ภายในบ้านของรินรดาที่เป็บ้านไม้ทรงไทยสองชั้น บรรยากาศตอนกลางวันก็ร้อนอบอ้าว บ้านของรินรดาอยู่ติดกับลำคลองท้ายหมู่บ้าน พ่อแม่ของเธอทำอาชีพเกษตรกร ทำไร่ ทำนา ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ขาย รินรดาก็มักจะช่วยพ่อแม่ทำงานอยู่เป็ประจำ อีกทั้งยังชอบในศิลปะการรำ จึงคิดหาวิธีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อกับแม่ให้ได้มากที่สุด หลังเลิกเรียนวันหนึ่งรินรดาก็ได้เปิดตู้เสื้อผ้าดูแล้วเห็นชุดนางรำที่มีสไบสีแดงแขวนอยู่รินรดาก็เลยตัดสินใจสวมชุดนางรำที่มีอยู่ ไปรำโชว์ตามร้านอาหารต่าง ๆ พอได้เงินมา ก็จะนำมาให้พ่อกับแม่และส่งตัวเองเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย รินรดามีน้องสาวหนึ่งคนชื่อว่า รินฤดี อายุก็ห่างกันราว 4 – 5 ปี หากรินฤดีมีสอบท่ารำในวิชานาฏศิลป์ ก็จะคอยให้รินรดาช่วยสอนให้อยู่บ่อย ๆ ทุกวันตอนเช้า รินรดาจะทำกับข้าววางไว้บนโต๊ะก่อนไปเรียนเสมอ
“พ่อ แม่ ฤดี กับข้าวอยู่บนโต๊ะนะ หนูไปเรียนก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
“พี่รินรอหนูด้วย”
“รดาไม่กินข้าวก่อนเหรอ”
“หนูยังไม่ค่อยหิวค่ะ เดี๋ยวหนูไปกินที่โรงเรียนก็ได้”
“จ้ะ”
สองพี่น้องมักจะเดินทางไปเรียนพร้อมกันเสมอ เมื่อรินรดามีเรียนเช้าและทางไปมหาวิทยาลัยของรินรดาก็เป็ทางผ่านโรงเรียนของรินฤดีอยู่แล้ว โดยทางเดินไปโรงเรียนนั้นก็จะมีซอยเล็ก ๆ และจะมีป่ารกขึ้นอยู่สองข้างทางตอนกลางคืนก็ค่อนข้างจะเปลี่ยว รินรดาได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ ที่อยู่ห่างไม่ไกลจากบ้านมากนัก แต่ต้องเดินผ่านออกมาจากซอยที่มีป่าอยู่สองข้างทาง ก็จะเจอศาลาที่รินรดานั่งคอยรถสองแถวอยู่เป็ประจำ
พอเข้ามาเรียนตอนปี 1 นั้น ทางมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ก็ได้จัดพิธีไหว้ครูตามพิธีกรรมของคณะนาฏศิลป์ที่ต้องจัดกันขึ้นในทุก ๆ ปี โดยการรำเปิดพิธีไหว้ครูนั้น นักศึกษาปี 1 จะต้องเป็ผู้รำถวายครูเท่านั้น คณะที่รำในงานวันไหว้ครูนั้น หนึ่งในนั้นก็ไม่พลาดที่จะมีรินรดาอยู่ เมื่ออาจารย์ได้เห็นฝีมือการรำของรินรดาต่างก็พากันชื่นชม เพราะมือไม้อ่อนช้อยท่าทางงดงาม ประกอบกับใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา สดใส ยิ้มแย้ม ต่อมาเมื่อมีงานรำในมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์หรือการแข่งขันรำประกวด ทางอาจารย์ก็มักจะให้รินรดาเป็ตัวแทนเสมอ จนได้เป็อันดับหนึ่งของคณะในเื่การรำ จึงทำให้เพื่อนคนอื่น ๆ นึกอิจฉา หนึ่งในนั้นก็คือ ผ่อง ที่เป็เพื่อนสนิทของเธอั้แ่อยู่ที่โรงเรียนเดิม ก่อนจะตัดสินใจเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ด้วยกัน ผ่องคือคนที่ไม่เคยได้รับคำชมจากใครเลย แม้จะพยายามซ้อมรำ หรือแต่งหน้าเพื่อให้ตัวเองโดดเด่นมากที่สุดก็ตาม ในใจของผ่องได้แต่คิดอิจฉาริษยารินรดาอยู่เป็ประจำ แต่ด้วยที่ทั้งสองเป็เพื่อนกันมาก่อน ผ่องจึงแกล้งทำเป็ยินดีกับรินรดาอยู่ตลอดเวลา
อยู่มาวันหนึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ได้จัดนิทรรศการเปิดบ้านนาฏศิลป์ขึ้น โดยพิธีเปิดงานก็มีรินรดาโชว์รำอยู่เหมือนเคย ทั้งที่ผ่องขออาสากับอาจารย์ว่าจะขึ้นรำเอง แต่ก็ไร้การตอบรับและการเห็นด้วยของคณะอาจารย์ บังเอิญผ่องได้เหลือบไปเห็นเพื่อนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันที่รู้จักกันมาั้แ่เด็ก กำลังยืนดูรินรดารำอยู่บนเวที ก็ได้เดินเข้าไปหาพร้อมกับกล่าวทักทาย
“สวัสดี ใช่เก่งหรือเปล่า”
“ใช่ ๆ เธอชื่อผ่องใช่ไหม”
“จ้ะ เธอก็มาเที่ยวงานนิทรรศการนี้ด้วยเหรอ”
“ใช่ มหาวิทยาลัยของเราหยุดให้หนึ่งวัน พอดีสาขาอื่นเขาสอบกัน”
เก่งพูดกับผ่องตามประสาเพื่อนที่เคยรู้จักกัน แต่ก็ทำให้ผ่องหยุดชะงักกับคำถามที่เก่งถามมาว่า
“ทำไมเธอไม่ได้ขึ้นไปรำ อาจารย์ไม่เลือกเธอหรือเปล่า”
“อืม ก็มีแต่เพื่อนเราแหละที่อาจารย์เรียกใช้อยู่ประจำ”
ความคิดในหัวของผ่องก็นึกขึ้นได้ว่า ‘ถ้าเรากำจัด หรือแกล้งนางรินรดาให้มันอับอาย อย่าว่าแต่อาจารย์เลยคนอื่นก็จะเอาแต่คอยหัวเราะเยาะ แล้วทีนี้เราก็อาจจะได้ขึ้นเป็อันดับหนึ่งแทนนังรินรดาก็ได้’ นึกแล้วผ่องก็คิดแผนที่จะแกล้งรินรดาให้อับอาย โดยใช้เก่งเป็เครื่องมือ ผ่องก็เอ่ยปากถามเก่งขึ้นว่า
“เก่ง เย็นวันศุกร์นี้แกว่างไหม”
“ว่างสิ มีอะไรเหรอ”
“แกเห็นคนที่รำบนเวทีเมื่อกี้ไหมตอนเปิดงาน”
“เห็นสิ สวยเนอะ ถ้าได้มาเป็แฟนก็คงจะดี”
“อยากได้ไหมล่ะ เย็นวันศุกร์นี้มีงานประจำปีที่อำเภอพอดี ฉันจะชวนมันมาด้วย แล้วแกอยากได้มันเป็แฟน เป็เมีย หรือจะทำอะไรก็ตามใจ”
“ทำไมล่ะ แกเป็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอทำไมถึงทำแบบนี้ อ๋อ เรารู้ละแกอิจฉาเพื่อนและอยากขึ้นเป็อันดับหนึ่งแทนว่างั้น”
“เออ อย่าถามให้มาก ตกลงจะเอาหรือไม่เอา”
“ได้เลยเพื่อน”
ผ่องได้บอกแผนทั้งหมดให้เก่งฟังทุกอย่าง โดยมีรายละเอียดว่า ผ่องจะชวนรินรดามาเที่ยวงานประจำปีที่อำเภอ ตอนกลับจะผ่านซอยเปลี่ยวแล้วให้เก่งไปรอที่นั้นได้เลย จากนั้นก็ให้เก่งทำทีออกมาลวนลามรินรดา และผ่องจะทำทีท่ากลัวแล้ววิ่งหนี เก่งตอบรับพร้อมกับคำขอบคุณ
จนมาถึงวันศุกร์ ผ่องก็ได้ชวนรินรดาไปเที่ยวงานอำเภอตามประสาเพื่อน
“รดา เย็นนี้ไปเที่ยวกันไหม งานอำเภอมีของขายเยอะเลย มีปาลูกโป่งด้วยนะ”
“จริงเหรอ อยากไปพอดีเลย ได้สิ”
“งั้นเดี๋ยวตอนเย็นเราไปหาที่บ้านนะ จะได้ไปพร้อมกัน”
“จ้ะ”
พอรินรดาเลิกเรียนก็ได้นั่งรถสองแถวกลับบ้านตามปกติ เดินกลับบ้านผ่านซอยป่ารกสองข้างทางเช่นเคย พอถึงบ้านก็เห็นน้องสาวก็คือรินฤดีกำลังช่วยแม่ทำกับข้าวเย็นก็เอ่ยปากถามว่า
“สองคนแม่ลูกทำอะไรกินเหรอ หอมเชียว”
รินฤดีเมื่อเห็นพี่กลับมาถึงบ้านแล้วก็ดีใจพร้อมกับตอบว่า
“แกงพะแนงค่ะ กะทิหนูคั้นเองด้วยนะ”
“จริงเหรอ เดี๋ยวพี่จะลงมาชิมนะ ขอขึ้นเอาของไปเก็บก่อน”
“ค่ะพี่”
พูดจบรินรดาก็ขึ้นไปข้างบนบ้าน อาบน้ำแต่งตัว ปะแป้งพรมน้ำหอมแล้วลงมากินข้าว แม่เห็นรินรดาแต่งตัวสวยจนอดถามไม่ได้ว่า
“จะไปไหนเหรอลูก แต่งตัวสวยเชียว”
“ไปงานประจำอำเภอค่ะแม่ ไปกับผ่อง”
รินรดาก็เอ่ยปากชวนน้องสาวแต่ถูกปฏิเสธ เนื่องจากรินฤดีเองก็มีการบ้านมากมาย เลยอยู่บ้านขอทำการบ้านดีกว่า
เมื่อรินรดาเห็นผ่องเดินตรงมาที่หน้าบ้าน ก็ขอตัวออกไปทันที แม้แต่แม่ที่กำลังจะอ้าปากถามก็ไม่ทันซะแล้ว
ผ่องกับรินรดาเดินผ่านซอยที่เปลี่ยวออกมาเพื่อนั่งรถไปงานอำเภอที่ไม่ไกลมาก พอทั้งสองมาถึงงานประจำอำเภอที่จะขึ้นทุกปี ก็มองเห็นแสงไฟหลากสีสันประดับอยู่สองข้างทาง ส่องสว่างไสว มีชิงช้า์ที่สูงจนมองเห็นได้ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับคู่รักคนอื่น ๆ ที่นั่งข้างในนั้น เด็ก ๆ ก็พากันถือสายไหมวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน รินรดากับผ่องก็เที่ยวกันจนสนุกและมองดูนาฬิกาเวลาก็ราวประมาณ 5 ทุ่ม ก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว ผ่องกับรินรดาก็นั่งรถสองแถวกลับบ้านตามเดิม และเดินกลับบ้านผ่านซอยที่มีป่าข้างที่มืดสนิทจนน่ากลัว จู่ ๆ ก็มีผู้ชายร่างใหญ่เดินตรงเข้ามา นั้นก็คือเก่ง เก่งได้เดินมาพูดจากับรินรดาว่า
“เธอชื่อรินรดาใช่ไหม ให้เราเดินไปส่งนะ แถวนี้มันน่ากลัว”
รินรดาก็ได้พูดตอบไปว่า
“ไม่เป็ไรจ้ะ ฉันเดินกลับบ้านกับเพื่อนเองได้”
รินรดารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล ก็เลยจับมือผ่องแล้วบอกให้วิ่งหนี แต่ทว่าเก่งได้จับแขนรินรดาได้ทันแล้วผลักรินรดาเข้าพุ่มไม้ข้างทาง ผ่องก็ทำทีท่าเป็ใแล้ววิ่งหนี รินรดาพยายามขัดขืนและขอร้องอ้อนวอนให้เก่งปล่อยเธอไป
“อย่าทำอะไรเราเลยนะ ขอร้อง เราไหว้ล่ะ”
“ไม่ต้องไหว้เราหรอก มาเป็เมียเราดีกว่า ปล่อยไปก็เสียดายของแย่”
รินรดาจะพยายามแค่ไหนแต่ก็สู้แรงของเก่งที่เป็ผู้ชายไม่ไหว จึงแค้นเก่งเป็อย่างมากพร้อมด่าและสาปแช่ง
“ฉันขอแช่งให้แกตกนรก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด คอยดูสักวันหนึ่งฉันจะมาเอาคืนแกอย่างสาสม”
เมื่อเก่งได้ยินรินระดาพูดแบบนั้นก็เกิดอาการโมโหขาดสติ เก่งก็ได้ทำร้ายและข่มขืนรินรดา มิหนำซ้ำเก่งก็ยังชอบมีอะไรกับผู้หญิงแบบแปลก ๆ พิสดาร จนทำให้รินรดาฮึดสู้อีกครั้ง เก่งก็พลั้งมือทำร้ายรินรดาจนสลบแล้วบีบคอ พอเก่งเริ่มมีสติก็เห็นร่างอันไร้ิญญาของรินรดาที่นอนแน่นิ่งไป พร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลงจ้องมาที่เก่ง เก่งก็ใแล้วรีบหนีไป
เช้าวันรุ่งขึ้นได้มีชาวบ้านพบศพของรินรดาก็ได้แจ้งให้กับตำรวจ และครอบครัวของรินรดาให้ทราบข่าว ตำรวจก็เรียกผ่องมาเค้นสอบปากคำเพราะแม่ของรินรดาได้บอกกับตำรวจว่า ผ่องคือคนสุดท้ายที่ได้อยู่กับรินรดา แต่ผ่องก็ทำทีท่าว่ามีโจรมาปล้นและฉุดรินรดาไปข่มขืน ส่วนตนก็ใกลัวจึงวิ่งหนีไป
เมื่อผ่องให้การกับตำรวจเสร็จแล้ว ก็รีบมาหาเก่งและต่อว่าเก่งทันที
“แกทำบ้าอะไรลงไป นี่มันนอกแผนที่ฉันบอกให้แกล้งเฉย ๆ นะ”
“ฉันขอโทษว่ะ ฉันพลั้งมือไปทำมัน”
“แล้วทีนี้แกจะทำยังไงต่อไป ถ้าแกโดนจับได้ก็อย่าสาวมาถึงฉันก็แล้วกัน”
“เออ!”
ครอบครัวของรินรดา เมื่อรู้ว่ารินรดาจากไปแล้วหัวใจก็เหมือนแตกสลายขาดเสาหลักของบ้านไปยากที่จะทำใจจึงนำร่างอันไร้ิญญาของลูกสาวกลับมาทำพิธีกรรมทางศาสนา และรินฤดีก็ไปหาหุ่นนางรำมาตัวหนึ่งแล้วพลางพูดขึ้นพร้อมกับร้องไห้ว่า
“พี่ริน ใครเป็คนทำพี่ หนูยังไม่อยากให้พี่จากครอบครัวเราไปเลย อยู่กับหนูก่อนนะ พี่มาอยู่ในหุ่นนี้ก็ได้”
รินฤดีวางหุ่นนางรำวางไว้บนโต๊ะในบ้านที่ข้าง ๆ จะมีชุดนางรำพร้อมกับชฎาวางตั้งอยู่ และมีกระถางธูป พร้อมกับรูปถ่ายพี่รินรดาในชุดนางรำวางไว้ด้วยกัน พร้อมกับนำกับข้าวที่พี่รินรดาชอบเป็แกงกะทิมาวางไว้หน้าหุ่นทุกวัน ก่อนจะไปไหนมาไหน รินฤดีก็จะพูดชวนรินรดาไปด้วยเสมอ จนมีคนมาเห็นว่ามีผู้หญิงใส่ชุดไทยยืนรำอยู่หน้าบ้านทุกวัน ส่วนเก่งก็นอนไม่ได้เพราะกลัวว่า รินรดาจะมาหลอกและกลัวความผิดถ