วันต่อมา
เขาพาเธอย้ายมาอยู่คอนโดซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทั้งยังสะดวกในการทำงานเพราะห่างจากบริษัทไม่ถึงห้ากิโล ซึ่งคอนโดที่เขาซื้อมีห้องนอนแยกและห้องต่างๆ แบ่งกันเป็สัดส่วน ต่อจากนี้ไปเขาและเธอจะได้นอนแยกกันคนละห้องอย่างที่เขา้ามาตลอด ในระหว่างที่ขนย้ายของเข้าคอนโดอยู่นั้นเขาก็ให้เธอเป็ฝ่ายจัดการทั้งหมด ส่วนเขานั้นก็ไปทำงานปกติ หน้าที่ของเธอไม่ต่างอะไรจากแม่บ้านที่ต้องคอยทำทุกอย่างให้เขา นับั้แ่ทำความสะอาดไปจนถึงทำอาหารให้เขาทุกวัน
เมื่อเธอจัดของเสร็จแล้วหน้าที่ต่อไปคือทำอาหารไว้รอเขา แต่ทว่าในระหว่างที่เธอกำลังจะเริ่มทำนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นก่อน เธอรีบล้างมือและเช็ดให้แห้งก่อนจะรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ พอรู้ว่าเป็ศรัณย์โทรมาก็รีบกดรับทันที
พิ้งค์: ค่ะ
ศรัณย์: เธอไม่ดูเวลารึไง ตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว
พิ้งค์: พิ้งค์พึ่งจัดของเสร็จค่ะ กำลังจะทำกับข้าวไปส่งให้
ศรัณย์: แต่ตอนนี้มันจะเที่ยงแล้วนะ เธอจะให้ฉันกินตอนไหน
พิ้งค์: เดี๋ยวพิ้งค์จะเร่งมือ อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงค่ะ
ศรัณย์: ฉันให้เวลาเธอไม่เกินสิบห้านาที อาหารต้องถูกวางอยู่ในห้องทำงานฉัน
ตื้ด...ตื้ด...
สายโทรศัพท์ถูกวางไปโดยที่เธอไม่ทันได้อ้าปากตอบกลับ ความเอาแต่ใจนี้ทำให้เธอได้แต่พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ นิสัยแบบนี้เธอเจอจนชินแล้ว และเธอก็รู้ดีว่าที่เขาแกล้งเธออยู่ทุกวันเป็เพียงเหตุผลที่อยากให้เธอยอมแพ้ เขาพยายามแกล้งเธอทุกทางเพื่อให้เธอได้รับแรงกดดันไม่ไหว
หลังจากที่ทำอาหารมื้อเที่ยงเสร็จ เธอก็รีบหิ้วปิ่นโตพร้อมกับก้าวเท้ายาวๆ อย่างรีบร้อนเพื่อไปขึ้นแท็กซี่ที่หน้าคอนโด ใช้เวลาไม่นานก็ถึงหน้าคอนโดเขา เท้าเล็กกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าบริษัท เมื่อขึ้นไปถึงห้องทำงานของเขาเธอก็รีบเปิดประตูเข้าไปทันที
“อาหารมื้อเที่ยงมาแล้วค่ะ” น้ำเสียงเล็กปนหายใจถี่จากการเหนื่อย พร้อมกับเหงื่อไหลอาบตามไรผมทำให้เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
“เธอมาช้า 3 นาที” เธอละสายตาจากเขาก่อนจะหันไปมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา
“ช้าเพราะพิ้งค์ลืมดูเวลา แต่ก็เพิ่งขนของเสร็จค่ะ”
“เธอขนเองทั้งหมดอย่างที่ฉันบอกหรือเปล่า ไม่ได้ขี้โกงเหมือนพ่อเธอใช่มั้ย” เธอมองหน้าเขาพร้อมกับขมวดคิ้ว
“โกงอะไรของคุณ”
“ก็พูดกับฉันอีกอย่างแต่ทำอีกอย่างไง เธออาจจะจ้างคนมาช่วยขนของไม่ได้ขนเองทั้งหมดก็เป็ได้” หญิงสาวพ่นลมหายใจเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“ฉันขนเองทั้งหมดค่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไปเปิดดูกล้องวงจรปิดได้”
“หึ ถ้าทำแบบนั้นจริงก็ดีถือว่ารักษาคำพูดมากกว่าพ่อเธอ” เธอเริ่มมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ หากแต่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อน
ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” เลขาของเขาเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ย
“บอสคะ ได้เวลาเข้าประชุมแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวฉันตามไป อ๋อ เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งไป เธอช่วยเอาอาหารพวกนี้ไปให้หมาจรจัดข้างบริษัทหน่อย” ทันทีที่เขาสั่งเลขาเธอก็แอบใ ไม่คิดว่าอาหารที่เขาสั่งให้เธอทำมาส่งทุกวัน เขาไม่ได้กินแต่กลับเอาไปให้หมาจรจัดกินแทน ยิ่งทำให้เธอรู้ว่าเขาตั้งใจแกล้งเธอแค่ไหน
“ทั้งหมดเลยเหรอคะบอส”
“ใช่ ทั้งหมดเลยเพราะฉันไม่กิน” เลขาพยักหน้าตอบก่อนจะเข้ามาหยิบปิ่นโต แล้วเดินผ่านหน้าเธอออกจากห้องไป
“คุณตั้งใจแกล้งพิ้งค์ คุณเร่งให้พิ้งค์มาส่งอาหารคุณทุกวัน”
“แล้วเธอมีปัญหาอะไร ฉันสั่งให้เธอทำแต่ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องกินเองไม่ใช่รึไง ถ้าฉันต้องกินข้าวฝีมือเธอฉันยอมหมดข้าวตายยังจะดีกว่า” คำพูดทุกคำของเขาทำให้เธอรู้สึกเจ็บใจไม่น้อย
“คุณทำแบบนี้้าอะไรจากพิ้งค์กันแน่คะ ้าบีบบังคับให้พิ้งค์ทนไม่ไหวใช่มั้ย”
“ใช่” เขาตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเ็า แค่นั้นไม่พอยังส่งสายตายั่วยุเธออีกด้วย
“พิ้งค์ไม่ตลกด้วยนะคะ หยุดทำอะไรแบบนี้สักที พิ้งค์เป็ภรรยาคุณไม่ใช่คนรับใช้ที่คุณจะชี้นิ้วสั่งอะไรก็ได้ พิ้งค์ก็เป็คนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนกัน”
“เธอมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรพิชญ์สินี?”
“...”
“และฉันเคยบอกเธอแล้วใช่มั้ยว่าอยู่ข้างนอก ห้าม พูด ว่า ฉันกับเธอเป็อะไรกัน ถ้ามีคนเข้ามาได้ยินจะทำยังไง”
เขาและเธอแต่งงานกันแบบลับๆ และไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย เพราะเหตุผลที่แต่งไม่ได้มาจากทั้งสองรักกัน แต่แต่งเพื่อเป็การประกันว่าครอบครัวของเธอต้องหาเงินมาคืนเขา ทำให้เธอเป็เหมือนคนในความลับ ออกสังคมไม่ได้ ไม่มีใครรู้จักเื่ของเขาและเธอนอกเหนือจากคนรอบตัวที่สนิทจริงๆ
“กลับไปได้ละ หมดหน้าที่เธอแล้ว”
“คอยดูนะ สักวันพิ้งค์จะเอาเงินมากองตรงหน้าคุณ พิ้งค์จะได้หลุดพ้นจากวงจรบ้าๆ นี้สักที!”
“หึ ฉันก็อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ เหมือนกัน เพราะฉันเบื่อที่ต้องเห็นหน้าเธอทุกวันๆ จนจะแย่อยู่ละ อ๋อ แล้วที่บอกว่าจะเอาเงินมากองตรงหน้าฉัน พูดแล้วช่วยทำให้ได้ด้วยล่ะไม่ใช่เก่งแต่ปาก เพราะฉันรอเธอเอาเงินมาคืนฉันจะเป็ปีแล้ว”
“แน่นอนค่ะ พิ้งค์จะเอาคืนมากองตรงหน้าคุณให้ได้ แล้ววันนั้นจะเป็วันที่พิ้งค์เองหลุดพ้นจากคุณเหมือนกัน”
“หึ” เขามองหน้าเธอพร้อมกับกระตุกยิ้มเย้ย
“ขอตัวนะคะ” พูดจบเธอก็เดินออกจากห้องเขาทันที
หญิงสาวเดินออกจากบริษัทพร้อมกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ทว่าพอนึกขึ้นได้ว่าใช้โอกาสนี้แวะไปเยี่ยมคุณพ่อที่ป่วย เธอก็รีบเดินไปขึ้นแท็กซี่ที่จอดรอคิวอยู่ทันที ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงในการนั่งรถก็ถึงบ้านของเธอที่อยู่ชานเมือง
“แม่”
“อ้าว พิ้งค์มาได้ยังไงลูก” ผู้เป็แม่หันมามองหน้าเธอในระหว่างที่กำลังเตรียมอาหารอยู่
“พิ้งค์แอบมาตอนที่คุณศรัณย์เขาเข้าบริษัทค่ะ แล้วคุณพ่อล่ะคะเป็ยังไงบ้าง” ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ แต่ทว่าสีหน้าของผู้เป็แม่ไม่ดีนัก เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“อาการไม่คงที่ เมื่อวานแม่พาไปโรงพยาบาลหมอบอกว่าต้องคอยติดตามอาการอยู่เรื่อยๆ อีกสองวันก็ต้องเข้าไปตรวจอีก ยังโชคดีที่พ่อแกทำประกันไว้เยอะ ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลเลยไม่น่าห่วงมากเท่าไหร่”
“ค่ะ ั้แ่พ่อเริ่มป่วยพิ้งค์ไม่ได้มาเยี่ยมเลย จะมาก็...”
“แม่เข้าใจ แกไม่ต้องกังวลแม่อยู่กับพ่อตลอด ไม่เป็อะไรหรอก ว่าแต่แกเป็ยังไงบ้างโอเคหรือเปล่า”
“โอเคค่ะ ไม่ได้มีอะไรแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบอย่างที่พิ้งค์เคยเล่าให้ฟัง ว่าแต่...เื่ที่แม่จะขายที่ดินทางภาคเหนือ เื่ไปถึงไหนแล้วคะ พอจะทยอยคืนเขาได้บ้างยัง”
“ตอนนี้รอคอนเฟิร์มอยู่ ไม่รู้จะยังไงเหมือนกัน แม่ก็พยายามขายที่ดินบางส่วนที่ไม่จำเป็ออก แต่พอมาคำนวณดูแล้วจะขายทั้งหมดเลยก็คงไม่พอมาใช้จ่ายหนี้สินอยู่ดี อย่าลืมว่าเราไม่สามารถจ่ายทั้ง 30 ล้านได้เลย และเราไม่ได้มาหนี้กับเขาแค่คนเดียว”
“แล้วเราจะทำยังไงดีคะ นี่ก็ใกล้จะครบ 1 ปีแล้ว เขาพูดกรอกหูพิ้งค์อยู่ทุกวัน”
“เฮ้อ...แม่ก็สงสารแกที่ต้องมารักกรรมที่พ่อแม่สร้าง อดทนหน่อยนะแม่พยายามอยู่ ยิ่งตอนนี้พ่อแกมาป่วยแม่ก็ขยับไปไหนไม่ได้เลย จะจ้างให้คนมาดูแลก็ไม่ไว้ใจเพราะพ่อแกหนักขึ้นทุกวัน”
“ไม่เป็ไรค่ะ พิ้งค์ทนได้แม่อยู่ดูแลพ่อน่ะดีแล้ว ถ้าขายที่ดินได้เมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากันค่ะ”
“ตอนนี้แม่กำลังประกาศขายร้านอาหารที่อยู่ติดกับทะเล ถ้าขายได้แล้วแม่จะรีบโทรบอกนะ”
“อย่าบอกนะว่า...ตอนนี้เราแทบไม่เหลืออะไรแล้ว” ผู้เป็แม่นิ่งเงียบ ก่อนจะพยักหน้าตอบ
“เฮ้อ...”
ตืด...ตืด
“เอ่อ...แม่คะ คุณศรัณย์โทรมา” เธอร้อนรนด้วยความใที่เห็นว่าเป็เขาโทรเข้ามา
“รีบกลับเถอะ เดี๋ยวจะมีปัญหา”
“สักครู่นะคะ” เธอละสายตาจากผู้เป็แม่ ก่อนจะกดรับสาย
พิ้งค์: ฮะ...ฮัลโหล มีอะไรรึเปล่าคะ
ศรัณย์: เธออยู่ไหน
พิ้งค์: เอ่อ...พิ้งค์...
ศรัณย์: ฉันถามว่าเธออยู่ไหน ทำไมไม่กลับคอนโด
พิ้งค์: กำลังกลับค่ะ พอดีรถติดนิดหน่อย
ศรัณย์: เธอกล้าโกหกฉันงั้นเหรอ
พิ้งค์: แค่นี้ก่อนนะคะ
ศรัณย์: กลับคอนโดเราจะได้เห็นดีกัน พิชญ์สินี!