แต่ในวันหนึ่งความสงบสุขในหมู่บ้านลับแลที่ยืนยาวมานานหลายสิบปี ได้ขาดสะบั้นลงด้วยเสียงร้องตื่นตระหนกของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังหาบน้ำอยู่ริมลำธารใกล้กับม่านน้ำตก
"ทหาร! มีทหารพม่า! พวกมันเข้ามา!"
เพียงสิ้นเสียงนั้น ทั้งหมู่บ้านก็พลันหยุดนิ่งราวกับถูกสาป ชาวบ้านที่เคยมีแต่รอยยิ้ม บัดนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ภาพของาและเปลวไฟที่พวกเขาเคยได้ยินเพียงในคำบอกเล่า บัดนี้ได้คืบคลานมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว
คำอินทร์ที่กำลังช่วยชาวบ้านซ่อมหลังคาอยู่รีบะโลงมาทันที เขาวิ่งสวนทางกับชาวบ้านที่กำลังวิ่งหนีหาที่ซ่อน ตรงไปยังทางเข้าหมู่บ้าน ในใจของเขาไม่ได้มีที่ว่างสำหรับความกลัว มีเพียงสัญชาตญาณของผู้พิทักษ์ที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างเต็มที่
ภาพที่เขาเห็นคือทหารพม่าในชุดเกราะครบครันจำนวนหกนาย หนึ่งในนั้นคงจะพลัดตกลงมาจากริมผาแล้วบังเอิญรอดผ่านม่านน้ำตกเข้ามา เมื่อเห็นว่าเื้ัมีหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ซ่อนอยู่ มันจึงได้ส่งสัญญาณเรียกพวกพ้องที่เหลือตามเข้ามา แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความละโมบและความเหี้ยมโหด.
"ดูสิว่าเราเจออะไร" หัวหน้าของมันพูดเป็ภาษาพม่าแล้วหัวเราะอย่างพึงพอใจ "หมู่บ้านลับแล...คงจะมีของมีค่าและผู้หญิงสวยๆ ซ่อนอยู่ไม่น้อย"
หลวงปู่แก้วปรากฏตัวขึ้นข้างกายคำอินทร์ "หลวงปู่ท่านช่วยพาชาวบ้านทุกคนไปหลบในถ้ำท้ายหมู่บ้าน ที่นี่...ข้าจะจัดการเอง" คำอินทร์กล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาของเขาคมปานใบมีด
หลวงปู่มองลึกเข้าไปในดวงตาของศิษย์เอก ท่านเห็นความเด็ดเดี่ยวที่ไร้ซึ่งความลังเล "จงจำไว้...อย่าให้ความโกรธชี้นำดาบของเ้า จงสู้เพื่อปกป้อง...ไม่ใช่เพื่อความอาฆาตพยาบาล" สิ้นคำพูดนั้น ท่านก็หันหลังกลับไปอพยพชาวบ้านทันที ท่านเชื่อใจในตัวศิษย์คนนี้อย่างหมดหัวใจ
คำอินทร์ก้าวออกไปเบื้องหน้า เผชิญหน้ากับทหารทั้งหกนายเพียงลำพัง เขามีเพียงดาบที่สะพายไว้ข้างหลัง
"เหลือเด็กหนุ่มหน้าตาโง่ๆ อยู่คนเดียวรึ?" ทหารนายหนึ่งตะคอกแล้วพุ่งเข้าใส่ เงื้อดาบในมือหมายจะฟันให้ขาดสองท่อน
คำอินทร์สงบนิ่ง ในวินาทีที่ดาบของศัตรูกำลังจะถึงตัว เขาก็ใช้ท่าเท้า พยัคฆ์ซ่อนเงา เคลื่อนร่างหลบไปด้านข้างได้อย่างพอดิบพอดี ดาบของทหารพม่าฟันผ่านเพียงอากาศธาตุ และในจังหวะที่ศัตรูเสียหลักนั่นเอง คำอินทร์ก็หมุนตัวเข้าประชิดแล้วกระแทกศอกขวาเข้าที่ขมับของมันอย่างรุนแรง
ท่าพยัคฆ์ทลายซุง! เขาใช้มันในจังหวะที่พอดี มันเป็ผลจากการที่เขาฝึกมันทุกวันโดยไม่เคยย่อท้อ
ตุบ!
ร่างของทหารพม่านายนั้นทรุดลงไปกองกับพื้นทันทีโดยไม่มีเสียงร้องใดๆ
ทหารที่เหลืออีกห้านายเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกมันตระหนักในทันทีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ธรรมดา ทั้งหมดชักดาบออกมาแล้วค่อยๆ ขยับโอบล้อมเข้ามาเป็วง
คำอินทร์ถอยหลังไปสองก้าว มือขวาของเขาเอื้อมไปจับด้ามดาบคู่กายที่เหน็บอยู่กลางหลัง มันคือดาบเหล็กกล้าที่หลวงปู่ตีให้เขาด้วยตนเอง
เคร้ง!
เสียงดาบอันไพเราะถูกชักออกจากฝักดังกังวาน บัดนี้...พยัคฆ์ได้กางกรงเล็บและเขี้ยวของมันออกมาแล้ว
ทหารสองนายประสานเสียงขู่คำรามแล้วพุ่งเข้าใส่จากสองทิศทาง คำอินทร์ใช้ท่าเท้า พยัคฆ์ย่างสามขุม ก้าวถอยหลังรักษาระยะ สายตาจับจ้องดาบของศัตรูทั้งสองอย่างไม่กระพริบ
เพลงดาบที่หนึ่ง กรงเล็บพยัคฆา!
เขาปัดดาบของศัตรูด้านขวาออกด้วยคมดาบของตนเอง, เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น และในจังหวะเดียวกันนั้น เขาก็ตวัดดาบในมือกลับอย่างรวดเร็ว กรีดผ่านแขนของทหารด้านซ้ายจนเืสาดกระเซ็น ทหารนายนั้นร้องลั่นด้วยความเ็ป
เมื่อศัตรูอีกสามนายเห็นเพื่อนาเ็ก็กรูกันเข้ามา คำอินทร์ตกอยู่ในวงล้อม แต่แทนที่จะตื่นตระหนก เขากลับย่อตัวลงต่ำแล้วหมุนตัวอย่างรุนแรง
เพลงดาบที่สอง หางพยัคฆ์สะบัด!
ดาบในมือของเขากวาดออกเป็วงกว้าง ทรงพลังและหนักหน่วง คมดาบสร้างรัศมีแห่งความตายรอบกาย บีบให้ทหารทั้งห้าต้องะโถอยหลังเพื่อรักษาชีวิต กระบวนทัพของพวกมันแตกพ่ายในพริบตา
"ฆ่ามัน!" หัวหน้าทัพะโลั่น มันเป็ทหารที่ดูแข็งแกร่งและมีประสบการณ์มากที่สุด มันพุ่งเข้าใส่คำอินทร์ด้วยเพลงดาบที่ดุดันและหนักหน่วง
คำอินทร์เปลี่ยนกระบวนท่าทันที เขายืนนิ่ง สงบเยือกเย็น ใช้เพียงการเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุดในการปัดป้องดาบของศัตรู
เพลงดาบที่สี่ พยัคฆ์สงบนิ่ง.
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงดาบกระทบกันดังขึ้นถี่รัว หัวหน้าทหารพม่าโจมตีราวกับพายุคลั่ง แต่คำอินทร์กลับป้องกันได้อย่างหมดจดราวกับหินผาที่ไม่สั่นคลอน
เขารอ...รอคอยช่องว่างเพียงชั่วอึดใจ
และโอกาสนั้นก็มาถึง หลังจากที่ฟันพลาดไปหลายครั้ง, หัวหน้าทหารก็เริ่มโกรธและฟันดาบลงมาอย่างสุดแรงจนเกิดช่องว่างที่หน้าอก
ในเสี้ยววินาทีนั้น ดาบของคำอินทร์ก็พุ่งสวนออกไปราวกับอสรพิษ มันเป็การแทงที่เรียบง่าย รวดเร็ว และแม่นยำ
ฉึก!
ปลายดาบของเขาจมลึกเข้าไปในร่างของหัวหน้าทหารพม่านายนั้น ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ ร่างของมันกระตุกสองสามครั้งก่อนจะล้มลงแน่นิ่ง
ทหารที่เหลืออีกสี่นายเมื่อเห็นหัวหน้าของตนถูกสังหารก็เสียขวัญโดยสิ้นเชิง พวกมันมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วหันหลังวิ่งหนีกลับไปยังทางม่านน้ำตกอย่างไม่คิดชีวิต
คำอินทร์ไม่ได้ไล่ตาม เขายืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมของศัตรูที่าเ็และเสียชีวิต เขาก้มลงมองดาบในมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเื นี่คือครั้งแรก...ที่เขาได้ใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาเพื่อคร่าชีวิตมนุษย์จริงๆ มันไม่มีความรู้สึกยินดีหรือภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความจริงอันหนักอึ้งของาที่ตอกย้ำเข้ามาในจิตใจ
“ข้าได้ฆ่าคนเป็ครั้งแรก” ชายหนุ่มจ้องมองมือและดาบที่มีเืของอริ แต่ในใจเริ่มสับสน นี่คือผลกระทบที่ตามมาทันทีหลังจากการต่อสู้ครั้งแรก
เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของชาวบ้านที่เห็นคำอินทร์มีชัยนั้นดังอยู่ได้ไม่นาน เมื่อความตื่นเต้นจางลง สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ร่างไร้ิญญาของเหล่าทหารพม่านอนเกลื่อนอยู่บนพื้นดินของหมู่บ้านลับแลที่เคยสงบสุข กลิ่นคาวเืที่ลอยคละคลุ้งในอากาศคือเครื่องยืนยันว่า...โลกภายนอกได้ค้นพบพวกเขาแล้ว.
ความเงียบเข้าปกคลุม ก่อนที่ ตาเหม ชายชราผู้เป็ที่เคารพของหมู่บ้านจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเทา
"ทหารที่หนีไปได้...มันจะต้องกลับไปรายงานนายทัพของมัน"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของตาเหมเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่ทุกคน ความหวาดกลัวระลอกใหม่ถาโถมเข้าใส่จิตใจของชาวบ้านอย่างรุนแรง
"แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี!" หญิงคนหนึ่งร้องขึ้น. "อีกไม่นานกองทัพใหญ่จะต้องยกมาฆ่าพวกเราแน่!"
"เราต้องหนี!" ชายอีกคนะโ. "ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว! เราต้องทิ้งทุกอย่างแล้วหนีให้ลึกเข้าไปในป่า!"
ความคิดที่จะอพยพหนีแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาคือผู้คนที่รักสงบ ไม่เคยจับดาบหรือสู้รบกับใคร พวกเขาคิดว่าการเผชิญหน้ากับกองทัพคือการฆ่าตัวตาย
แต่แล้ว นายมั่น ชายหนุ่มร่างกำยำผู้เป็พ่อของมะลิก็ก้าวออกมาข้างหน้า แววตาของเขาจ้องมองไปยังคำอินทร์ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
"จะให้เราทิ้งบ้านที่บรรพบุรุษของเราสร้างมาหลายร้อยปีไปง่ายๆ อย่างนั้นรึ!" เขากล่าวเสียงดังฟังชัด "หนีไปที่ไหน? โลกข้างนอกมีที่ใดที่ปลอดภัยอีก! ข้าเพิ่งออกไปโลกภายนอกและตอนนี้ทุกย่างก้าวล้วนมีแต่ทหารพม่าและเปลวไฟแห่งา!"
นายมั่นหันไปทางคำอินทร์ "แต่ที่นี่...เรามีผู้พิทักษ์! เรามีคำอินทร์! พวกท่านไม่เห็นหรือว่าเขาสามารถสู้กับทหารหกนายได้เพียงลำพัง! หากเราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน...เราต้องปกป้องบ้านของเราไว้ได้แน่!"
คำพูดของนายมั่นจุดประกายความกล้าหาญให้แก่คนหนุ่มสาวอีกหลายคน. พวกเขารวมกลุ่มกันอยู่ข้างนายมั่น มองไปยังกลุ่มของตาเหมด้วยสายตาที่ไม่ยอมแพ้
เพียงชั่วเวลาแค่ครึ่งวัน หมู่บ้านที่เคยสามัคคีเป็หนึ่งเดียวก็ได้แตกออกเป็สองฝ่าย
"เ้ามันบ้าไปแล้วรึมั่น!" ตาเหมตวาด "นั่นมันแค่กองลาดตระเวน! แต่ถ้าทัพหลวงยกมาเป็ร้อยเป็พัน...ต่อให้คำอินทร์เก่งกาจมาจากไหนก็ต้านไม่ไหว! เ้าจะให้ลูกเมียของเรามาตายกันหมดรึ!"
"แล้วการหนีเอาตัวรอดมันน่าภูมิใจนักรึตาเหม!" นายมั่นเถียงกลับ "ใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไปตลอดชีวิตน่ะรึ! ข้าขอสู้ตายอย่างมีศักดิ์ศรีที่นี่!"
การโต้เถียงเริ่มรุนแรงขึ้น เสียงะโด่าทอและเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่ว ความขัดแย้งที่เกิดจากความกลัวและความกล้ากำลังจะฉีกหมู่บ้านแห่งนี้ออกเป็เสี่ยงๆ
คำอินทร์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนั้น หัวใจของเขาหนักอึ้ง เขามองเห็นเหตุผลในคำพูดของทั้งสองฝ่าย เขารู้ดีว่าการสู้กับกองทัพนั้นแทบไม่มีความหวัง...แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าการหนีนั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ในจังหวะที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด หลวงปู่แก้วที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตลอดก็ได้ก้าวออกมาตรงกลาง ท่านไม่ได้พูดอะไร ท่านเพียงแค่ปรากฏตัวขึ้น แต่บารมีของท่านก็ทำให้เสียงทั้งหมดเงียบลงได้ในทันที
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ท่าน พวกเขารอคอยคำตัดสินของผู้ที่เปรียบเสมือนผู้นำสูงสุด
แต่หลวงปู่แก้วกลับไม่ได้ตัดสิน. ท่านหันไปหาศิษย์เพียงคนเดียวของท่าน
"คำอินทร์" ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวาน. "บัดนี้...เ้าไม่ได้เป็เพียงศิษย์ของปู่อีกต่อไป แต่เ้าคือผู้พิทักษ์แห่งหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านและคนเหล่านี้ป็นคนที่คอยให้ที่พักพิงเ้า ให้ความรักแก่เ้ามาตลอดหลายปี เ้าคิดเห็นอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้?"
ทุกสายตาเปลี่ยนทิศทางมาจับจ้องที่คำอินทร์เป็จุดเดียว ชะตากรรมของคนทั้งหมู่บ้าน...คำอินทรฺได้แต่มองชาวบ้านที่รวมตัวกันแล้วคิดในใจ บัดนี้การตัดสินใจของหมู่บ้านนี้อยู่ในมือของเขาแล้ว
คำอินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของฝ่ายตาเหม...แล้วหันไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังของฝ่ายนายมั่น
"ข้าเข้าใจความกลัวของทุกท่าน" เขาเริ่มพูด น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งแต่ทรงพลัง "การสู้รบไม่ใช่สิ่งที่ใครปรารถนา ข้าเองก็เช่นกัน"
เขาหยุดเล็กน้อย แววตาฉายความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"แต่ข้าหนีมาทั้งชีวิตแล้ว...ข้าหนีจากเปลวไฟและความตายมาอยู่ที่นี่ ข้าจะไม่หนีอีกต่อไป ที่นี่คือบ้าน ที่นี่มีครอบครัวของข้า ข้าจะขอสู้...และหากต้องตาย...ข้าก็จะตายที่นี่"
เขากวาดสายตามองทุกคน "แต่ข้าจะไม่บังคับใจใคร การตัดสินใจครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก สำหรับท่านที่้าจะจากไปเพื่อหาที่ที่ปลอดภัยกว่า...ข้าขอสัญญา ข้าจะใช้สัตว์สหายแห่งพงไพรทั้งหมดของข้า...นำทางพวกท่านไปยังหุบเขาที่ซ่อนเร้นและปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้"
แล้วเขาก็หันไปทางกลุ่มของนายมั่น "ส่วนท่านที่เลือกจะอยู่...ข้าขอเพียงสิ่งเดียว จงเชื่อใจข้า เราอาจจะมีคนน้อยกว่า...อาวุธด้อยกว่า...แต่เรามีป่าทั้งป่าเป็พันธมิตร. เราจะสู้ด้วยกัน...และเราจะปกป้องบ้านหลังนี้ไว้ด้วยกัน!"