Afterstory: ชิฌา
เกะกะขวางลูกตา หน้าตาบ้านๆ ควงสอง น่าหมั่นไส้เกินบรรยาย เจ้ารองหัวหน้าห้องที่เอาแต่เกาะติดเลย์ลากับลิลิคนนั้น!ฉันเดินหาที่นั่งในสนามของโรงเรียนหลังเดินชนตานั่นด้วยความหมั่นไส้จะมั่นหน้าไปถึงไหนกันนะ คิดว่าตัวเองรู้จักกับดาวโรงเรียนแล้วจะ—“โย่!”ฉันสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อคนที่ฉันนินทาอย่างเผ็ดร้อนอยู่ในใจดันโผล่มาข้างหลังแบบไม่ทันตั้งตัว“นาย...อะ อัศวิน...?!”“ชนกันไม่ขอโทษเลยนะ คิดว่าจะมาถามสักหน่อยว่าโมโหใครรึเปล่า ดันมานั่งหงอยคนเดียวใต้ต้นไม้ ผิดคาดนิดหน่อยนะ คุณหนูชิฌา”“อะไรยะ มีปัญหาอะไรกับฉัน?” ฉันลุกพรวด อีกฝ่ายยกมือสองข้างขึ้น“แค่สงสัยว่าอะไรทำให้ราชินีน้ำแข็งอย่างคุณหนูชิฌาต้องมานั่งกลุ้มอยู่คนเดียว”“เรียกฉันว่าคุณหนูอีกที ฉันจะต่อย!”“หวาย มิกล้าขอรับ แค่เป็นห่วงเฉยๆ!”ถึงสีหน้าจะกะลิ้มกะเหลี่ยน่าหมั่นไส้ แต่ฉันไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายเลยถอนหายใจยอมบอกเขาเป็นทาน“ไม่มีอะไร แค่เรื่องที่บ้าน” ฉันกระแทกตัวนั่งตามเดิม “พ่อแม่ฉันล็อกตัวเจ้าบ่าวในอนาคตของฉันไว้ แล้วคนคนนั้น...ดันกลายเป็นญาติห่างๆ ของฉัน ฮึ เป็นใครก็ต้องกลุ้ม ใครจะอยากแต่งงานกับญาติตัวเอง”“เรื่องใหญ่เลยนี่นา...”“นายก็อย่าเอาไปแพร่งพรายนะยะ คนนั้นอยู่ในโรงเรียนนี้ด้วย ขืนถึงหูละก็เป็นเรื่องแน่”“อืม...ฉันว่ามีวิธีแก้ปัญหานี้แบบโง่ๆ อยู่นะ”“อะไรยะ? ให้ฉันแกล้งคบกับนาย พอพ่อแม่ฉันเห็นจะได้ใจอ่อนไม่ให้ฉันแต่งงานกับคนนั้นเหรอ?”ฉันแค่นหัวเราะ แต่ประโยคถัดมาทำเอาฉันแทบหงาย“ทำไมล่ะ? ลองดูก็ไม่เสียหายเนอะ” --- คนที่พ่อแม่ดูตัวไว้ให้ฉันอยู่ม.6 เขาชื่อทัด มีคำนำหน้าว่าคุณชาย รวมกันเป็นคุณชายทัดตำแหน่งทางการของเขาในสภานักเรียนคือเลขา ทว่าหน้าที่ประจำของเขาในโรงเรียนกลับไม่ใช่งานนั่งโต๊ะ แต่เป็นการเดินตรวจตราตึกเรียนช่วงพักกลางวันไม่ให้เด็กขึ้นตึกมาทำอะไรไม่ดีอีตาอัศวินเลยเสนอให้เราจู๋จี๋กันบนตึกเรียน“อีตาบ้า ชื่อเสียงฉันก็พังหมดสิยะ”“ชื่อเสียงคุณหนูพัง ชื่อเสียงผมก็ไปเหมือนกัน เสียชื่อรองหัวหน้าห้องหมด แต่มีวิธีอะไรจะได้ผลดีขนาดนี้อีกไหมล่ะ?”เราซ่อนอยู่ใต้บันไดขึ้นชั้นสามซึ่งเป็นที่เก็บของไปในตัว“ยี้ แต่ฉันต้องมาแกล้งทำเป็นจู๋จี๋กับผู้ชายขี้ม่ออย่างนาย ขนลุก”“ผมไปม่อใส่ใครตอนไหนครับคุณหนู?”“ก็ทั้งเลย์ลา ทั้งลิลิ นั่นยังไม่เรียกม่ออีกเหรอยะ?”อัศวินหัวเราะก๊าก บ้าอะไรของมันนะ?!“เลย์ลากับลิลิเป็นเพื่อนฉันมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว บ้านก็อยู่ติดกัน ถ้าแค่นั้นเรียกว่าม่อ แสดงว่าตอนนี้ที่ฉันมาคุยกับเธอคืออภินิหารร่างอวตารสุดท้ายของการม่อใช่ไหม?”ฉันไม่รู้มาก่อนว่าเขารู้จักสองคนนั้นมาตั้งแต่เด็ก สะ เสียหน้าชะมัด...!“หุบปากไปเลยย่ะ!” ฉันตีแขนเขา“โอ๊ย ตีกันทำไม?”“ก็กวนประสาท!”“ไหนที่เรียกกวนประสาท? ยังไม่ได้เอาขั้วไฟฟ้าแปะหัวเธอจะเรียกกวนประสาทได้ไง?”“แบบนี้แหละที่เรียกกวนประสาท!”“...ทั้งสองคน ทำอะไรกัน?”ฉันกับอีตาอัศวินสะดุ้งโหยง ลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน มองไปทางต้นเสียงก็เห็นพี่ทัดยืนอยู่ ท่าทางจะยืนฟังเรามาสักพักแล้วด้วย!“มาจู๋จี๋กันครับพี่” อัศวินตอบแบบไม่ลังเล ฉันเลยกระทืบเท้าเขาเข้าให้“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ โฮะๆ” แต่พอฉันตอบแบบนั้นก็โดนเขาศอก“ลงไปข้างล่างเลยนะ ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ข้างบน เดี๋ยวเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีใครมาช่วย” พี่ทัดชี้ไปที่บันได พวกเราพยักหน้ากันรัวๆ ฉันรีบเดินนำลิ่วลงไปก่อน แต่อีตาอัศวินดันหันกลับไปพูดกับพี่ทัดว่า“เอ้อ พี่จะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขอแย่งตัวเจ้าสาวในอนาคตของพี่?”ฉันเบิกตาโพลง แทบอยากกระชากไอ้หมอนี่เหวี่ยงลงบันไดให้รู้แล้วรู้รอด พี่ทัดยืนอึ้งประมวลผลคำพูดนั้น ฉันเลยรีบดึงแขนอัศวินให้ลงไปข้างล่างก่อนที่เรื่องจะบานปลายกว่านี้“พูดแบบนั้นทำไม?!”“อ้าว ก็นึกว่านี่คือจุดประสงค์ของการที่ฉันมาช่วยเธอ ฉันอุตส่าห์สละเวลาที่จะได้ไปเล่นบาสไม่ก็บำเพ็ญประโยชน์อย่างอื่นมาช่วยเธอหนีจากการโดนจับแต่งงานกับญาติเลยนะ ขอบคุณกันสักคำสิ”ฉันเคี้ยวฟันกรอดๆ อีตานี่จะสำคัญตนผิดไปถึงไหน...“ฮึ ถ้านายอยากช่วยฉันจริง วันเสาร์นี้พ่อแม่ฉันกับพ่อแม่พี่ทัดจะนัดทานข้าวกลางวันกัน ถ้านายอยากช่วยฉันจริงก็มาที่บ้านฉัน เสนอตัวให้พ่อแม่ฉันเห็นเลยสิ”อัศวินกะพริบตาจนฉันอยากตบปากตัวเองว่าพูดอะไรเหมือนนางร้ายอย่างนั้นไปได้ไง“ก็ได้นะ กินฟรีรึเปล่า?”“อีตาบ้านี่!!!”ฉันฟาดแขนเขาแรงๆ อีกทีจนอีกฝ่ายร้องโอดโอยแต่สุดท้ายวันเสาร์ ฉันก็เปิดประตูไปเจอเขาอยู่หน้าบ้าน --- ฉันนั่งแทรกกลางระหว่างอัศวินกับพี่ทัด ฝ่ายอัศวินก็พูดจ้อ เรียกคะแนนจากเหล่าผู้ปกครองไปไม่น้อย พอฉันโดนถามเรื่องเขาก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ไปตามน้ำ ฝ่ายพี่ทัดก็ดูจะไม่อะไรเป็นพิเศษ ก็ดีแล้วล่ะทว่าพอจบมื้ออาหารนั้น ฉันก็โดนพี่ทัดดึงตัวไปคุยนอกรอบ“ฌาไม่ได้คบกับเขาจริงๆ ใช่ไหม?”“...”“พี่ดูออกหรอก อันที่จริงพี่ก็ไม่ได้ชอบการแต่งงานแบบนี้เลย บังคับกันแต่เด็ก อึดอัดจะแย่ มีอัศวินมาก็ดีแล้ว ไหนๆ ก็พามาให้พ่อแม่ดูตัว ทำไมไม่คบกันจริงๆ ไปเลยล่ะ?”“หา?! กับอีผู้ชายเกรียนนั่นนะเหรอ?”“ก็ไม่เสียหายนี่”“ใครพูดถึงผมรึเปล่าเอ่ย?” พอพูดถึง อัศวินก็โผล่มาอย่างกับมีหูทิพย์“เปล๊า” ฉันเชิดปากใส่ “แค่พูดถึงใครบางคนที่สะเออะมาทั้งที่แค่ชวนขำๆ กะเททีหลัง”“เทได้ก็ให้รู้ไป ฉันน่ะสายตื๊อ” อัศวินยิ้มกวนประสาท อยากเอาส้นเท้าประทับหน้าจริงๆ ติดที่ว่าอยู่บ้านต้องรักษามารยาท“พี่ไปช่วยในครัวเก็บจานนะ ทั้งสองคนไม่ต้องมาช่วยล่ะ เดี๋ยวจานแตกยกครัว” พี่ทัดพูดขำๆ ก่อนจะวิ่งจากไปอย่างเร็ว ยังไม่ทันไรพ่อแม่ฉันก็เดินมาหาพวกเรา“อัศวิน หนูจะอยู่ต่อก็ได้นะลูก ไม่ต้องรีบกลับ จะกลับเมื่อไหร่เดี๋ยวให้คนรถไปส่ง”“ครับผม ขอบคุณคุณน้ามากเลยนะครับ เลี้ยงข้าวอร่อยๆ แล้วยังอุตส่าห์จะไปส่งผมอีก”“ไม่เป็นไรหรอกลูก ตามสบายๆ”แม่เจ้า ทำไมพ่อแม่ฉันดูเปลี่ยนไป...“ถือว่าสำเร็จด้วยดี?” อัศวินยักคิ้ว“ก็...ถือว่านายสร้างความประทับใจแรกที่ดี”“อื้อ สร้างไว้ขนาดนี้ จะทิ้งก็เสียดาย ไหนๆ พี่ทัดก็ไฟเขียวแล้ว เรามาคบกันจริงๆ ดูไหมล่ะ?”“ว่าไงนะยะ?! ฉันน่ะเหรอคบกับผู้ชายแบบนาย?!”“ผู้ชายแบบฉันมันยังไง? ว่ามา”“ก็...” ฉันกัดปาก รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ “พูดจาหว่านเสน่ห์ไปทั่ว ชอบเล่นอะไรแผลงๆ ไม่มีความเกรงใจ แล้วยังมาจุ้นจ้านเรื่องของคนอื่นอีก”“หรือเธอไม่อยากให้ฉันช่วยแต่แรก?”“ก็...” ฉันอ้าปากแต่ดันเถียงไม่ออก เพราะคนที่ขอแบบอ้อมๆ ตอนแรกก็ฉันไม่ใช่เหรอ? “ก็ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ฉันอยากสานสัมพันธ์ยาวๆ อะไรกับนายนะยะ”“ตอนนี้ไม่ได้ แสดงว่าตอนหน้าอาจจะได้”“อีตาบ้า! ตื๊ออะไรหนักหนา? เป็นอะไรกับฉันมากเหรอ?!”“ตอนนี้ไม่เป็น แต่ตอนหน้าอยากเป็น”“ไอ้ขี้ม่อ!”ฉันฟาดเขาแรงๆ จนอีกฝ่ายวิ่งหนีอย่างเร็วเฮ้อ... นี่ฉันคิดผิดรึเปล่าเนี่ยที่ให้เขาช่วยแต่แรก?!