กู้ิจูก้มหน้าหมอบราบกับพื้นเหมือนคนอื่น ๆ มองไม่เห็นผู้ที่กำลังเดินเข้ามา ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างแ่เบาบนพรมทอเปอร์เซียลวดลายดอกไม้ กับเสียงชายกระโปรงที่ลากผ่านไปเท่านั้น
จนกระทั่งม่านผลึกแก้วส่งเสียงกระทบกันดังกังวานใส ถึงได้มีเสียงขันทีร้องบอกให้ "ลุกขึ้นได้" แเื่บนที่นั่งต่างพากันลุกขึ้นยืน แล้วกลับไปนั่งประจำที่
กัวอวี้ซิ่วเงยหน้าขึ้นมองไปยังที่นั่งประธานอย่างอดใจไม่ไหว ท่ามกลางม่านผลึกแก้วที่ถูกลดระดับลงมา มองเห็นสตรีผู้สูงศักดิ์สวมฉลองพระองค์ตี๋อีลายหงส์สีเหลืองสว่างประทับอยู่ตรงกลางอย่างเลือนราง ส่วนที่นั่งด้านข้างกลับเป็ชายหนุ่มหลายคน
สายตาของนางเลื่อนไปด้านข้าง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที รีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ส่วนกัวอวี้หลานที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า "องค์รัชทายาทนี่!"
เหล่าฮูหยินและคุณหนูบนที่นั่งต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป
กู้ิจูค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังที่นั่งประธาน องค์รัชทายาทหลี่หงมีสีหน้าอิดโรย สายตาเลื่อนลอย เอนกายพิงพนักครึ่งหนึ่ง
สายตากวาดมองไปทั่วที่นั่งแขกหญิง สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่นางกำนัลหน้าตาสะสวยคนหนึ่งที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้าง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่แฝงความสนใจ
ใบหน้าที่เคยดูหล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวไปเพราะรอยยิ้มนั้น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขยะแขยง
เมื่อมองดูบรรดาฮูหยินและคุณหนูที่พากันหน้าเปลี่ยนสี กู้ิจูก็ยิ้มบาง ๆ ไม่รู้สึกแปลกที่พวกนางจะใ
ใคร ๆ ก็รู้ว่าองค์รัชทายาทได้หมั้นหมายกับคุณหนูใหญ่เฝิงแห่งจวนสวี่กั๋วกงแล้ว และจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสในเดือนสิบ
ดังนั้นจึงไม่มีใครคาดคิดว่าองค์รัชทายาทจะมาร่วมงานเลี้ยงฉวี่เจียงด้วย ย่อมทำให้เกิดความสงสัย และคาดเดากันไปว่าฮองเฮาทรงมีพระประสงค์จะเลือกพระชายารองให้ตำหนักบูรพาหรือไม่
คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ องค์รัชทายาทก็คือเสียนอ๋องหลี่อวี้และเสี่ยนอ๋องหลี่มี่ ส่วนถัดจากพวกเขาไปคือชายหนุ่มในชุดคลุมคอกลมสีดำอมน้ำเงินปักลายดอกไม้ สวมกวานเงินคาดเข็มขัดหยก
ใบหน้าขาวซีดดูหล่อเหลามีรอยยิ้มบาง ๆ ดูคล้ายกับบัณฑิตหนุ่มผู้บอบบางธรรมดาคนหนึ่ง เขากำลังก้มหน้าจิบน้ำชาจากถ้วยอย่างช้า ๆ
ชายหนุ่มที่ไม่สะดุดตาผู้นี้นี่เอง ที่ทำให้บรรดาผู้ที่นั่งอยู่ต้องหรี่ตามองด้วยความระมัดระวัง เขาคือเฉินหลิวอ๋องหลี่เนี่ยน อดีตรัชทายาทที่ถูกปลด
ทว่าข้างกายหลี่เนี่ยนกลับมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาสวมเสื้อคลุมกว้าง กวานบนศีรษะเอียงกระเท่เร่ เส้นผมที่หลุดรุ่ยลงมาไม่อาจปิดบังใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาได้
มุมปากของเขามีรอยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ เขาตบโต๊ะเล็ก แล้วหัวเราะเสียงดัง "มีเื่ดีงามเช่นนี้ ทำไมจึงได้ดื่มแต่ของจืดชืดไร้รสชาติเช่นนี้เล่า ช่างน่าเบื่อเสียจริง!"
ท่าทีปล่อยตัวตามสบายของเขาทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว และมองเขาด้วยความสงสัย หรือว่าคนผู้นี้ก็คือคุณชายสกุลชุยแห่งป๋อหลิง ถึงได้กล้าทำตัวตามสบายต่อหน้าฮองเฮาเช่นนี้!
ทว่าใบหน้าที่หล่อเหลาจนดูประณีตของเขากลับทำให้บรรดาคุณหนูสาว ๆ หลายคนมองจนเหม่อลอย กิริยาท่าทางที่เป็ธรรมชาติของเขาไม่เพียงแต่ไม่ทำให้คนรู้สึกว่าเสียมารยาท กลับรู้สึกว่านั่นคือความจริงใจ
กู้ิจูได้ยินคุณหนูคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังกระซิบว่า "คุณชายสกุลชุยผู้นี้ช่างรูปงามเสียจริง ไม่แปลกใจเลยที่ใคร ๆ ก็บอกว่าสกุลชุยแห่งกวนหลงล้วนเป็ดั่งัในหมู่คน"
ชั่วขณะนั้น ผู้คนที่นั่งอยู่บนที่นั่งมีทั้งดีใจและกังวลใจ ที่ดีใจก็คือในงานเลี้ยงฉวี่เจียงครั้งนี้มีบุตรชายสายตรงของสกุลชุยมาร่วมงานด้วย เผื่อจะได้มีโอกาสผูกมิตรกับตระกูลขุนนางชั้นสูงบ้าง ซึ่งถือเป็เกียรติอย่างยิ่ง
ทว่าสิ่งที่น่ากังวลก็คือ ในงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเสียนอ๋องและเสี่ยนอ๋องสองพระองค์เท่านั้น แต่ยังมีองค์รัชทายาทและเฉินหลิวอ๋องอยู่ด้วย ช่างทำให้เดาพระทัยฮองเฮาไม่ออกจริง ๆ หรือว่าจะทรงเลือกพระชายาให้ทั้งสองพระองค์นี้ด้วย!
องค์รัชทายาทมีฐานะสูงส่ง เป็ถึงรัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา ทว่ากลับหลงระเริงในสุรานารี มีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ั้แ่ได้รับการแต่งตั้งเป็องค์รัชทายาทมาั้แ่เด็ก ก็ไม่เคยเป็ที่โปรดปรานของฝ่าาเลย
ฮองเฮาต้องเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อเขามาโดยตลอด ถึงขนาดยอมลดตัวไปเชิญปราชญ์ใหญ่หลูแห่งฟ่านหยางมาสอนสั่งให้ความรู้เื่การเป็กษัตริย์
ทว่าเขาก็ยังคงไม่สนใจราชกิจ กลับรับหญิงงามเข้ามาอยู่ในตำหนักบูรพามากมาย เอาแต่เมามายไม่ได้สติ ไม่มีความเป็ผู้นำเลยแม้แต่น้อย
ส่วนการพระราชทานสมรสให้แต่งงานกับเฉินหลิวอ๋องนั้น ยิ่งทำให้คนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก นั่นคือพระโอรสของอดีตฮองเฮาเฉิน อดีตรัชทายาท
ฮองเฮาองค์ปัจจุบันกับอดีตฮองเฮาเฉินทรงเป็ศัตรูคู่อาฆาตกันมานานแล้ว ได้ยินมาว่าตอนที่ฮองเฮาเฉินสิ้นพระชนม์ในคุก นางได้สาปแช่งอย่างอาฆาตมาดร้าย ขอให้ชาติหน้านางเกิดเป็แมว และฮองเฮาเกิดเป็หนู จะได้กินเนื้อฮองเฮาทุกชาติไป
ั้แ่นั้นมาในพระราชวังไท่จี๋ก็ไม่เคยเลี้ยงแมวอีกเลย
หากคุณหนูของตระกูลตนต้องแต่งงานไปเป็พระชายาของเฉินหลิวอ๋อง เกรงว่าอีกไม่นานคงต้องรับโทษร่วมกับเขา และอาจถูกลงโทษทั้งตระกูล ใครจะกล้าเสี่ยงอันตรายถึงขั้นปะาเก้าชั่วโคตรไปแต่งงานด้วยเล่า
เหล่าฮูหยินและคุณหนูที่นั่งอยู่บนที่นั่งรู้สึกอึดอัดใจราวกับนั่งอยู่บนเข็ม ก้มหน้าคิดหาทางออกอย่างร้อนใจ
"ในเมื่อเป็งานเลี้ยงชมฤดูใบไม้ผลิ ก็ไม่ต้องทำตัวเกร็งกันถึงเพียงนี้หรอก" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของฮองเฮาดังลอดผ่านม่านผลึกแก้วออกมา แฝงไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ "เลือกบัณฑิตจบใหม่สักสองคนมาเป็ทูตชมดอกไม้ ให้พวกเขาไปสำรวจบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิแทนพวกเราเถิด"
ขันทีรับคำสั่งอย่างนอบน้อม แล้วเดินไปที่ที่นั่งของบัณฑิตจบใหม่เพื่อถ่ายทอดคำสั่ง จากบรรดาบัณฑิตจบใหม่กว่าสิบคน ก็ได้เลือกตัวแทนสองคนออกมาทำหน้าที่ทูตชมดอกไม้ ซึ่งเจิ้งอวี้ก็เป็หนึ่งในนั้นด้วย
เขาเป็บัณฑิตจบใหม่ที่อายุน้อยและหล่อเหลาที่สุด แถมยังได้เป็ทูตชมดอกไม้ ย่อมตกเป็เป้าสายตาของทุกคน บรรดาคุณหนูสาว ๆ หลายคนต่างก็แอบมองเขาด้วยสายตาเขินอาย กัวอวี้หลานก็คอยชะเง้อมองไปทางเขาไม่หยุดเช่นกัน
กู้ิจูที่นั่งอยู่ด้านข้างมองเห็นทุกอย่างกระจ่างแจ้ง นางยิ้มบาง ๆ แล้วก้มหน้าจิบเครื่องดื่มของตน
แม้ว่าราชครูกัวหวายจะเป็ที่เคารพนับถือในฐานะขุนนางเก่าแก่ของอดีตฮ่องเต้ แต่ถึงอย่างไรก็อายุมากแล้ว ลูกหลานสกุลกัวก็ไม่มีใครโดดเด่นนัก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะค่อย ๆ ถดถอยลง ดังนั้นเื่การแต่งงานของคุณหนูสายตรงเหล่านี้ จึงต้องมีการวางแผนให้รอบคอบ
กัวอวี้ซิ่วก็เหมือนกับกู้ิจูในอดีต ที่มีใจให้เสียนอ๋องหลี่อวี้ ดังนั้นจึงมักจะคอยหาเื่กู้ิจูอยู่เสมอ เพียงเพื่อกำจัดคู่แข่ง ส่วนกัวอวี้หลาน เกรงว่าคงจะมีใจให้ชายหนุ่มรูปงามอย่างเจิ้งอวี้เข้าแล้ว
แต่ช่างน่าเสียดาย ที่ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ไม่ได้เป็ไปตามที่ใจหวังเสมอไป รอยยิ้มที่มุมปากของกู้ิจูค่อย ๆ จางหายไป
"เมื่อเห็นคุณหนูเหล่านี้ ก็ทำให้นึกถึงตอนที่ข้ายังอยู่ที่จวนในชิงโจว ตอนนั้นข้าก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกนาง" เสียงของฮองเฮาที่ดังลอดผ่านม่านลูกปัดมานั้นช่างทุ้มต่ำและไพเราะ แฝงไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ "เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว แม้แต่อันผิงก็อายุเท่าพวกนางแล้ว"
น้ำเสียงของพระนางเต็มไปด้วยความรู้สึกถึงวันเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสตรีสูงวัยธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่กำลังรำพึงรำพันถึงอดีต ไม่เหมือนกับสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ยืนเคียงคู่กับฝ่าาเลยแม้แต่น้อย
ปกติฮูหยินบ้านรองสกุลกัวมักจะเข้าวังไปเข้าเฝ้ากัวกุ้ยเฟยอยู่เสมอ และได้เข้าเฝ้าฮองเฮาอยู่บ่อยครั้ง ในเวลานี้จึงรีบประจบประแจงด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า "ฮองเฮาทรงกำลังอยู่ในวัยที่พระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ แม้จะมีองค์ชายสามพระองค์และองค์หญิงอันผิงแล้ว แต่ก็ยังคงงดงามราวกับหญิงสาววัยแรกแย้มเพคะ"
คำประจบสอพลอที่ตื้นเขินและตรงไปตรงมาเช่นนี้กลับทำให้ฮองเฮาที่อยู่หลังม่านลูกปัดแย้มสรวลออกมา "ข้ารู้ว่าเ้ากำลังพูดจาเอาใจข้า" สายตาของพระนางทอดมองลอดผ่านม่านลูกปัด ราวกับจะถามขึ้นลอย ๆ ว่า "ข้าได้ยินมาว่าลูกสาวของเซวียนหยางก็มาด้วยใช่หรือไม่"
.
.
.