ตอนที่ 13 ออกไปเจอสุนัข
ในวินาทีที่เซิ่งอันหนิงสบตากับโจวสือซวิน จู่ ๆ หญิงสาวก็ได้พิจารณาตามผลขึ้นมาในทันที หากโจวสือซวินรู้ว่าเธอเป็คนพบว่าการวินิจฉัยนั้นผิดพลาด เขาจะสงสัยหรือเปล่านะ?
ความเคยชินในสายอาชีพของตนมักจะทำให้เธอลืมเื่ที่กำลังปิดบังอยู่เสมอ
เซิ่งอันหนิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติกลับมาก็ดูเหมือนว่าโจวสือซวินจะสงสัยจริง ๆ เธอจึงคิดจะยืนยันว่าเื่นี้เป็การคาดเดาขึ้นมา ถึงอย่างไรเธอก็อยู่ในยุคที่ผู้คนมักจะไม่เชื่อคำพูดของคนมีการศึกษาอยู่แล้ว แต่กลับเชื่อในเื่ผีสางแทน
“คุณฟื้นแล้วเหรอคะ? รู้สึกไม่สบายตัวตรงไหนหรือเปล่า?”
เซิ่งอันหนิงเดินเข้าไปหาชายหนุ่มด้วยท่าทางเป็กังวลและร้อนรน
โจวสือซวินยังคงหูแดงอยู่ เขากะพริบตาและละสายตาไปยังทิศทางอื่น จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “ไม่มีนะ ยังปกติดี”
เซิ่งอันหนิงนั่งลงข้าง ๆ เตียงผู้ป่วยด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย “ยังดีที่คุณไม่ได้เป็อะไร ฉันใแทบจะแย่ คุณอยากกินอะไรหรือเปล่าคะ ฉันจะได้ไปซื้อให้ ”
โจวสือซวินยังคงสงสัยว่าเซิ่งอันหนิงนั้นมีทักษะทางการแพทย์หรือไม่? ในตอนที่ชายหนุ่มยังสะลึมสะลืออยู่นั้นก็ยังได้ยินเสียงเซิ่งอันหนิงโต้เถียงกับหมอ เธอพูดด้วยความมั่นใจเป็อย่างมากว่าโจวสือซวินมีเืออกภายใน ไม่ใช่กระดูกสันหลังมีปัญหา
แต่เมื่อได้ยินว่าเซิ่งอันหนิงจะไปซื้ออาหาร เขาก็นึกสงสัย หากเธอมีทักษะทางการแพทย์จริง ๆ ควรจะต้องรู้ว่าหลังการผ่าตัดนั้นห้ามรับประทานอะไร
เซิ่งอันหนิงฉลาดเป็กรด เมื่อเห็นแววตาสงสัยของโจวสือซวินเพียงเดี๋ยวเดียว เธอก็รับรู้ในทันที ในตอนที่เขายังสะลึมสะลือคงจะได้ยินในสิ่งที่เธอพูดกระมัง จึงรู้สึกสงสัย
“ฉันจะไปถามหมอว่าคุณกินอะไรได้บ้าง อ้อจริงสิ คุณอยากจะเข้าห้องน้ำหรือเปล่า?”
โจวสือซวินรู้สึกเขินอายขึ้นมาอีกครั้ง ถึงเขาจะ้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ลุกจากเตียงไม่ไหว จึงส่ายหน้าและเอ่ยตอบ “ไม่”
เซิ่งอันหนิงไปที่ห้องทำงานแพทย์ และถามอย่างถ่อมตัวเกี่ยวกับข้อควรระมัดระวังหลังการผ่าตัด และยังถามว่าคนป่วยสามารถกินอะไรได้หรือกินอะไรไม่ได้บ้าง
นายแพทย์หลูหย่วนต๋าเคยผ่าตัดให้กับโจวสือซวินมาก่อน จึงนับว่ามีความคุ้นเคยกันดี เขาพูดกับเซิ่งอันหนิงอย่างอ่อนโยน “ครั้งนี้โจวสือซวินโชคดีมาก หากว่าช้ากว่านี้ไปอีกสักชั่วโมง แม้แต่เทพเซียนก็คงจะช่วยเขาไม่ได้ ต้องตอบแทนเขาเป็อย่างดีเลย ผมมีคูปองเนื้อสองชั่ง คุณเอาไปซื้อเนื้อสักหน่อยสิ”
ว่าพลางหลูหย่วนต๋าหยิบคูปองเนื้อดิบออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นให้เซิ่งอันหนิง
หญิงสาวคาดไม่ถึงว่าแม้แต่ยุคนี้ก็ยังบริโภคเนื้ออย่างจำกัด และแน่นอนว่าหมอาุโผู้นี้จะต้องตัดใจไม่ลงที่จะยกคูปองเนื้อให้กับเธอแน่ ๆ จะรับไว้ได้อย่างไร ดังนั้นเธอจึงรีบโบกมือ “ไม่ต้อง ๆ ฉันมีอยู่ค่ะ”
นายแทพย์หลูหย่วนต๋าขมวดคิ้ว “แน่นอนว่าในตลาดไม่จำเป็ต้องใช้คูปองก็สามารถซื้อเนื้อได้ แต่ราคามันแพงเช่นกัน โจวสือซวินเองก็ลำบาก พวกเ้าต้องประหยัดเงิน”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้รับเงินของหลูหย่วนต๋า ตอนที่เธอออกมาจากห้องทำงานแพทย์ก็ยังคงสับสน ถ้าอิงตามความทรงจำของเ้าของเดิม โจวสือซวินมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่สามสิบเจ็ดหยวนห้าเหมา มีการแบ่งสันปันส่วนข้าวและน้ำมันอย่างชัดเจน และในหนึ่งปียังมีคูปองผ้าให้อีกสิบสองเมตรต่อคนหนึ่งคน
ในยุคนี้ค่าแรงยังไม่ได้ถือว่าต่ำ โจวสือซวินก็มักจะกินอาหารที่หน่วยอยู่บ่อย ๆ เสื้อผ้าก็ยังเป็ของหน่วย เหตุใดจึงลำบาก?
เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าโจวสือซวินที่มีนิสัยอดทนต่อความยากลำบาก ก็ควรจะมีเงินเก็บอยู่บ้างสิ
ทำไมคนอื่น ๆ จึงรู้สึกว่าโจวสือซวินนั้นยากลำบาก ราวกับว่าเขานั้นไม่มีข้าวกิน?
เมื่อย้อนคิดดูแล้ว เธอเองก็ยังต้องคิดหาวิธีการทำน้ำแกงให้กับโจวสือซวินอยู่นี่นะ
เมื่อกลับมาถึงห้องผู้ป่วยและยังไม่ได้เข้าไปในห้อง เซิ่งอันหนิงก็พบว่าเซี่ยวเยี่ยนได้อยู่ด้านใน เธอไม่รู้เหมือนกันว่าเซี่ยวเยี่ยนไปได้ข่าวมาจากที่ไหน เมื่อรู้ว่าโจวสือซวินย้ายโรงพยาบาล ไม่นานนักหล่อนก็มานั่งร้องไห้สำนึกผิดอยู่ข้างเตียงแล้ว
เซิ่งอันหนิงไม่ได้อยากจะเข้าไปแสดงละครกับเซี่ยวเยี่ยน และก็ไม่ได้้าเห็นท่าทางน่าเวทนาของหล่อน เธอจึงหันกลับไปและเตรียมตัวที่จะออกไปเดินดูรอบ ๆ เพื่อดูว่าจะซื้อเนื้อได้ไหม ถึงเวลานั้นจะได้ยืมเตาของโรงพยาบาลทำน้ำแกง
เพียงแต่ไม่ได้คาดคิดว่าเวลานี้แผงขายเนื้อจะปิดแล้ว แต่ก็ยังมีแผงขายผักที่เปิดอยู่
เซิ่งอันหนิงหันตัวกลับก็ถูกคุณป้าทักเอ่ยทักอย่างเป็มิตร “สาวน้อย หาซื้ออะไรอยู่จ๊ะ”
“ฉันอยากจะซื้อไก่หมู ปลา หรืออะไรก็ได้น่ะค่ะ”
คุณป้ายกมือขึ้นมา “เย็นขนาดนี้แล้ว ตลาดที่ไหนจะขายไก่อยู่อีกล่ะ เธอจะต้องไปที่ริมแม่น้ำ เธอรู้ทางไปใช่ไหม ตรงนั้นไม่ต้องใช้คูปอง แต่ก็ต้องจ่ายแพงหน่อย”
เวลานี้อนุญาตให้ทำกิจการหรือค้าขายเป็การส่วนตัวได้แล้ว เพียงแต่ว่าผู้คนต่างก็ถูกจำกัดสิทธิ์มานาน จึงไม่กล้าหารายได้ทั้งที่ในใจก็้า โดยเฉพาะเมืองเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือนี้ยังคงระมัดระวังตัวเป็อย่างมาก จึงไม่มีใครกล้าค้าขายหรือทำธุรกิจใหญ่ ๆ
เซิ่งอันหนิงรู้ดีว่าบริเวณริมตลิ่งที่คุณป้าพูดนั้นไม่ได้อยู่ไกลมากนัก มันน่าจะอยู่หลังตึกแถว ซึ่งตกเย็นค่อนข้างจะคึกคัก มีบางคนเอาขนมของที่บ้านออกมาขาย บ้างก็เอาเข็มกับด้ายออกมาขาย หรือขายผักขายเนื้ออะไรต่าง ๆ ครบครัน
ที่นั่นยังไม่มีการจัดระเบียบนัก แต่ละร้านต่างตั้งแผงขายกันตามใจชอบตลอดข้างทาง
เซิ่งอันหนิงหันไปรอบ ๆ เนื้อหนึ่งชั่งขายกันในราคาสามถึงสี่เหมา ซึ่งหญิงสาวรู้สึกว่ามันแพงมาก ๆ และคาดไม่ถึงว่าแม่ไก่หนึ่งตัวจะต้องใช้เงินถึงหนึ่งหยวน
เงินในกระเป๋าของเธอไม่สามารถซื้อไหว ในที่สุดเธอก็เดินไปมาด้วยมือเปล่า ขณะที่เซิ่งอันหนิงกำลังคิดหาวิธีการก็พบกับฝูงเป็ดป่าที่กำลังส่งเสียงร้องและแหวกว่ายอยู่บนผิวน้ำ
พวกมันว่ายเข้าไปในกอต้นกก
เซิ่งอันหนิงมีแววตาเป็ประกายขึ้นมาในทันที จึงถามคุณลุงที่ขายผักอยู่ข้าง ๆ “เป็ดพวกนั้นบ้านใครเลี้ยงไว้หรือคะ?”
คุณลุงมองดูก็หัวเราะขึ้นมา “นั่นมันเป็ดป่า มันบินได้นะ บ้านใครจะเลี้ยงล่ะ? แล้วก็ไม่มีใครจับมันได้ด้วย”
เซิ่งอันหนิงโล่งใจเป็อย่างมาก ไม่ใช่เป็ดเลี้ยง เช่นนั้นแล้วใครจับได้ก็ถือว่าเป็ของคนนั้น!
หญิงสาวกลับไปครุ่นคิดว่าจะจับเป็ดป่าอย่างไรดี จะให้ดีที่สุดต้องเป็ตอนที่ฟ้าสว่าง นอกจากนี้ยังต้องใช้เครื่องมือที่มีประโยชน์
อีกทั้งไม่รู้ว่าถ้าไปตรงต้นกกเ่าั้น้ำจะลึกแค่ไหน
ในขณะที่เซิ่งอันหนิง้าที่จะทำเครื่องมือ เธอก็พบกับร้านซ่อมรถจักรยานที่อยู่ไม่ไกล และบนแผงไม้ก็มีไส้ไก่จักรยาน(1) แขวนอยู่ ด้วยความยืดหยุ่นอันยอดเยี่ยมของมันแล้ว มันสามารถผูกติดกับกิ่งไม้ทำเป็หนังสติ๊กได้
หญิงสาวจึงเข้าไปซื้อไส้ไก่จักรยานมาเส้นหนึ่งด้วยเงินหนึ่งเหมา
ในขณะที่เซิ่งอันหนิงเดินทางกลับ ท้องฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง ดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าจากระยะไกล สร้างสีสันให้กับเมืองอันทรุดโทรมแห่งนี้ได้เป็อย่างมาก
เซิ่งอันหนิงรู้สึกคิดถึงบ้านเล็กน้อย หญิงสาวเป็กังวลว่าพ่อแม่จะรับได้ไหมต่อข่าวการหายตัวไปของเธอ?
และเธอก็ยังสงสัยว่าหากตัวเธอหลุดมายังยุคสมัยนี้ แล้วเ้าของร่างเดิมจะหลุดไปยังยุคของเธอหรือไม่?
ภายใต้ความคิดเรื่อยเปื่อย เซิ่งอันหนิงจึงไม่ได้สังเกตเห็นคนที่มาขวางทางเธอข้างหน้า
เธอไม่ได้คิดอะไรจึงเบี่ยงหลบไปอีกทาง ผลปรากฏว่าอีกฝ่ายก็ขยับไปอีกข้างด้วยเช่นกัน
เซิ่งอันหนิงเงยหน้าขึ้นไปมอง เมื่อเห็นหน้าของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน เื่เป็ดป่าฝูงนั้นก็กระจัดกระจายหายไปจากหัวของเธอทันที คนผู้นั้นก็คือเฉิงกังคนรักของเ้าของร่างเดิม
ชายหนุ่มคนนี้ไว้ผมยาว หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกท่าทางดูเหมือนอันธพาลหนุ่มคนหนึ่ง
เฉิงกังจ้องมองเซิ่งอันหนิงที่เขาไม่ได้พบมาเป็เวลาสามเดือน เขารู้สึกว่าเซิ่งอันหนิงยังสวยอยู่เหมือนเดิม ผ้าพันคอสีแดงทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอดูงดงามกว่าเดิม และยังดูเงียบขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“อันหนิง สามเดือนนี้คุณเป็ยังไงบ้าง? วันแต่งงานของคุณวันนั้นผมถูกพ่อขังไว้ในบ้าน ไม่งั้นผมจะต้องไปรับคุณกลับมาแล้ว”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าสายตาของเ้าของร่างเดิมนั้นแย่มาก เมื่อฟังคำพูดของคนไร้ความรับผิดชอบคนนี้ นี่มันใช่หน้าที่ของสุภาพบุรุษงั้นหรือ?
เซิ่งอันหนิงเอ่ยขึ้นอย่างเ็า “ตอนนี้ฉันแต่งงานแล้ว หลังจากนี้พวกเราไม่ต้องมาเจอกันอีก ต่อให้เราพบกันก็เป็แค่คนแปลกหน้านะ”
เฉิงกังร้อนรนขึ้นมา “อันหนิง คุณโกรธผมที่ไม่ได้พาคุณหนีออกมาเหรอ? งั้นพวกเราไปกันตอนนี้เลยดีไหม? พวกเราขึ้นรถไฟรอบดึกของวันนี้ออกไปจากที่นี่ดีไหม?”
ว่าพลางชายหนุ่มก็จับมือของเซิ่งอันหนิง
“เซิ่งอันหนิง เธอกำลังทำอะไร?”
เซิ่งอันหนิงยังไม่ทันจะสะบัดมือของเฉิงกัง ก็ได้ยินเสียงของเซี่ยวเยี่ยนดังขึ้นข้าง ๆ !
…………………………………………………………………………………………………………………………
สายยางเล็ก ๆ ที่เป็ทางผ่านของลมสู่ยางในของล้อรถจักรยาน
สารจากผู้แปล
ในเมื่อเนื้อขายแพงนักก็จับเป็ดเองเลยจ้า
ไอ้หนุ่มนี่มีดีแค่หล่อเท่านั้นแหละดูท่า สู้พี่โจวไม่ได้หรอก
ไหหม่า(海馬)