“นายชื่ออะไร?” หลินเป่ยเฟิงถามพลางโยนกล่องไม้ขีดให้เพื่อนใหม่
“หานเซิน” หานเซินรับกล่องไม้ขีดมาและจุดบุหรี่ ก่อนอัดควันร้อน ๆ เข้าเต็มปอด ‘บุหรี่แบล็กฟอเรสต์’ บุหรี่มีชื่อเสียง ผลิตจากใบยาสูบชั้นดีจากดาวแบล็กฟอเรสต์ ไม่เพียงไม่เป็อันตรายต่อร่างกาย แต่ยังช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วย
สำหรับคนที่ต้องเผชิญความเครียด ความกดดัน จากการเสี่ยงชีวิตในก็อดแซงก์ทัวรีแบบนี้ บุหรี่แบล็กฟอเรสต์เป็ไอเทมชั้นยอดที่ช่วยให้ผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง
“พี่หาน ไม่ต้องห่วงนะ ขอแค่กลับไปถึงฐานพักพิงได้ เื่เงินไม่ใช่ปัญหา อะไรที่จัดการได้ด้วยเงิน ฉัน–หลินเป่ยเฟิง ไม่เคยอิดออดอยู่แล้ว…”
หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก หานเซินก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ หลินเป่ยเฟิงไม่ใช่แค่คนรวยธรรมดา แต่เป็อภิมหึมามหาเศรษฐีที่อภิมหึมามหาซวย ทว่าเขายังมีโชคอยู่บ้าง ่แรกที่เขาเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีก็โชคดีที่มีคนรู้จักที่แข็งแกร่งอยู่ในฐานพักพิง เขาใช้เงินซื้อิญญาอสูรกลายพันธุ์หลายประเภท ทั้งชุดเกราะ อาวุธ สัตว์ขี่ และอสูรต่อสู้
เขายังจ้างคนกลุ่มหนึ่งให้ติดตามเขาไปล่าอสูรกลายพันธุ์บ่อย ๆ โดยหวังว่าจะโชคดีเจออสูรเืศักดิ์สิทธิ์และล่าได้
ซึ่งโชคของเขาก็ยังดีพอที่ทำให้เขาพบอสูรเืศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ
แต่…
หลังจากนั้นโชคของเขากลับไม่สวยเท่าไหร่
กลุ่มของเขาถูกอสูรแมมมอททั้งฝูงโจมตี คนที่เขาจ้างมาตายไปหลายคน บางส่วนหนีไปได้ หลินเป่ยเฟิงเองก็ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเข้าป่าลึก
เขาถูกอสูรทั้งฝูงไล่ตาม เกือบเอาชีวิตไม่รอดจนวิ่งมาถึงที่นี่ ิญญาอสูรที่เขาซื้อไว้เสียไปหมดแล้วจากการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ถ้าไม่ได้เจอหานเซิน เขาคงถูกฝูงแมมมอทเหยียบตายไปแล้ว
“พี่หาน ที่นี่อยู่ไกลจากฐานพักพิงเกียรติยศแค่ไหน?” หลินเป่ยเฟิงถามขึ้นอีกครั้ง
“พี่หลินน่าจะถามผิดแล้วละ พี่น่าจะถามว่าฐานพักพิงที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนมากกว่า เพราะฉันไม่รู้จักฐานพักพิงเกียรติยศอะไรนั่นเลย” หานเซินยิ้มแห้ง
หลินเป่ยเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นหน้าก็เปลี่ยนสี “พี่หานไม่ล้อฉันเล่นใช่ไหม?”
“ฉันมาจากฐานพักพิงเกราะเหล็ก ถ้าจะกลับไปก็ต้องใช้เวลาราว ๆ สิบกว่าวัน” หานเซินพูดพร้อมยิ้มแห้งกว่าเดิม
“บ้าเอ๊ย! ฉันวิ่งมาเข้าเขตฐานพักพิงอื่นแล้วจริง ๆ เหรอเนี่ย” หลินเป่ยเฟิงเด้งตัวลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก ก่อนสีหน้าจะเต็มไปด้วยความหดหู่
เขามีคนรู้จักอยู่ที่ฐานพักพิงเกียรติยศ ซึ่งทำให้การซื้อเนื้อและิญญาอสูรเป็เื่ง่าย แต่ถ้าไปอยู่ฐานพักพิงอื่นโดยไม่มีคนรู้จัก ต่อให้มีเงินก็อาจซื้อของระดับสูงยากมาก
“บอกหน่อยได้ไหม นายทำอะไรให้ฝูงแมมมอทพวกนั้นมันโกรธจัดขนาดนี้?” หานเซินก้มมองฝูงแมมมอทที่ยังไม่ล่าถอย พวกมันยังคงคำรามและพยายามปีนขึ้นผา ชูงวงเพื่อจะคว้าตัวพวกเขา แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่โต บวกกับชะง่อนผาอยู่สูงเกินไปทำให้พวกมันทำอะไรไม่ได้
“ก็... แค่เดินมาจนหิว แล้วเห็นสัตว์…เอ่อ… ตัวเล็ก ๆ… กินหญ้าอยู่ ก็เลย…” หลินเป่ยเฟิงหน้าหดเหลือสองนิ้ว ดูสลดเหมือนคนกลัวความผิด
“อืม ๆ คงจะซวยจริง ๆ อะเนาะ น่าสงสาร ๆ” หานเซินพยักหน้าหงึกหงักเหมือนจะเข้าใจ แล้วพูดเหมือนจะปลอบ “ดูท่าพวกเราคงต้องติดอยู่ที่นี่อีกสักพัก รอจนกว่าพวกแมมมอทจะไป ถึงจะเดินทางกลับฐานพักพิงได้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เรามาเป็พันธมิตรที่ดีต่อกันก็แล้วกันเนอะ”
“ใช่ ๆ พันธมิตรที่ดี ๆ” หลินเป่ยเฟิงรับคำพร้อมยิ้มตาหยี ไม่นานนักเขาก็เอียงหัวขยับตัวเข้าหาหานเซิน “พี่หาน ฉันหิวน้ำมากเลย ขอดื่มน้ำจากถุงน้ำของพี่หน่อยได้ไหม?”
“ได้เลย!...
…แก้วละหมื่น!”
หานเซินตอบก่อนยิ้มแฉ่ง
“ฮะ! อะไรอะ ไหนเมื่อกี้พูดซะดิบดีว่าเราเป็พันธมิตรที่ดีต่อกันไง!” หลินเป่ยเฟิงย่นคิ้วร้องเสียงหลง
“ก็…นายจ่ายเงิน ฉันขายน้ำ นี่แหละคือพันธมิตรที่ดี” พันธมิตรที่ดี(ที่หนึ่ง)อธิบาย สีหน้าท่าทางไม่สะทกสะท้าน
พันธมิตรที่ดี(ที่สอง)ถอนหายใจพรืด
“ฉันรวยก็จริง แต่แค่น้ำเปล่าแก้วเดียว นายคิดแพงไปรึเปล่า แพงกว่าน้ำจากดาวทะเลสาบหิมะอีกนะ ที่นั่นหมื่นนึงยังซื้อน้ำได้ตั้งหลายขวด แต่นี่ของนายไม่ได้มาจากทะเลสาบหิมะแน่ ๆ” หลินเป่ยเฟิงถามพร้อมเหลือบมองถุงน้ำของหานเซินแววตาดูแคลน
“เหยย~ อย่าพูดแบบนั้นสิ ถึงจะเป็แค่น้ำจากบ่อน้ำธรรมดา แต่เราไม่รู้ว่าจะติดอยู่ที่นี่นานแค่ไหน น้ำคือสิ่งที่ยื้อชีวิตเราได้ ถ้าไม่มีน้ำ อีกไม่กี่วันเราก็ต้องตาย สถานการณ์วิกฤตแบบนี้ ลองคิดดูว่าน้ำแก้วละหมื่นมันคุ้มค่าไหม” หานเซินโน้มน้าว คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นสูง
“มัน… ก็คุ้มอยู่ เอ้า! หมื่นก็หมื่น แต่ว่ากระเป๋าเงินของฉันดันหล่นหายระหว่างทางไปแล้วนี่สิ! ขอฉันติดนายไว้ก่อนได้ไหม กลับไปที่ฐานพักพิงเมื่อไหร่ ฉันจะคืนให้เป็สองเท่าเลย” หลินเป่ยเฟิงกัดฟันตกลงก่อนจะบอกเล่าความจริงหน้าเศร้า
“เราก็ไม่ได้รู้จักกันเป็การส่วนตัว อีกอย่างนายยังติดหนี้ค่าช่วยชีวิตฉันอยู่ แล้วนายยังจะขอติดเงินเพิ่มอีก มันจะทำให้ฉันลำบากใจนะ” หานเซินทำท่าทีอึดอัด
“สามเท่า!... สี่เท่าก็ได้อะ!”
“โอเค! ดีล” หานเซินตอบรับฉับพลัน
หานเซินหยิบแก้วที่เขาพกมาด้วยและรินน้ำให้หลินเป่ยเฟิงสามแก้ว หลินเป่ยเฟิงดื่มหมดรวดเดียว จากนั้นเขาก็ยื่นแก้วไปให้หานเซินอีกครั้ง แววตาบ่งบอกว่าขอเติมอีก
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน น้ำที่ฉันพกมาก็ไม่ได้เยอะ เราคงต้องประหยัดหน่อย ไม่รู้ว่าพวกแมมมอทจะไปเมื่อไหร่” หานเซินพูดพลางเก็บถุงน้ำกลับ
“...” ฝ่ายคนขอน้ำดื่มพูดไม่ออก (=*=)
“นี่พี่หาน ที่นายสามารถเดินทางในป่าลึกตามลำพังแบบนี้ได้ แสดงว่าต้องมีฝีมือเก่งกาจสุด ๆ เป็ยอดนักรบที่ไม่หวั่นไหวต่ออะไรทั้งสิ้น… จริงไหม?” หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ หลินเป่ยเฟิงก็เปิดปากประจบประแจง
“มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ” หานเซินขมวดคิ้ว หรี่ตามองด้วยความระแวง
คนมีอะไรฉีกยิ้มขณะเขยิบเข้าไปใกล้อีกฝ่าย “พี่หาน ิญญาอสูรของฉันถูกทำลายไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง ใจมันเลยหวิว ๆ รู้สึกไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ พี่พอมีิญญาอสูรสำรองไหม ขายให้ฉันสักดวงสิ?”
ได้ยินคำว่า ‘ิญญาอสูร’ ความหดหู่ก็จู่โจมใจหานเซินทันที ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาก็ฆ่าอสูรระดับโบราณไปไม่น้อย แต่กลับไม่ได้ิญญาอสูรแม้แต่ดวงเดียว จนเขาชักสงสัยแล้วว่าโชคดีเกี่ยวกับิญญาอสูรของตนคงถูกใช้หมดไปกับเกราะทองเืศักดิ์สิทธิ์และร่างแปลงเซนทอร์ที่ได้มาก่อนหน้านี้ไปแล้ว
“ไม่มีิญญาอสูร แต่มีเนื้ออสูรโบราณตากแห้งจะเอาไหมล่ะ?”
“เอาสิ! เอาแน่นอน!”
“ชิ้นละหมื่น!” หานเซินบอกราคาขณะยื่นสินค้าให้
หลินเป่ยเฟิงมองเนื้อที่ถูกยื่นมา แล้วทำหน้าผิดหวังเล็ก ๆ “ก็…พอได้อยู่ แต่ชิ้นนี้มันเล็กไปหน่อยอะ เคี้ยวยังไม่ทันรู้รสก็หมดปากแล้ว”
.
.
วันเวลาผ่านไป ชายหนุ่มทั้งสองติดอยู่บนแท่นหินเหนือชะง่อนผามาจนเข้าวันที่แปด ทว่าฝูงแมมมอทก็ไม่มีท่าทีว่าจะถอยกลับไปเลย
“เรารออีกไม่ได้! ยังไงวันนี้ก็ต้องหาทางหนี” หานเซินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรายังมีน้ำและอาหารอยู่ไม่ใช่เหรอ? รออีกหน่อยเถอะ บางทีอีกสองสามวันพวกมันอาจจะไปก็ได้” หลินเป่ยเฟิงชะโงกหน้ามองฝูงแมมมอทด้านล่างแล้วหดคอกลับด้วยความกลัว
“ใช่ ตอนนี้เรามีทั้งน้ำทั้งอาหาร แต่ที่สำคัญเรายังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ ถ้ารอจนน้ำหมด อาหารหมด ถึงตอนนั้นแรงเราก็อาจหมดไปด้วย! ถ้าจะหนีตอนนั้นก็ไม่มีโอกาสรอดแล้ว” หานเซินยังคงจริงจัง
“แต่ว่าข้างล่างมีแต่แมมมอทดุ ๆ เต็มไปหมด พวกเราจะหนีไปยังไงให้รอด?” หลินเป่ยเฟิงโต้กลับด้วยสีหน้าสิ้นหวัง
“ลงไม่ได้ก็ปีนขึ้นไป” หานเซินชี้ขึ้นสูง พลางไล่สายตาไปตามภูผาสูงตระหง่านแทบมองไม่เห็นยอด
หลินเป่ยเฟิงมองตามมือของหานเซินแล้วส่ายหัวจนตัวสั่น “ไม่ดีมั้ง เราจะปีนขึ้นไปจนสุดนี่ได้เหรอ?”
“ปีนสิ! ถึงจะปีนไปไม่ถึงยอดก็ต้องปีน ปีนขึ้นไปมองหาหนทางรอดใหม่ ยังดีกว่ารออยู่ที่นี่จนตาย ขอแค่ปีนขึ้นไป ก็จะได้รู้ว่ามีทางอื่นให้ไปบ้างไหม ถ้าโชคดีมีทางเดินรอบผา เราก็อาจจะอ้อมไปอีกด้านได้” หานเซินอธิบาย
“พี่หานพูดถูก ตกลง! ฉันขอตามไปด้วย” หลินเป่ยเฟิงพยักหน้าตอบรับมุ่งมั่น
“ดี แผนคือเกาะเถาวัลย์พวกนี้ปีนขึ้นไป ปะ เริ่มเลย ก่อนจะเสียเวลาไปมากกว่านี้” หานเซินพูดพลางจับเถาวัลย์แล้วกระตุกหลายทีเพื่อทดสอบความมั่นคงแข็งแรง เมื่อเห็นว่ามันแข็งแรงพอ เขาก็เริ่มปีนขึ้นไป
.
.
.