยความโกรธสุดขีด ในขณะที่ทุกคนรวมทั้งไทก้าทยอยวิ่งออกจากพื้นที่มุ่งสู่ทิศตะวันออกต่อไปจนลับสายตาเ้าเบิ้ม หันมาอีกทีทุกคนก็โกยแน่บไปไกลแล้ว
“อ้าวตามมาด้วยเหรอพี่ไทก้า ฉันนึกว่าพี่จะสู้กับมันได้สบายๆซะอีก” เวลม่าวิ่งไปพูดไป พลางหายใจหอบแฮก
“สู้กับไอ้เ้านั่นโดยที่พวกเ้ายังเกะกะแถวนี้อยู่ ข้าคิดว่ามันเสียเวลามากน่ะ ก็เลยคิดว่าตัดสินใจหนีดีกว่า อีกอย่างเ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักของเราด้วย”
“ระ...รอฉันด้วยสิทุกโค้น!!” เซนที่วิ่งรั้งท้ายโดยมีคูก้าวิ่งนำอยู่นิดหน่อย ไม่สามารถก้าวย่างได้เต็มที่เพราะมีเชือกระยะหนึ่งศอกคอยฉุดรั้งอยู่
และแล้วแก๊งสี่คนก็มารวมพลกันที่ริมลำธารเล็กๆแห่งหนึ่ง โดยถือโอกาสเป็การแวะพักเล็กๆเพื่อเสวนาเกี่ยวกับรายละเอียดภารกิจที่น่าจะใกล้เข้ามาทุกที
“อ่า ฉันสงสัยั้แ่เมื่อคืนแล้ว ว่าทำไมต้องเลือกให้ฉันมาเก็บเ้ากุหลาบสนนั่นด้วยล่ะ ทั้งที่ฉันไม่น่าจะแข็งแรงไปกว่าไทก้า หรืออาจจะไม่ได้ฉลาดไปกว่าเธอเลย” เซนหันหน้าไปถามเวลม่าพลางล้างหน้าล้างตาจากน้ำลำธารไปด้วย
“อืมมม จะว่าไงดีล่ะ ฉันว่าถ้านายได้เห็นสถานที่ ก็น่าจะพอรู้ว่าต้องไปเอายังไง มันก็ใช่ว่าคนที่แข็งแรงที่สุดจะไปเอากุหลาบสนมาได้ซะเมื่อไหร่” เวลม่าค่อยๆเรียบเรียงออกมาทีละประโยคจากประสบการณ์ของเธอที่ไม่เคยได้เลย
“ไปถึงที่นั่นเ้าก็จะรู้เองแหละ ว่ามันไม่ใช่ที่ของข้าเลย พลังทำลายล้างไม่ใช่ทุกอย่างของที่นี่หรอกนะ” ไทก้ากล่าวเสริม
“อืมม ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ แต่ถ้าถึงที่หมายแล้วช่วยปลดเชือกนี่หน่อยได้มั้ย ฉันล่ะไม่คล่องตัวอย่างแรง ทั้งชีวิตเพิ่งเคยถูกมัดครั้งแรกนี่แหละ” เซนยื่นแขนให้ดูพร้อมดึงเชือกให้ตึงเพื่อแสดงออกว่าเขาไม่สามารถกางแขนออกได้จนสุด
“อา จะว่าไปก็อีกไม่ไกลแล้วล่ะ พักเอาแรงกันแค่นี้แหละ” ไทก้าลุกขึ้นสะพายขวานขึ้นบ่าเพื่อเตรียมออกเดินทาง
ในที่สุดทีมสำรวจที่นำโดยไทก้าก็มาถึงป่าที่หน้าตาแปลกออกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยมีพืชพรรณส่วนใหญ่เป็สีเหลือง ต่างจากที่ปกติจะเป็โทนสีเขียวอ่อนเข้มต่างกันไป
เซนไม่เคยเห็นป่าแบบนี้มาก่อน จึงมองไปรอบทิศราวกับเด็กเพิ่งเคยเที่ยวสวนสนุกเป็ครั้งแรก สำหรับเขาแล้วจะให้วิจารณ์ป่านี้ว่าสวยก็สวย จะว่าแปลกก็แปลก เขาได้แต่หวังว่าจะไม่เจออะไรประหลาดๆอีกในป่าแห่งนี้
“อ๊ะ นั่นมันดอกทิวลี่นี่นา คูก้า” เวลม่าชี้ให้น้องชายดูต้นไม้สีดำช็อคโกแลตทรงคล้ายดอกทิวลิปที่เซนเคยเห็น
“โหวววว กินๆๆ” คูก้าตื่นเต้นมากจนตาลุกวาว
“ให้กินอันเดียวพอนะ เดี๋ยวฟันผุ ที่เหลือเก็บไว้กินวันอื่น”
“หึยยย อยากกินเยอะๆจัง” คูก้าทำหน้าหงิกงอพลางเด็ดดอกทิวลี่ใส่กระเป๋าเป้ใบเล็กๆของเขา
“นายก็ลองกินดูสิ เห็นเหนื่อยๆั้แ่เช้าแล้ว”
“ั้แ่เมื่อคืนแล้วตะหากเล่า…”
เซนเด็ดดอกทิวลี่มากัดบริเวณขอบกลีบเป็คำแรก เขารู้สึกได้ทันทีถึงพลังงานอันสดชื่นจากความหวานและขมเหมือนช็อคโกแลตราคาแพง ที่แค่เพียงััแรกก็แทรกเข้าไปทุกอณูซอกฟันและลิ้น รสชาติของมันทำให้ผู้ที่กินไม่สามารถหยุดกินได้โดยง่าย โดยเซนสังเกตได้ว่ามีแสงระเรื่อสีเขียวสว่างพุ่งพล่านออกมารอบตัวเขาเล็กน้อยอีกด้วย
“อะ...ไอ้เ้านี่มันทั้งอร่อย ทั้งสดชื่นอะไรขนาดนี้”
“ช่าย ตอนเด็กๆฉันชอบมากเลย แต่อย่ากินมากล่ะเดี๋ยวฟันผุเหมือนเ้าเปี๊ยกนั่น”
คูก้าหันมายิ้มแหยโชว์สีดำของดอกทิวลี่และฟันผุที่เต็มปากจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็อะไร พลางทยอยเด็ดดอกทิวลี่โดยไม่ได้นับจำนวน
“สำหรับข้าต้องเ้านี่ ถึงจะเข้มสะใจ” ไทก้าชี้ไปที่ดอกไม้ในทุ่งเดียวกัน ที่มีหน้าตาคล้ายกับดอกทิวลี่ หากแต่เป็สีดำขลับมันวาว
“ดาร์คทิวลี่นี่นา ว้าวของหายากนะเนี่ย” เวลม่าทำตาโต “เขาว่ากันว่าดอกทิวลี่ห้าร้อยต้น จะเจอดาร์คทิวลี่แค่ต้นเดียวล่ะ ฉันเองยังไม่เคยกินเลยสักครั้ง เจอทีไรก็เอาไปขายทุกที แหะ แหะ” เธอแลบลิ้นเขิน
ไทก้าไม่เด็ดดอกไม้นั้นขึ้นมากินในทันที แต่เขาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อที่แน่นเปรี๊ยะไปด้วยกล้ามอันใหญ่ั์ แล้วออกเดินทางต่อ
“นายกินเข้าไปแล้วรู้สึกว่าพลังเพิ่มใช่มั้ยล่ะ?” เวลม่าเอ่ยถามเซน “แต่ดอกกุหลาบสนที่เราจะไปเอาน่ะ มันทำอะไรเจ๋งๆกว่านั้นได้อีกเยอะเลย”
“ถ้ามันดีสำหรับเธอ ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ฉันอยากรู้ว่าเธอ้ามันเยอะแค่ไหน”
“อืมมม ซักสิบดอกก็พอจะใช้ได้ยาวๆจนถึงจบฤดูร้อนนี้แล้วล่ะ”
“อา อย่างน้อยฉันจะได้เตรียมตัวเตรียมใจตอนอยู่หน้างาน”
“นั่นไง ถึงแล้ว” ไทก้าชี้ขึ้นไปบนต้นไม้สูงจนทุกคนเงยหน้าขึ้นไปไม่เห็นยอดต้นไม้
“นี่แหละ ต้นกุหลาบสนที่เราตามหาล่ะ” เวลม่ายิ้มเงยหน้า พลางเอามือป้องแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดเข้ามาเล็กน้อย
“แล้วดอกมันอยู่ตรงไหน” เซนเงยหน้าจนสุดคอ แล้วรู้สึกได้ว่านี่มันสูงสุดฟ้าพอๆกับต้นไม้ที่เขาเคยเจอเป็ต้นแรกๆตอนที่ตื่นขึ้นมาบนโต๊ะประหลาดนั่นจังเลยนะ หน้าตารวมๆก็คล้ายต้นสนอยู่หรอก แต่มีคำว่ากุหลาบด้วยนี่เซนนึกภาพไม่ออก
“อยู่บนสุดนู่นเลย”
“หาาาาา?!”
“ทีนี้เข้าใจรึยังว่าทำไมคนฉลาดอย่างฉันถึงขึ้นไปเอาไม่ได้ มันต้องคนแบบนายนั่นแหละ”
“แล้วคนอย่างฉันจะทำอะไรได้เล่า ต้นไม้ก็ยังไม่เคยปีนเลย”
“ไม่ต้องปีน นี่ไงปืนยิงสลิง” เวลม่าควักอุปกรณ์ชิ้นโตออกมาจากกระเป๋าเป้ให้เซนถือไว้ “มันรับน้ำหนักได้แค่หนึ่งร้อยกิโลกรัมเท่านั้นแหละ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่พี่ไทก้าขึ้นไม่ได้เช่นกัน เพราะเรายังไม่มีปืนสลิงที่รับน้ำหนักขนาดแมมมอธได้น่ะนะ”
ไทก้าเหลือบไปทำหน้าโหดใส่เวลม่าน้องรัก พร้อมแกะเชือกทั้งข้อมือและข้อเท้าเซนด้วยการเขี่ยสลักเพียงนิดเดียว
เซนทำหน้าเหวอ ที่ไม่ยักรู้ว่าเชือกที่มัดเขามาตลอดหลายชั่วโมงนั้นแกะง่ายเหลือเกินหากรู้จุด
“เ้าขึ้นไปเถอะ ปืนนี้สำหรับมือใหม่ ยิงสักห้าหกครั้งก็น่าจะเห็นยอดกุหลาบสนแล้ว” ไทก้าแนะนำ
“การยิงสลิงแต่ละครั้งจะมีระยะสูงสุดสิบห้าเมตรนะ พอนายกดปุ่มลั่นไกตรงนิ้วชี้จะเป็การยิงออก และถ้านายกดปุ่มถอนตรงนิ้วโป้งก็จะเป็การเก็บสลิงคืน ไม่ต้องกลัวเปลือง เพราะยิงได้ไม่อั้นเลยแหละ” เวลม่าอธิบายปืนสลิงที่อยู่ในมือของเซน พลางหยิบกระเป๋าเป้เปล่าๆของเธอสะพายไปที่เซนเพื่อใช้ในการเก็บดอกกุหลาบสนเมื่อขึ้นไปถึงยอด “เอ้า ลองยิงดูซักหน่อยสิ”
เซนแหงนหน้าเล็งไปที่ต้นกุหลาบสนต้นหนึ่ง แล้วการยิงครั้งแรกก็พลาดเป้าจนต้องกดปุ่มเก็บสลิงกลับมาอีกรอบ
--ขายขี้หน้าแฮะ
เซนฝึกยิงไปเรื่อยๆจนโดนเข้าที่ต้นสนต้นหนึ่งแล้ว เมื่อเขากดปุ่มด้วยนิ้วโป้งจะเป็การคืนเชือกก็จริง แต่ในเมื่อเขาสามารถยิงสลิงเกาะกับต้นไม้ได้แล้ว นั่นจะหมายถึงการดึงตัวเข้าหาต้นไม้แทน เซนจึงพุ่งโดยตรงไปหาต้นไม้ต้นนั้นในมุมประมาณสี่สิบห้าองศา
“ย้ากกกก!!” เซนร้องด้วยความใที่เกาะต้นไม้ติดเป็ครั้งแรก
“เอามือเกาะไว้ด้วย!” เวลม่าะโ
เซนเกาะต้นไม้ด้วยสัญชาติญาณอย่างทุลักทุเล อย่างน้อยเ้าต้นไม้นี่ก็ไม่ได้มีหนามกุหลาบเหมือนชื่อ เขานึกขอบคุณที่มันยังมีความเป็ต้นสนมากกว่า จึงโอบต้นไม้ได้พอดีๆโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วย
“พี่เวลม่าขอผมอันนึง ผมอยากเล่นด้วย” คูก้าทำตาใส
“เงียบไปเลย แค่นายแอบตามมาด้วยนี่ก็เป็ภาระมากพอแล้วย่ะ”
“ใจร้าย”
“แล้วยังไงต่อ!” เซนะโเสียงดัง
“ก็เงยหน้าแล้วยิงไปทีอีกต้นสิ”
เซนเล็งด้วยความไม่มั่นใจอีกครั้ง แล้วตัดสินใจยิงไปยังต้นตรงข้าม
“โดนแล้ว!” เซนกดปุ่มคืนสลิงพุ่งตัวขึ้นไปต้นไม้อีกต้นที่สูงขึ้นอีกครั้ง
“เฉียบ! นายใช้เป็แล้วล่ะ ขึ้นไปจนสุดเลยนะ”
‘ฟี้ว….’ เสียงอะไรบางอย่างปะทะลมเฉี่ยวหูไทก้าไป
‘ปุ’ ไทก้าเหลียวหลังไปมอง พบว่ามีลูกดอกปริศนาจากใครสักคนปักเข้าที่ต้นสน
“พวกมังกี้บีธ!” ไทก้ายกขวานขึ้นมาบังตัวเขาเตรียมตั้งรับ “หาอะไรป้องกันตัวไว้!”
‘ก๊อง แก๊ง ก๊อง แก๊ง’ เสียงอาวุธระยะไกล ทั้งลูกดอก และลูกธนูปะทะกับขวานที่ไทก้าตั้งรับเป็โล่ชั่วคราว
เวลม่าไม่มีอะไรติดตัวเลยนอกจากกระทะหนึ่งใบ กับมีดเล็กๆที่ซ่อนไว้ตามตัว ส่วนคูก้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาไม่มีอะไรเลยนอกจากดอกทิวลี่แสนอร่อยของโปรดของเขา
เซนเห็นจากมุมบนว่ามีฝูงตัวอะไรสักอย่างคล้ายลิง แต่มีเขาโง้งตรงกลางหน้าผากในทรงที่ต่างกัน บ้างก็เป็ทรงตัววาย บ้างก็เป็ทรงตัวที และอื่นๆอีกมากมาย คล้ายลิงผสมด้วงในโลกของเซน ซึ่งดูจากสายตาคร่าวๆแล้วพวกมันน่าจะมารวมกันไม่ต่ำกว่า 20 ตัวที่กำลังถืออาวุธหลากหลายประเภทอีกด้วย
“รีบขึ้นไปซะ เ้าชีเปลือย!” ไทก้าะโขึ้นมา
“แล้วถ้าปีนถึงข้างบนแล้วเอาไงต่อ?”
“คิดเอาเองบ้างเซ่! ฉันก็ไม่เคยขึ้นไป” ไทก้าะโโดยไม่มองหน้าเซน หากแต่มัวนับจำนวนมังกี้บีธอยู่
“โถ่เอ้ย! งะ…งั้นระวังตัวด้วยล่ะ!”
“พี่ไทก้า สู้ๆ! พี่ไทก้า สู้ๆ!” คูก้าส่งเสียเชียร์พลางโกยก้อนหินตามพื้นใส่มืออีกหลายก้อน
--สู้ๆกันล่ะ พวกนาย
เซนค่อยๆไต่ด้วยปืนสลิงไปเรื่อยๆ พลางหากิ่งไม้ใหญ่เพื่อเป็จุดพักในแต่ละครั้งที่ยิงสลิงอย่างใจเย็น อีกประมาณสี่ห้าตลบอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็ปัญหาอะไรนัก จนกระทั่งเขามองเห็นปลายต้นสนต้นหนึ่ง ที่มีกุหลาบสนสีเหลืองอร่ามอยู่บนยอดไม้
เขาเล็งไปที่ระยะต่ำกว่าดอกกุหลาบสนดอกนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าสลิงจะเกาะติด และเขาจะยังจับยึดต้นไม้ไว้ได้อย่างมั่นคงระดับหนึ่ง
เซนยิงโดนจุดที่้า แล้วเขาก็พุ่งตัวออกไปอย่างคล่องแคล่วขึ้น
“โอ๊ยย!! อะไรกันเนี่ย!! หนาม!!” เขาพบว่ามีหนามกุหลาบแหลมคมจำนวนมาก เกิดขึ้นที่่ปลายของกุหลาบสน มันไม่ง่ายอย่างที่คาดไว้ตอนแรกจริงๆด้วย
เซนพลัดร่วงลงมาจากจุดที่เขายิงสลิงประมาณสามเมตร ปลายสลิงที่ยึดเหนี่ยวไว้ก่อนหน้าก็ไร้การยึดเกาะเสียแล้ว เขายังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดีในสภาวะกลางอากาศแบบนี้