ตำหนักเฉินตี้ ภายในห้องทรงอักษร ฉางอันเล่อตรัสวลีอาการตื่นเต้น
“ความเป็เช่นไร?”
องค์ฮ่องเต้ถามกับองครักษ์เจียงไห่ ซึ่งให้สืบเสาะ
ออกตามหาร่องรอย หวังสักวันจะมีเบาะแสข่าวดีเข้ามาบ้าง
“พระสนมเอกกับเด็กยังมีชีวิตอยู่ ฝ่าา”
ผู้รับมอบหมายโดยตรง กล่าวรายงาน
“รีบบอกมาเร็ว ๆ”
ขั้นเก็บอาการนิ่งไม่ได้ ทรงเร่งสั่งรอฟังไม่ไหว
“กระหม่อมยังไม่ทราบหลักแหล่ง แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ด้วยครั้งสุดท้าย สายข่าวที่วางไว้แจ้งถึงจุดสังเกต
กิจวัตรทุกเดือนต้องได้มีกระสอบข้าวมาส่งให้ ถึงหน้าจวนพักผู้พิพากษา
องครักษ์เจียงไห่จึงเข้าไปเค้นเอาข้อมูลจากโจวหัว
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ ยังลานปะาเมื่อหลายปีก่อน
จนพอรู้ ว่าสองแม่ลูกปลอดภัยดี ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ
โจวหัวไม่ได้เปิดปาก คายออกให้หมด เพราะสำคัญผิด
คิดว่าเป็พวกของสนมเอินสือไท่ ได้ส่งมาคาดคั้น
จึงชิงตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง เนื่องเกรงกลัว
อันเื่ตนเปลี่ยนฝ่ายกลับลำ จะนำภัยมาสู่ครอบครัว
ถึงขนาดตัดช่องน้อยเสียก่อน ด่วนลาโลกชดใช้กรรม
“ข้าต้องรู้ให้ได้! ไปเร่งสืบมาอีก”
ฉางอันเล่อระคนปนผิดหวัง กะคำนวณระยะ
หากทารกในครรภ์นางคลอดแล้ว คงอยู่ใน่เติบโต
เจียงไห่น้อมรับคำบัญชา“พ่ะย่ะค่ะ”
เคลื่อนลุกขึ้นจากท่ายืนคุกเข่า ก้าวออกมา
ปล่อยองค์ฮ่องเต้ รำพันกับสายลม
“ขอบคุณ์ ที่ยังเมตตา”
ทุกข์ร้อนที่มีไม่สามารถบอกกับผู้ใดได้ นอกจากกล่าวพร่ำต่อฟ้าดิน
...สำนักสมิงเหลือง ภายในห้องเรียนมีสนทนาตอกย้ำ
“ไหนบอกข้า ถ้าแก้กลในตำราเล่มนี้สำเร็จ จะพาไปเที่ยววัดแปดเซียนอย่างไรเ้าคะ ท่านอาจารย์”
หลินอี้เอ่ยทวงสัญญา ซึ่งอาจารย์ให้ไว้
พลันลุกลี้ลุกลน“เอ่อ วันนี้อาจารย์ไม่ว่าง เอาไว้วันหน้า แล้วกันนะ”
แจ้งถึงสาเหตุ“ข้ามีธุระสำคัญ”
อาการรีบร้อน เสินหยางออกไปจากสำนักสมิงเหลือง
เดินลัดเลาะตามถนน มาหยุดยืนยังหน้าหอนารีพลิ้วเป่าเป้ย 宝 贝 โดย เป่า 宝 หมายถึงของมีค่าหายาก
ส่วน เป้ย 贝 แปลว่า หอย ในสมัยก่อนใช้แทนเงิน
หากนำมารวมกัน 宝 贝 จะแทนคำบุคคลอันเป็ที่รัก
เหลียวมองซ้ายแลขวา ก่อนมุดก้าวเข้าไปภายในสถานบันเทิง
ศูนย์รวมบุรุษทั้งหลาย มักมาเที่ยวหาความสำราญ
“ตายแล้ว! เ้าค่ะ คุณชายเสินนั่นเอง”
หญิงแต่งตัวจัดจ้าน ฉาบทาเครื่องสำอางหนาพอกเต็มใบหน้า
อุทานเสียงกรีดกรายตามจริต นางเป้ยลู่
เ้าของหอโคมเขียว ทักทายคนที่มาติดพันดาวเด่น
“อ้าว เด็ก ๆ ออกมาต้อนรับลูกค้าด้วย”
“ข้า้าพบกัวเจิน นางเท่านั้น”
เสินหยางบอกประสงค์ที่มาในวันนี้ กับตัวแม่ผู้คุมหอ
“เช่นนั้นคงต้องรอสักหน่อย เ้าคะ”
เป้ยลู่เอ่ยขึ้น พลางชี้มือไปยังสองสาวให้รับหน้ารั้งตัวเอาไว้
“เชิญ ทางนี้ก่อนคุณชาย”
เข้าประกบข้าง ดึงให้เดินตามมาถึงอีกห้องหับลับตา
บนโต๊ะสุราตั้งไว้ เตรียมพร้อมบริการแขก
“ทำใจให้สบายก่อนเถิด เ้าค่ะ”
บรรจงรินสุราเติมจอก ชวนสนุกฆ่าเวลา เพื่อให้กัวเจินนางได้จบงาน
ยังอีกฟากห้องตรงข้าม จนล่วงผ่านสองก้านธูป
่หนึ่งก้านธูป เทียบกับสิบห้านาทีกับเข็มนาฬิกา
“ข้ามาช้าไปหรือไม่ คุณชายเสิน?”
สตรีรูปร่างสมส่วน ในชุดแดงกุหลาบงาม เฉิดฉายสะกดสายตา
กัวเจินก้าวเข้ามานั่งชิดใกล้ เอ่ยถามกับชายที่มีใจให้เป็พิเศษ
“ผ่านเร็วนัก อย่าห่วงเลยแม่นาง”
สมกับที่นั่งคอย เสินหยางเืลมในกายสูบฉีดแล่น
เมื่อหญิงที่ตนสมัครรักใคร่ มานั่งแนบข้าง
มวลกลิ่นหอมรัญจวน ลอยกระทบจมูก
“ต้องขออภัย”
ยิ่งนางเอื้อมมาัั ชวนเกิดกำหนัดตามมาอีกริ้วระลอก
คราตัวจริงมายังห้องแล้ว นางรองจึงขอปลีกออกไป
บานพับประตูปิดลง อยู่กันเพียงสองต่อสอง
“มิเป็ไร”
ก่อให้เสินหยางปากคอสั่น เชื้อไฟถูกจุดติด
“ข้าขอใช้สุราจอกนี้ เป็การไถ่โทษแก่ท่านเ้าค่ะ”
กัวเจินแอ่นอกอวบอิ่ม นางยอมรับผิด
ท่วงท่ากิริยา เรียกให้กระหายขนาดกลืนน้ำลายยากเย็น
“เช่นนั้น มาร่วมดื่มกัน”เทสาดเหล้าเข้าดับ
เสียงสนทนาเล็ดลอด จากทางต้นห้องที่เสินหยางอยู่
ทำให้หลินอี้ต้องวิ่งหลบตาม ในวันนี้จะได้รู้กันไปเลย
อันตัวการใด ที่ทำให้อาจารย์ต้องบอกปัดตน
จึงแอบย่องเฝ้าดูพฤติกรรม ของผู้ใหญ่
“ซะช่า! เป็เช่นนี้เอง”
ในใจนึกฉุนจัด เมื่อเจอชนิดจะ ๆ ตรงหน้า
นางน้อยอาศัยผู้คนพลุ่นพล่าน ไม่มีใครสังเกต
อีกความอยากรู้อยากเห็น พามาถึงเคหะ ซึ่งชาย หญิง กำลังพลอดรักกัน
แสงสลัววิบวับส่องผ่านช่องบานเกล็ด
“ข้าคิดถึงเ้า เหลือเกิน”เสินหยางปล่อยคารมใส่
กัวเจินสะเทิ้นอาย ทั้งเหล้าเริ่มออกฤทธิ์
“ตัวข้า ก็เป็ดังเยี่ยงท่าน คุณชายเสิน”
อารมณ์พาไปล้วน ๆ ของนาง ตอบโต้ให้เสินหยางเคลิ้มพร้อมสู่ขั้นตอน
“เห็นใจเถิดแม่นาง อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเลย”
มือไม้อยู่ไม่เป็สุข เริ่มปลดเสื้อ จะทำการรุก
แต่ต้องชะงักกับหลินอี้ ลูกศิษย์ได้ก้าวออกจากด้านหลังตู้
ถัดจากโต๊ะเครื่องแป้ง ยืนกวักเรียกขัดจังหวะ
“ท่านพ่อจ๋า ท่านแม่ให้ข้ามาตามกลับไปกินข้าวมื้อเย็นที่บ้าน เ้าค่ะ”
แผลงอุตริโผล่มาแกล้ง ให้อาจารย์ใเล่น ๆ
เสินหยางหน้าถอดสี เนื่องสงสัยลูกศิษย์น้อย
เหตุเจอตน ยังสถานที่แห่งนี้ ซึ่งมันใช่ที่ไหนกันสำหรับเด็ก
“เ้า ๆ มาได้เช่นไร”
ส่วนอีกฝ่ายกัวเจิน นางไม่แตกต่าง เมื่อประสบพบเด็กหญิง
เข้ามาตามพ่อ ผู้เที่ยวหอนางโลมให้กลับบ้าน
“อั๊ยหยา! นี่มัน”นางงุนงงกับเื่เกิดขึ้น
“ข้าซุ่มตามตั้งนาน แล้วละนะท่านพ่อ”
หลินอี้น้อยสนุกใหญ่ เล่นบทตามทวงเอาอาจารย์คืน
เจตนาเพื่อจะได้พาไปเที่ยววัด ปีนเขาตามที่พูดไว้
“ข้าไม่คิดเลย คุณชายเสินท่านจะเป็คนเยี่ยงนี้”
เห็นผลทันที พอกัวเจินรู้ถึงสันดาน นางคำรามโกรธ
ขั้นประณามกับชายที่หนีลูก หนีเมีย มาหาความสุขจนลืมเวลา
“ช้าก่อน โปรดฟังข้าอธิบาย”เสินหยางรีบลุกคว้าแขน
“ข้าไม่มีสิ่งใด จะพูดกับท่าน”
นางสะบัดใส่ ก้าววิ่งออกจากห้องด้วยความโมโห
หลินอี้ะโปรบมือ เห็นแววเส้นชัย
“ฮ้า ๆ ๆ”
ทางเสินหยางหันมาเอ่ยสำทับ“พอได้แล้วเสี่ยวหลิน”
“เป็อย่างไรล่ะ?”
ยังปากกล้า“ฝีมือหลินอี้ พอที่อาจารย์ท่าน จะพาเข้าวัดหรือไม่”
คะนองตามประสา ดีใจถามความเห็น
“โอ้ น้อ”
อยากตบหน้าผากลงโทษตัวเอง ทั้งน้ำเสียงละห้อย
เสียดายกัวเจิน นางที่ผละเดินออกห่างทิ้งให้เคว้งคว้าง
ทุกอย่างเพียรพยายามสานสัมพันธ์ ถูกลูกศิษย์ของตน
ทำลายสิ้นลงได้ชั่วพริบตา กับความคะนองวัย
“เ้านี้ มันช่าง!”
ส่ายหัวเปิดประโยคเพียงเท่านี้ เสินหยางต้องรีบลากเอาลูกศิษย์ตาใส
หลินอี้ออกมา จนพ้นซุ้มโค้งประตูด้านนอก
“เด็กน้อยรู้ไหมม ว่ามีสิ่งใดในนี้?”เอ่ยถามอย่างจริงจัง
“แหม ๆ ท่านอาจารย์ หอเป่าเป้ยเป็ที่หาข่าวสำคัญเลยเชียวนะ”
นางอวดรู้บอกกับเสินหยาง เพราะเคยได้ยินเข้าหู
จากลูกสมุนสำนักสมิงเหลือง ชอบมาใช้เป็ที่นัดแนะ
“โธ่เอ๊ย ๆ เสี่ยวหลิน”
เสินหยางนำพาลูกศิษย์ ขยับเดินมาถึงร้านประจำข้างทาง
“บะหมี่วณิพก2ชาม”
สั่งบะหมี่รสเด็ด เน้นไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน มาให้กิน
ด้วยหมดคำพูด ที่จะสรรหาอธิบายกับหลินอี้
คงต้องรอ่เหมาะสมตามวัย จากนั้นค่อยคิดกันใหม่อีกหน
“เอาเป็ว่า พอเ้าถึงวัยควร ข้าจะพามายังหอเป่าเป้ย”
มือคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก แต่หากสมองน้อยยังมีคำถาม
“ทำไมล่ะ? ท่านอาจารย์ เมื่อตะกี้ข้าเพิ่งเข้าไป ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา”
ตามความเข้าใจของเด็ก หลินอี้คิดแค่เป็แหล่งสนุกของผู้ใหญ่
“ในตอนนี้ เ้าอาจไม่กระจ่างชัดทุกซอกมุม”
เสินหยางพูดถึงบางอย่าง ที่นางน้อยยังไม่ลึกซึ้ง
“ฐานะที่ข้าเป็อาจารย์ ขออย่าให้เ้า เดินเข้ามายังสถานที่แห่งนี้คนเดียวอีกเด็ดขาด”
กังวลกับความไม่ประสา เหล่าซือเสิน ร่ายคำตักเตือนซะยืดยาว
“ได้สิท่านอาจารย์ ข้าจะเชื่อฟัง”
หลังจากเลี้ยงบะหมี่ลูกศิษย์ ถือตกลงกันได้
จึงลงเรือนั่งข้ามฟาก เดินขึ้นเขาไปไหว้พระขอพรในวัดเซียนปา
...“ฮองเฮา! เสด็จแล้ว”
เสียงเบิกนำทางของว่านกงกง ข้ารับใช้ตำหนักเฉินตี้ดังขึ้น
ปลุกฉางอันเล่อฮ่องเต้ ให้ออกจากห้วงคนึง
ถึงอดีตเหมยฟง นางสนมเอกไปชั่วขณะ
“ถวายบังคม เพคะ”
ฮองเฮาเอินสือไท่ มาถึงแท่นบรรทม
“ว่ามาเถิดฮองเฮา มีเื่อันใด”
ตรัสเอ่ยถามราบเรียบ ความรู้สึกถดถอย
“หม่อนฉันห่วงใยสุขภาพพระวรกายของฝ่าา จึงตุ๋นรังนกมาถวายเพคะ”
เอินสือไท่บอกกับการมาเยือน ทั้งที่รู้เต็มอก
องค์ฮ่องเต้ไม่เคยมีนาง อยู่ในสายตาเลยเสียด้วยซ้ำ
แค่อาศัยยศบารมีนายพลเอินถง ผู้บิดาหนุนรองบัลลังก์ปกครอง
ผลประโยชน์ขององค์ฮ่องเต้แคว้นฉางให้แข็งแกร่ง จึงต้องยอมจำนง
“วางไว้เถิด ประเดี๋ยวข้าเสวย”
ทุกอย่างล้วนห่างเหินในท่าที ที่แสดงออกมาจนรับรู้ได้
เอินสือไท่ฮองเฮาต้องพยายาม เอาชนะใจของฉางอันเล่อ
เพราะพระองค์ คือชายที่นางแอบเฝ้าฝันั้แ่สาวรุ่นก่อนเข้าวัง
“ให้หม่อมฉันปรนนิบัติเถิดเพคะ ฝ่าา”
วอนขอนางเปิดกระปุกโถ จะใช้ช้อนตักส่งป้อน
“ไม่ต้องลำบาก”
เพิกถอนตัดบท ฉางอันเล่อพูดเพื่อผลักไส
“หม่อมฉันจะมาเยือนใหม่ เพคะ”
เอินสือไท่ นางน้อมทูลลาหลังจากถูกปฏิเสธ
อันจิตขาดรัก ให้ตระหนักทำเพื่อบ้านเมือง
การอภิเษกเชื่อมต่อสายสัมพันธ์ ถือเป็เื่ปกติของทุกราชวงศ์
“เ้าอยู่แห่งหนใดกันเล่า ฟงอ้ายเหรินของข้า”
ใฝ่ถวิลหาทั้งย้อนคิดถึงความหลัง คราได้พบพานกัน
ในงานเลี้ยงขององค์ไทเฮา ที่ส่งเทียบเชิญบรรดากุลธิดาขุนนาง
ให้มาร่วมงาน เพื่อเลือกเข้าวังถวายตัว โดยธรรมเนียมปฏิบัติ
ฮ่องเต้วัยหนุ่มแฝงปะปนมาด้วยองค์เอง ประสงค์สตรีที่คู่ควรพระทัย
เหมยฟงนางผู้ยืนหลบด้านหลัง แถวสุดรั้งท้าย
กลับเข้าตากรรมการ รอยยิ้มใสซื่อมัดใจจนฉางอันเล่อดิ้นไม่หลุด
…่เย็น ยามตะวันใกล้อัสดง
“ข้าจะทำเช่นไรดี ท่านพ่อ”
เอินสือไท่เรียกให้บิดาเข้าเฝ้ายังตำหนักเฉินไคว้อิง
เพื่อได้ระบายสิ่งอัดอั้นที่มี เพราะองค์ฮ่องเต้ฉางอันเล่อไม่เคยเหลียวแล
“ฟังพ่อนะ เ้าต้องตั้งครรภ์ให้ได้ภายในเร็ววัน”
เผยอีกกลวิธีแก่ลูกสาว ที่ใช้แผนการจนได้มาซึ่งตำแหน่งฮองเฮา
เหลือเพียงการมีบุตร หนุนฐานเสียงข้างฝักฝ่าย
“แต่ฝ่าา พระองค์ไม่เปิดโอกาสให้ตัวข้าเลย อีกทั้งห้ามบรรดานางสนมงดขึ้นงานเข้าถึง”
เดือดดาลในอารมณ์ ที่ไม่ได้ตามสิ่งตนปรารถนา
“พอมีทางอยู่”
เอินถงบอกให้เอินสือไท่ พระนางเตรียมตัวให้พร้อม
สำหรับชื่นภิรมย์กับองค์ฮ่องเต้ฉางอันเล่อคืนนี้
...เป็เอินถงต้องได้ผลักดัน ออกหน้าเอง
“กระหม่อมนายพลเอินถง ขอถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ”
ลงทุนคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์ฮ่องเต้
“เหตุธุระอันใด ถึงได้เข้าเฝ้าจวนเจียนสู่ยามวิกาลเช่นนี้”
ฉางอันเล่อต้องตรัสถาม ด้วยการมาผิดต่างเวลา
“พระอาญามิพ้นเกล้าโปรด อภัยแก่ข้ากระหม่อมด้วยเถิด ที่มารบกวนฝ่าา”
ถ้าหากไม่ทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เอินถงคงไม่ต้องกระทำการอุกอาจ
ใกล้เคียงอาญาซึ่งถือว่าิ่เหม่นนัก กับสถานะผู้บังคับบัญชาการคุมกองทัพตนเอง
“ให้ว่ามา”
ยังดีที่องค์ฮ่องเต้ฉางอันเล่อ ไม่ถึงกับระแวงมองข้ามบางข้อลง
“คือข้ากระหม่อม ถูกฮองเฮาเอินสือไท่ขอร้อง”
ทั้งหมดถูกปูทางวางแผนไว้แล้ว เอินถงเบิกความเข้าหา
“ให้มาทูล เื่พระนางจะได้อยู่วัดบำเพ็ญเพียรพ่ะย่ะค่ะ”
พูดวางหมากหาทางดึงเอาตัวองค์ฮ่องเต้
เพื่อเสด็จไปยังตำหนัก บุตรสาวของตน
“แล้วนี่ พากันอยากได้สิ่งใดล่ะ? ไม่ต้องอ้อมค้อม”
ฉางอันเล่อตรัสถาม โดยให้พูดตามตรง
“เื่ทั้งเื่มิใช่กิจของบิดาอย่างกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ออกท่าที ร่ายอารัมบทถึงธุระที่มา
“แต่โดนอ้อนวอน คงต้องทำเพื่อองค์ฮองเฮาจะได้สบายพระทัยบ้าง”
ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ
“เนื่องภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ละเลยกันมาั้แ่เด็ก”
เอินถงชักแม่น้ำทั้งห้า ขึ้นมากล่าวอ้างสาธยาย
“บอกมาเถิด”ฉางอันเล่อหลงกลเข้าเสียเเล้ว
“พระนางอยากพบฝ่าาคืนนี้ เพื่อที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรมแบบไม่ถือกังวล พ่ะย่ะค่ะ”
อุบายใช้คำลวงต้อน หวังฉางอันเล่อฮ่องเต้จนมุม
“ทรงได้รับแรงกดดันจากเหล่าเสนาข้าราชบริพาร เร่งให้มีเชื้อสาย์มาเกิดด้วย จนต้องถือศีลสร้างบารมีขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
“เอาเถิด ๆ ตัวข้าจะเสด็จ”
เพียงการไปพบ สำหรับพูดคุยตามคำขอ
ถือว่าไม่ใช่สิ่งยุ่งยากประการใด เลยตกหลุมพราง
“เป็พระกรุณายิ่ง พ่ะย่ะค่ะ”
ล่อได้สำเร็จ ต่อมาลูกสาวต้องทำได้บรรลุผล
นายพลเอินถงยืนส่งน้อมคำนับ แถวเกี้ยวหาม
ที่พาองค์ฮ่องเต้ เข้าสู่อีกยังอีกบริเวณกับดัก
พระจันทร์ลอยเด่น เหนือพุ้มไผ่ไหวโอนเอียงต้องลมหนาว
ในเดือนสิบสอง มวลบุปผาราตรียั่วยวนกลิ่นฟุ้ง
ผงกำยานถูกจุดควันอบอวลตั้งวางรับรอง
มีหรือที่ฮองเฮาเอินสือไท่ เจตนาพระนางจะปล่อยง่าย ๆ
…กายบรรทมยังไม่ตื่น จนเอ่ยเรียกขาน
“ฝ่าา เพคะ”เอินสือไท่เอื้อมถึงแตะต้อง
“ข้าอยู่ที่ไหนกันนี่?”
ถูกมอมยาไม่รู้ตัวพระองค์ ว่าทำสิ่งใดลงไป
งัวเงียลุก สิ่งแรกถามกับนางฮองเฮา
“ตำหนักเฉินไคว้อิง เพคะ”ตอบพร้อมยิ้มสมหวัง
ฉางอันเล่อปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อชัดแจ้งแล้วตนพลาดท่า
“ข้าจะกลับ!”
ขยับฝืนเดินก้าวออกมา ทั้งที่ไม่มีเสื้อผ้าติดกาย
“หม่อมฉันจัดเครื่องทรงฉลองพระองค์ ฝ่าารอถวายไว้แล้วเพคะ”
ดั่งเตรียมการมาเป็อย่างดี“เข้ามาได้”
ฮองเฮาเอินสือไท่ ดั่งประกาศถึงชัยชนะ
ต่อหน้านางรับใช้ไปในตัว สั่งจัดแจงรีบปฏิบัติ
ยามเที่ยงวัน เกี้ยวถูกหามถึงยังตำหนักเฉินตี้
ที่ประทับ มีว่านกงกงยืนรอรับการเสด็จกลับ
“ต่อไป อย่าให้ผู้ใดเข้าหาข้าอีก หากไม่ขอล่วงหน้า”
ฉางอันเล่อฮ่องเต้สั่ง เนื่องไม่พอมีเวลาไต่ตรอง
จึงเสียที ถือเป็บทเรียนต้องระวังสั่งการ
“พ่ะย่ะค่ะ”
ว่านกงกงน้อมรับ แอบยิ้มน้อย ๆ ลอบมองตามหลัง
ทั้งนึกถึงหีบกล่องไม้ใบเล็ก มวลบรรจุของติดสินบน
จำนวนก้อนเงินที่ถูกส่งมาให้ตน จากตำหนักของฮองเฮาเมื่อเช้านี้
สรุปวันนี้ส่งผลต่อเนื่อง องค์ฮ่องเต้ต้องวางราชกิจเข้าท้องพระโรง
สาเหตุยังตกอยู่ในอาการสะลึมสะลือ จากผลพวงพิษยาปลุกสวาท
ผสมสุราจอกเดียวที่ดื่มเมื่อคืน อันกลวิธีเอินสือไท่ขับเคลื่อน
ให้เกิดเหตุการณ์เผลอไผล ได้ร่วมประเวณี
“ไม่น่าเลย”
ห่างล้างราด้วยหลัก รอคอยแต่สตรีนางรัก
สุดท้ายกลับถูกทะลวง โดยแผนการของสองพ่อลูกนั่น
“ทราบแล้วฝ่าา ว่าข้าวสารส่งมาจากสำนักสมิงเหลือง พ่ะย่ะค่ะ”
ภายในห้องอักษร เจียงไห่ยืนถวายรายงาน
ฉางอันเล่อใช้เป็ที่ขลุกเก็บตัวซ่อนเงียบ ถึงกับตื่นตระหนก
“ไปหาให้พบ”จิตใจเริ่มมีประกายหวัง
“ข้ากระหม่อมจะพยายาม สาวให้ถึงเื่ราวพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์เจียงไห่ น้อมรับภารกิจมอบหมายให้คลายหม่นหมอง
“ให้เร็ว ๆ ด้วยเถิด”
ตรัสสั่ง“หากช้าไปกว่านี้ คงแย่อีก”ทอดอาลัยเจือในน้ำเสียง
ความกลัดกลุ้มรุมเร้าฉางอันเล่อ จนเสวยข้าวปลา อาหารแทบไม่ลง
หากทรงคำนึงถึงการบริหารบ้านเมือง หน้าที่ปกครอง
จึงทนแบกเอาไว้ เพื่อราษฎรของแคว้นฉาง
หากกับทางจิตใจ ช่างเหมือนทรมานกับการอยู่ไปวัน ๆ .