ตอนที่25 ผู้รอดชีวิต
“อย่าเชื่อเขานะท่านผู้นำเขาเหมือนกับสายลับของพวกอาณาจักรนภามากกว่า”
ลูกน้องคนหนึ่งของอลาสตอร์พูดบอกชายชราอย่างระแวงในตัวหลิวเย่
“พ่อหนุ่ม คุณเป็ใครกันแน่?” ชายชราเชื่อในสัญชาตญาณตนเองมากกว่า
เขามั่นใจว่าหลิวเย่ไม่ได้มีจุดประสงค์มุ่งร้ายต่อกลุ่มผู้รอดชีวิตแต่เหมือนมีจุดประสงค์อย่างอื่นมากกว่า
“ฉันไม่ได้มาจากอาณาจักรนภาแน่นอนแต่ฉัน้ารู้ข้อมูลของทายาทตระกูลคีตุส พวกคุณบอกได้ไหมว่าพวกเขาอยู่
ที่ไหน?” หลิวเย่ไม่ต้องเสียเวลาอีก เขาจึงสอบถามชายชราตามตรง
ปรากฏว่าคำถามของหลิวเย่กลับทำให้ผู้คนที่อยู่รอบตัวชายชรายิงปืนเลเซอร์เข้าใส่ตนเองอย่างรวดเร็ว
ทำให้หลิวเย่ต้องเปิดใช้งานโล่ต้านพลังะทันที“ปังๆๆๆๆๆ”
“โอ๊ะ! เขาไม่เป็อะไรเลยหรือ?”
“อ๊ะ! เขาแข็งแกร่งเกินไป”
“เขาน่ากลัวเสียจริง”
ปืนเลเซอร์ไม่สามารถทำร้ายหลิวเย่ได้แม้แต่น้อย
บรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหลายที่คุ้มกันชายชราและอลาสตอร์นั้น
พวกเขาส่งเสียงะโด้วยความตื่นใเพราะไม่คิดว่าหลิวเย่จะปลอดภัยดีทั้งที่ถูกปืนเลเซอร์ยิงเข้าใส่อย่างจัง
ชายชราแอทลาสโบกมือสั่งให้ผู้คุ้มกันหยุดยิง
เขาหรี่ตามองหลิวเย่ด้วยความสนใจพร้อมกับถามย้ำอีกครั้งด้วยความชั่งใจ
“พ่อหนุ่ม้ารู้ที่อยู่ของทายาทตระกูลคีตุสไปทำไมกันหรือ?”
หลิวเย่เห็นว่าชายชรา้าเจรจากับเขามากกว่าที่จะต่อสู้กัน
อย่างไรก็ตามฝั่งผู้คนของชายชรานั้นไม่มีใครที่สามารถต่อสู้กับหลิวเย่ได้แม่แต่คนเดียว
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจกับท่าทีของผู้คุ้มกันทั้งหลาย
“ฉัน้ารู้ข้อมูลที่อยู่ของดาวเคราะห์ที่มีพวกองค์กรซีเคร็ตหรือพวกโน้ชมากๆ”หลิวเย่ถามชายชราตามตรง
เมื่อผู้คนทั้งหลายเห็นว่าสิ่งที่หลิวเย่้ารู้นั้นไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับพวกเขา
ทำให้ชายฉกรรจ์ลดปืนเลเซอร์ลงเมื่อเหลือบมองเห็นชายชราส่งสัญญาณเชิญหลิวเย่เข้าไปข้างใน
“เช่นนั้นพ่อหนุ่มบอกได้ไหมว่าชื่ออะไร? พวกเราเข้าไปพูดคุยกันข้างในดีไหม?”
หลิวเย่เห็นท่าทีเป็มิตรจากชายชราจึงยอมบอกชื่อตนเองและตอบรับคำเชิญอย่างสบายใจว่า
“ฉันชื่อหลิวเย่ไปคุยข้างในก็ดี ยืนคุยกันคงไม่สะดวกเท่าใดนัก”
จากนั้นชายชราเดินนำหลิวเย่เข้าไปข้างในซึ่งเป็สถานที่หลบภัยของกลุ่มผู้รอดชีวิต
ระหว่างทางหลิวเย่เหลียวมองผู้คนที่ยืนมองเขาทั้งซ้ายขวาด้วยความสนใจ
โดยมีอลาสตอร์ส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจซึ่งเดินตามหลังเขาอยู่
ครู่หนึ่งแอทลาสพาหลิวเย่มาถึงห้องเก่าแต่สะอาดเหมือนได้รับการดูแลเป็อย่างดีซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน
จากัั์ของหลิวเย่นั้น
เขาเห็นที่อยู่ของผู้คนมีลักษณะเหมือนห้องเล็กๆเป็ชั้นๆเรียงตัวลงมาอย่างไม่เป็ระเบียบนัก
ผู้คนอยู่กันอย่างแออัดและมีจำนวนมากถึงเกือบหนึ่งพันคน
เมื่อแอทลาสนั่งลงในเก้าอี้ในห้องพักแล้วเขาผายมือเชิญหลิวเย่นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามตนเอง
“นั่งก่อนสิที่นี่มีแค่น้ำสะอาดรับรองแขกทางไกล”มีชายหนุ่มคนหนึ่งรินน้ำใส่แก้วใบเล็กให้หลิวเย่
“ขอบคุณ”หลิวเย่กล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท
“้ารู้ที่อยู่ของดาวเคราะห์ที่มีพวกองค์กรซีเคร็ตหรือพวกโน้ชมากๆงั้นหรือ?”
ชายชราทวนคำถามของหลิวเย่อีกครั้งด้วยความสนใจ
“ใช่ฉัน้าไปช่วยคนๆหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าดาวเคราะห์พวกนั้นอยู่ในจักรวาลไหนบ้างเพราะฮัทที่มีอยู่มันถูกจำกัดการใช้
งานน่ะ”หลิวเย่บอกข้อมูลสำคัญกับชายชราบางส่วน
ชายชราพยักหน้ารับรู้จากนั้นเขาถอนหายใจเล็กน้อยและยอมแนะนำตัวเองกับหลิวเย่โดยตรงว่า
“ฉันเข้าใจแล้วพวกเราคือกลุ่มผู้รอดชีวิต หรือก็คือทายาทตระกูลคีตุสที่เหลืออยู่ ฉันชื่อแอทลาสเป็ผู้นำกลุ่ม ส่วนนี่คือ
หลานชายคนเดียวของฉัน เขาชื่อ อลาสตอร์ส่วนดาวเคราะห์ที่พ่อหนุ่ม้ารู้นั้นฉันบอกได้แต่พ่อหนุ่มจะเดินทางไป
อย่างไรถ้าไม่มียานโดยสารข้ามจักรวาล เพราะดาวเคราะห์แต่ละดวงนั้นมันอยู่ห่างจากที่นี่ไกลมากนักที่สำคัญก็คือดาว
เคราะห์พวกนั้นอยู่กันคนละจักรวาลเลยนะ”
แอทลาสบอกกับหลิวเย่พลางสงสัยว่าหลิวเย่เดินทางมายังดาวเคราะห์นี้ได้อย่างไร
โดยที่หลิวเย่ไม่ถูกกองทัพของอาณาจักรนภาจับได้
เขาจึงตัดสินใจถามหลิวเย่โดยตรงว่า
“พ่อหนุ่มเดินทางมาที่นี่ได้ยังไง?อาณาจักรนภาไม่น่าที่จะหละหลวมในการเฝ้าระวังขนาดนั้น”
“ฉันเดินทางมาโดยวิธีพิเศษอย่าสนใจเลย แค่บอกที่อยู่ของดาวเคราะห์นั้นให้ฉันก็พอแล้ว”
หลิวเย่บอกปัดทันทีเพราะเขาไม่สามารถพูดถึงเื่ของเทเลพอร์ตได้
เขาถามแอทลาสย้ำอีกครั้งถึงที่อยู่ของดาวเคราะห์เ่าั้
แอทลาสส่งสัญญาณให้หลานชายไปนำข้อมูลที่อยู่ดาวเคราะห์มาให้หลิวเย่
อลาสตอร์หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ
ครู่หนึ่งเขาเดินออกมาพร้อมกับบันทึกโบราณเล่มหนึ่งซึ่งมีลักษณะคุ้นตาหลิวเย่
นั่นเป็เพราะว่ามันมีปกสีเงินจางๆเหมือนเล่มที่เขาเคยเห็นบนดาวขยะมาก่อน
ชายชราหยิบมาเปิดพร้อมกับบอกหลิวเย่ตามจริงว่า
“ดาวหิมะอยู่จักรวาลที่ 58 พิกัดที่........”
“ดาวเมฆาอยู่จักรวาลที่ 112 พิกัดที่.......”
“ดาวทะเลทรายอยู่จักรวาลที่ 76 พิกัดที่....... ดาวดวงนี้อยู่ใกล้กับที่นี่มากที่สุดใช้เวลาเดินทางแค่หนึ่งปีเท่านั้น”
แอทลาสบอกข้อมูลพร้อมกับลอบสังเกตท่าทีของหลิวเย่
เมื่อเห็นหลิวเย่ทำตาโตใที่พบว่าดาวทะเลทรายต้องใช้เวลาเดินทางนานถึงหนึ่งปี
ทำให้เขาแปลกใจกับท่าทางของหลิวเย่และยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าหลิวเย่ไม่ใช่พวกอาณาจักรนภาอย่างแน่นอน
“ไกลขนาดนั้นเชียวหรือ?” หลิวเย่กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
เขาไม่คิดว่าดาวเคราะห์ที่ใกล้ที่สุดยังใช้เวลาเดินทางนานถึงหนึ่งปี
แล้วถ้าเป็ดาวเคราะห์ที่ไกลที่สุดเล่าจะต้องใช้เวลากี่ปี่กันแน่
“แล้วดาวเคราะห์อีกสองดวงละจะใช้เวลานานแค่ไหน?”หลิวเย่ถามพลางกลั้นใจรอฟังคำตอบ
แอทลาสถอนหายใจเล็กน้อยก่อนตอบหลิวเย่ตามจริงว่า
“ดาวหิมะใช้เวลาอย่างเร็วยี่สิบปีส่วนดาวเมฆานั้นอย่างเร็วหนึ่งร้อยปี”
“ฮ้า! ยี่สิบปี หนึ่งร้อยปี”หลิวเย่อุทานเสียงดังด้วยความตื่นใ เขาไม่คิดว่ามันจะไกลเช่นนั้น
บรรดาชายฉกรรจ์หลายคนที่ยังยืนคุ้มกันภัยให้กับชายชราต่างพากันมองสบตากันไปมาด้วยความงุนงง
พวกเขาไม่คิดว่าจะมีคนบ้าที่อยากเดินทางไปต่างโลกซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจนเทียบเท่า่ชีวิตของคนๆหนึ่ง
หลิวเย่ปาดเหงื่อด้วยความใระคนกังวลกับการเดินทาง
ทันใดนั้นเขาพลันนึกถึงสัญจรวัตรเพราะตนมีหินพลังงานจำนวนมากอยู่ในมิติพื้นที่
ซึ่งหินพลังงานสามารถใช้เร่งการเดินทางให้เร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน
“เห็นทีคราวนี้จะต้องพึ่งพาสัญจรวัตรในการเดินทางข้ามจักรวาลเสียแล้ว”หลิวเย่คิดในใจอย่างมุ่งมั่น
ท่าทางของหลิวเย่ที่เปลี่ยนไปมาสร้างความสับสนให้กับชายชราและผู้คนกลุ่มผู้รอดชีวิต
“พ่อหนุ่มจะเดินทางไปจริงหรือ?” ชายชราถามหลิวเย่อย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ฉันจะต้องไปแต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอก ต้องรอเตรียมเสบียงอาหารสักสองสามวันก่อนน่ะ”
หลิวเย่ตอบเลี่ยงประเด็นเพื่อไม่ให้ชายชราสงสัยตนเองมากไปกว่านี้
“อ๋อ เช่นนั้นก็พักที่นี่ก่อนแล้วกัน”แอทลาสพยักหน้าเข้าใจและเชื้อเชิญหลิวเย่ให้พักอยู่ด้วย
นั่นเป็เพราะว่าเขาหวังที่จะแลกเปลี่ยนบางอย่างกับหลิวเย่
รวมถึงอาจขอให้หลิวเย่ช่วยต่อต้านกองทัพอาณาจักรนภาหากมีเหตุฉุกเฉินที่จะต้องปะทะกันนั่นเอง
หลิวเย่เห็นว่าชายชรามีน้ำใจกับตนเองย่อมต้องหวังผลประโยชน์บางอย่างแน่นอน
แต่เขาไม่กังวลกับเื่เล็กน้อยนั้น
จึงตอบตกลงอย่างผ่อนคลายว่า“ตกลง ขอบคุณท่านแอทลาสเป็อย่างยิ่ง”
หลิวเย่นึกถึงเื่ปลดล็อกฮัทจึงถามชายชราว่า
“ท่านแอทลาสมีคนที่สามารถปลดล็อกการทำงานของฮัทได้ไหม?”
“พีเคทำได้แน่นอนแต่เขาอยู่ที่อาณาจักรนภา” อลาสตอร์เป็คนตอบหลิวเย่แทนปู่ตนเอง
“พ่อหนุ่มคงไม่คิดที่จะเสี่ยงอันตรายขึ้นไปบนอาณาจักรนภาหรอกนะ”แอทลาสพูดดักคอหลิวเย่
หลิวเย่ยกยิ้มมุมปากโดยไม่ตอบชายชราแต่อย่างใด
ภายในใจของเขานั้นกำลังชั่งใจว่าควรไปดีหรือไม่
แต่ความอยากรู้อยากเห็นความเป็ไปภายในอาณาจักรนภานั้นกระตุ้นความใคร่รู้ของหลิวเย่
เขาตัดสินใจที่จะไปอาณาจักรนภาเพื่อตามหาพีเคและดูความเป็อยู่ของพวกเขา
หากพบว่าอาณาจักรนภาเป็ฝ่ายเดียวกับองค์กรซีเคร็ตจริง
เขาจะได้ถือโอกาสสร้างความปั่นป่วนและทำลายพวกเขาก่อนออกเดินทางไปยังดาวทะเลทราย
..........
แอทลาสดูเหมือนจะเดาความคิดของหลิวเย่ออก
เขาส่งเสียงบอกหลิวเย่อย่างมีความหวังว่า
“หากพ่อหนุ่มคิดจะขึ้นไปที่อาณาจักรนภาฉันขอร้องให้พาคนของฉันจำนวนหนึ่งขึ้นไปด้วยได้ไหม?”
หลิวเย่ชะงักไปครู่หนึ่งอย่างคิดไม่ถึงว่าชายชราจะคาดเดาความคิดของตนเองได้
“ผมไม่รับรองความปลอดภัยของพวกคุณหลังจากขึ้นไปแล้วนะ”เขายินดีช่วยชราแต่บอกย้ำถึงบทบาทของตนเอง
นั่นหมายถึงเขาจะทำเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองเท่านั้น
ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยผู้คนของชายชรา
“ไม่เป็ไรพวกเขาสามารถดูแลตนเองได้ พ่อหนุ่มไม่ต้องกังวลเื่นั้น” ชายชราบอกหลิวเย่อย่างยินดี
“ตกลง”หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจและยินยอมให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้รอดชีวิต
“พ่อหนุ่มสามารถพาคนขึ้นไปได้มากแค่ไหน?” แอทลาสถามเพิ่มอย่างมีความหวังกับแผนบางอย่างในใจ
“มากเท่าที่พวกคุณ้าหรือจะทั้งหมดก็ได้”หลิวเย่ตอบกลับอย่างผ่อนคลาย
เนื่องจากมิติพื้นที่ของเขาสามารถบรรจุคนหรือสิ่งมีชีวิตได้มากถึงหลายพันล้านคน
ดังนั้นแค่จำนวนคนที่เขามองเห็นอยู่ในชุมชนนี้ซึ่งมีไม่ถึงหนึ่งพันคน
จึงไม่เป็ปัญหาในการให้พวกเขาอยู่ในมิติพื้นที่ของตนเองแต่อย่างใด
ชายชราแอทลาสยิ้มกว้างอย่างพอใจก่อนบอกหลิวเย่ตามจริงอย่างมีความหวังที่จะล้มล้างอาณาจักรนภาว่า
“ไปทั้งหมดที่อยู่ในโคลนทั้งสามล้านคน พ่อหนุ่มพาไปได้ไหม?”
“อ๊ะ! พวกท่านจะไปทำาอย่างนั้นหรือ? พวกเขาอ่อนแอกว่าคนข้างบนมากนัก แล้วจะต่อสู้ได้ยังไง?”
หลิวเย่ตื่นใที่พบว่าชายชราตั้งใจที่จะพาคนทั้งหมดบุกขึ้นไปบนอาณาจักรนภาเพื่อทำา
ทั้งที่คนในโคลนมีความอ่อนแอกว่าผู้คนบนอาณาจักรนภามากนักย่อมเป็การนำผู้คนไปตายเสียมากกว่า
กลายเป็ว่าหลิวเย่เหลือบมองเห็นชายชราและผู้คนทั้งหลายรอบตัวต่างพากันยกยิ้มด้วยความขบขันเขา
อลาสตอร์ส่งเสียงบอกหลิวเย่ตามจริงว่า“คุณไม่ต้องกังวลกับพวกเราหรอก พวกเราสามารถดูแลตัวเองได้”
หลิวเย่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความแปลกใจ
เพราะเขาไม่พบว่ามีพลังปราณหรือความแข็งแกร่งเล็ดลอดออกจากตัวผู้คนทั้งหลายเหล่านี้แต่อย่างใด
“พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางได้ไหม?”
แอทลาสถามหลิวเย่เพราะเขากำลังวางแผนรวบรวมผู้คนในโคลนทั้งหมดให้พร้อมก่อนเดินทาง
“ได้สิ คุณเตรียมตัวตามสบายเลยฉันไม่มีปัญหา” หลิวเย่บอกชายชราอย่างผ่อนคลาย
จากนั้นเขาเดินตามหลังอลาสตอร์ซึ่งพาเขาไปพักผ่อนในห้องเล็กหนึ่งที่อยู่ข้างๆ
..........
รุ่งเช้าหลิวเย่ตื่นขึ้นมาและต้องพบกับภาพน่าประหลาดใจ
เนื่องจากมีผู้คนยืนอยู่เต็มลานด้านหน้าห้องพักขนาดเล็กของตนเอง
รวมทั้งเต็มทางเดินและพื้นที่โดยรอบจนแทบไม่มีที่ว่างหลงเหลืออยู่
ผู้คนทั้งหลายต่างพากันแบกสัมภาระไว้และสะพายกระเป๋าสัมภาระสิ่งของตนเอง
หลิวเย่ตาโตเบิกกว้างด้วยความตื่นใเมื่อเห็นว่าผู้คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนเองนั้น
พวกเขามีความแข็งแกร่งในขอบเขตแกนเทพระดับสูงสุด1 คน นั่นคือชายชราแอทลาสนั่นเอง
ส่วนอลาสตอร์มีความแข็งแกร่งในขอบเขตแกนเทพระดับกลาง
ชายฉกรรจ์ที่ทำหน้าที่คุ้มกันแอทลาสและอลาสตอร์ทั้งยี่สิบคนนั้น
พวกเขามีความแข็งแกร่งในขอบเขตแกนเทพระดับต้น-กลาง20 คน
ผู้คนที่เหลือเท่าที่เขามองเห็นจากัั์ในขอบเขตกว้างใหญ่ของพื้นที่โคลน
ปรากฏว่าแข็งแกร่งในขอบเขตแกน์2,000 คน ขอบเขตแกนทองคำ 100,000 คน
และขอบเขตแกนเสมือนมากถึง500,000 คน
ส่วนประชาชนทั่วไปมีความแข็งแกร่งในขอบเขตสร้างฐานรากอีกเป็จำนวนหลายแสนคน
“โอ้! พวกท่านปิดบังความแข็งแกร่งเสียมิดชิดทีเดียวเลยนะ”หลิวเย่อุทานด้วยความตื่นใ
พลางคิดอย่างไม่แปลกใจว่าเหตุใดชายชราถึงยืนยันที่จะขึ้นไปบนอาณาจักรนภา
“ฉันขอโทษด้วยที่ต้องปิดบังพ่อหนุ่มแต่พวกเรามีความจำเป็ที่จะต้องทำเช่นนั้นหากเราเปิดเผยความจริงทั้งหมดย่อม
ต้องถูกพวกมันกวาดล้างจนหมดสิ้นโดยไม่ยอมให้เราแข็งแกร่งเช่นนี้อย่างแน่นอน”
แอทลาสขอโทษหลิวเย่อย่างรู้สึกผิดที่ปิดบังความจริง
“พวกท่านปิดบังพลังแข็งแกร่งได้ยังไง?” หลิวเย่ถามชายชราด้วยความแปลกใจ
เนื่องจากแม้แต่ัั์ของเขาก็ไม่สามารถตรวจค้นพบความแข็งแกร่งของผู้คนได้แม้แต่น้อย
“มันเป็ความลับที่บอกท่านไม่ได้จริงๆขออภัยด้วยนะพ่อหนุ่ม”
แอทลาสส่ายหัวพลางตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าเล็กน้อย
หลิวเย่ไม่คาดคั้นถามหาเหตุผลเกี่ยวกับเื่นี้อีกต่อไป
เพราะถึงอย่างไรกลุ่มผู้รอดชีวิตไม่ได้แสดงตัวว่าเป็ศัตรูกับเขาก็เพียงพอแล้ว
“เช่นนั้นพวกเราออกเดินทางตอนนี้เลยดีไหมท่านปู่เวลานี้เป็จังหวะที่พวกมันหละหลวมในเื่การเฝ้าระวังมากที่สุด
อย่างน้อยพวกมันจะได้ไม่ไหวตัวและตอบโต้พวกเราได้ทัน”
อลาสตอร์เสนอความคิดเห็นตามแผนกลยุทธ์การต่อสู้ที่ได้ปรึกษากันไว้ล่วงหน้าแล้ว