เฟยหลงไต่เชือกลงมาถึงพื้นถ้ำด้วยลมหายใจหอบถี่ มือทั้งสองยังสั่นจากความรีบร้อน เขาวิ่งตรงไปหาคนเฝ้าก้นเหวที่กำลังนั่งจัดเรียงกล้าสมุนไพรอยู่ริมบ่อน้ำิญญาโดยไม่ทันสังเกตความผิดปกติใดๆ
“มีคน” เฟยหลงพูดออกมาเป็คำแรกโดยไม่ทันเรียบเรียงประโยค “มีคนอยู่บนสันเขาฝั่งตรงข้าม ท่านครับ ข้าเห็นเขายืนมองลงมาที่หุบเหวนี้”
คนเฝ้าก้นเหวหยุดมือทันที สีหน้าที่เคยเรียบเฉยเปลี่ยนเป็ความนิ่งแบบที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อน เป็ความนิ่งที่หนักแน่นกว่าปกติมาก ราวกับกำลังประมวลผลบางอย่างที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่ก็เตรียมใจไว้เสมอ
“ท่วงท่าเป็อย่างไร” คนเฝ้าก้นเหวถามเสียงต่ำ
“เดินมั่นคง ไม่รีบร้อน ไม่เหมือนคนหลงทาง” เฟยหลงตอบ พยายามนึกภาพให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ดูเหมือนกำลังสำรวจอะไรบางอย่างมากกว่า”
คนเฝ้าก้นเหวลุกขึ้นยืนช้าๆ “หุบเหวแห่งนี้ซ่อนตัวมานานกว่าสามสิบปีแล้ว ไม่เคยมีใครเดินทางผ่านมาได้โดยบังเอิญเลยสักครั้ง ถ้ามีคนมาถึงตรงนี้ได้ แปลว่าเขาตั้งใจตามหาที่นี่มาโดยเฉพาะ”
“เราควรทำอย่างไร” เฟยหลงถามด้วยเสียงสั่นเครือ ภาพของศิษย์หลักกว่าสิบคนที่ล้อมเขาไว้กลางค่ายพักคืนนั้นแล่นกลับเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว
“เ้าไปหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ทางตะวันตกของบ่อน้ำ อย่าออกมาไม่ว่าจะได้ยินอะไรก็ตาม” คนเฝ้าก้นเหวสั่งเสียงเข้มสายตาไม่ละจากทางขึ้นเขาแม้แต่น้อย “ข้าจะไปดูให้แน่ใจก่อนว่าคนคนนั้นเป็มิตรหรือศัตรู เ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือคนที่วางแผนทั้งหมดนี้ การโผล่หน้าออกไปตอนนี้เท่ากับพนันชีวิตของเ้าเองกับคนที่เ้าไม่รู้จัก”
เฟยหลงพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็เข้าใจดีว่าคนเฝ้าก้นเหวพูดถูก เขาจึงรีบวิ่งไปหลบตามที่สั่ง มองผ่านช่องหินเล็กๆด้วยความกังวลที่ไม่อาจสงบลงได้
—
ในเวลาไล่เลี่ยกัน บนสันเขาฝั่งตรงข้าม ชิงหยวนยืนมองลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างด้วยสายตาที่ผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบปี เขาไม่ได้มาที่นี่โดยไม่มีเป้าหมาย ทุกก้าวที่เดินผ่านป่าลึกมาตลอดสามวันล้วนผ่านการคำนวณเส้นทางจากคำบอกเล่าของเสี่ยวฟานอย่างละเอียด — ทิศทางที่คณะภารกิจเดินทัพ จุดที่ตั้งค่ายคืนนั้น และมุมที่เฟยหลงร่วงตกลงจากหน้าผา
เขาก้มลงตรวจดูพื้นดินรอบตัว รอยเท้าเก่าที่แทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลายังพอมองเห็นเงาลางๆ อยู่บ้าง เขาตามรอยนั้นไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง จนมาหยุดที่ขอบหน้าผาที่หักโค่นราวกับเคยมีคนหรือสิ่งของหนักตกลงไปจากตรงนี้จริง
“ตรงนี้แหละ” เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาไล่มองลงไปยังก้นเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นพื้นชัดเจน มีเพียงประกายแสงวับเล็กๆสะท้อนขึ้นมาจากบางจุด คล้ายผิวน้ำนิ่ง
ชิงหยวนเริ่มไต่ลงไปตามทางลาดที่ไม่ชันเกินไปนัก ใช้เวลาเกือบครึ่งวันกว่าจะถึงพื้นล่าง ระหว่างทางเขาสังเกตเห็นร่องรอยที่แปลกไปจากธรรมชาติทั่วไป — กิ่งไม้ที่หักในมุมเดียวกันเป็แนว ราวกับมีคนบุกป่าฝ่าดงมาทางนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เป็ระยะเวลานาน ไม่ใช่ร่องรอยของสัตว์ป่า
เขาหยุดพักที่ชะง่อนหินกลางทาง สายตาเหลือบไปเห็นเศษผ้าสีฟ้าจางติดอยู่กับพุ่มหนามข้างทาง สีผ้าและลวดลายปักขอบที่ยังพอมองออก ทำให้เขานึกถึงชุดที่ศิษย์ของสำนักกระบี่์มักสวมใส่เวลาออกภารกิจนอกสำนัก เขาเก็บเศษผ้านั้นใส่ถุงผ้าเล็กๆ ที่พกติดตัวมาอย่างระมัดระวัง มือสั่นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ระหว่างความหวังกับความกลัวว่าสิ่งที่จะพบข้างล่างอาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านเ้าสำนักอยากได้ยิน
—
เมื่อถึงพื้นเหวในที่สุด ชิงหยวนสำรวจไปรอบๆ อย่างละเอียด สายตาแหลมคมของเขาจับความผิดปกติได้ทันที — ดินรอบบ่อน้ำใสแห่งหนึ่งถูกพรวนใหม่เป็แนวเรียบร้อย มีร่องรอยของกล้าไม้ที่เพิ่งถูกย้ายปลูก และที่สำคัญกว่านั้น มีรอยเท้าเล็กๆ ซ้อนทับกันอยู่หลายชั้นรอบบริเวณนั้น รอยเท้าของคนหนุ่มร่างไม่ใหญ่นัก และรอยเท้าอีกคู่ที่ใหญ่กว่าเดินสวนไปมาเป็ประจำ
หัวใจของชิงหยวนเต้นแรงขึ้น เขาคุกเข่าลงตรวจดูรอยเท้าเล็กอย่างละเอียด ขนาดและความลึกของรอยไม่ใช่ของคนที่เพิ่งเดินผ่านมาครั้งเดียว แต่เป็รอยที่ทับซ้อนกันนับครั้งไม่ถ้วน ราวกับมีคนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว
“ที่นี่มีคนอาศัยอยู่” เขากระซิบกับตัวเอง มือที่แตะพื้นดินเริ่มสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นที่พยายามข่มไว้ หากเป็จริงตามที่คิด นี่อาจเป็เบาะแสที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยพบมา
ทันใดนั้นเอง เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากด้านหลัง ชิงหยวนหันหลังกลับทันทีด้วยปฏิกิริยาที่ผ่านการฝึกมานับสิบปี มือขวาคว้าด้ามกระบี่ที่สะพายอยู่โดยอัตโนมัติ
เงาร่างชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงนั้น สายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ท่วงท่าการยืนแฝงพลังปราณที่หนักแน่นเกินกว่าจะเป็ชาวบ้านธรรมดาคนใด
“เ้าเป็ใคร” คนเฝ้าก้นเหวถามเสียงต่ำ ไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้แต่น้อย “และมาที่นี่เพื่ออะไร”
—
ชิงหยวนตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ปล่อยมือจากด้ามกระบี่ช้าๆ เพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาร้าย “ข้าชื่อชิงหยวน เป็ผู้าุโของสำนักกระบี่์ มาที่นี่เพียงลำพังเพื่อสืบหาความจริงเื่หนึ่ง ไม่มีเจตนาจะรุกล้ำถิ่นของท่าน”
“สำนักกระบี่์” คนเฝ้าก้นเหวเอ่ยซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ยากจะอ่านความรู้สึก “สืบหาความจริงเื่อะไรถึงต้องมาไกลถึงก้นเหวที่ไม่มีใครรู้จักเช่นนี้”
“เื่ของศิษย์คนหนึ่งของสำนักที่ร่วงตกลงมาจากหน้าผาแห่งนี้เมื่อหลายเดือนก่อน” ชิงหยวนตอบตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม เขาสังเกตเห็นสีหน้าของชายตรงหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำนั้น แม้จะพยายามซ่อนไว้ดีเพียงใดก็ตาม “ท่านเ้าสำนักของข้าไม่เคยเชื่อว่านั่นเป็อุบัติเหตุธรรมดา และข้าเองก็เพิ่งพบรอยเท้าที่บ่งบอกว่ามีคนอาศัยอยู่แถบนี้มาสักระยะแล้ว”
คนเฝ้าก้นเหวนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ชิงหยวนอย่างไม่คลาดสายตา ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าคำพูดนี้จริงแค่ไหน “แล้วหากข้าบอกว่าที่นี่ไม่มีใครอาศัยอยู่นอกจากข้าคนเดียวมานานหลายสิบปีล่ะ”
“งั้นข้าคงต้องขอโทษที่รบกวนความสงบของท่าน” ชิงหยวนกล่าวพลางค้อมศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท แต่สายตาไม่ได้ละจากใบหน้าของคนตรงหน้าแม้แต่วินาทีเดียว เขาสังเกตเห็นว่ามือของชายผู้นี้แม้จะดูสงบ แต่นิ้วกลับกำอยู่เบาๆ ตลอดเวลา เป็ท่วงท่าของคนที่ผ่านศึกมาหลายครั้งมากกว่าคนธรรมดาที่อยู่ป่าเขาเพียงลำพัง “ข้าแค่สงสัยว่าคนที่อยู่คนเดียวมานานหลายสิบปีเช่นท่าน จะยังจำเป็ต้องฝึกปราณจนแผ่กระแสออกมาได้ขนาดนี้ไปเพื่ออะไร”
“ข้าคงต้องขอโทษที่รบกวน” ชิงหยวนกล่าวพลางค้อมศีรษะเล็กน้อย แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่องรอยกล้าไม้ที่เพิ่งถูกย้ายปลูกอยู่ไม่ห่างจากตรงนั้น “แต่รอยพรวนดินใหม่ที่ยังไม่แห้งสนิท กับกล้าสมุนไพรที่เพิ่งถูกย้ายมาไม่เกินสิบวัน คงไม่ใช่ฝีมือของคนคนเดียวที่อยู่มานานหลายสิบปีกระมัง”
—
หลังโขดหินใหญ่ไม่ไกลจากจุดนั้น เฟยหลงหมอบนิ่งอยู่ในที่ซ่อนตามคำสั่งของคนเฝ้าก้นเหว หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเองในหู เขาแอบมองผ่านช่องหินเล็กๆ เห็นชายแปลกหน้าที่แต่งกายเหมือนคนของสำนักยืนอยู่ตรงหน้าคนเฝ้าก้นเหว คำพูดที่ได้ยินลอยมาเป็ระยะทำให้เขารู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
ผู้าุโจากสำนักกระบี่์ กำลังตามหาเขาอยู่จริงๆ
เขากัดริมฝีปากแน่น ใจหนึ่งอยากลุกขึ้นไปพบ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่สำนักบ้างหลังจากที่เขาจากมา ท่านเ้าสำนักเป็อย่างไร มีใครสงสัยความจริงบ้างหรือไม่ แต่อีกใจหนึ่งกลับนึกถึงคำเตือนของคนเฝ้าก้นเหวที่เคยพูดไว้ั้แ่วันแรก — ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เื้ัการทรยศครั้งนี้ทั้งหมด การเปิดเผยตัวเร็วเกินไปอาจหมายถึงความตายของทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมถึงคนที่เพิ่งเริ่มไว้ใจเขาอย่างคนเฝ้าก้นเหวด้วย
เสียงคนเฝ้าก้นเหวดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เ็ากว่าเดิม “เ้าอาจเป็คนของสำนักกระบี่์จริง หรืออาจเป็เพียงคนที่รู้จักใช้ชื่อสำนักบังหน้าก็ได้ ข้าไม่มีทางรู้ได้จากคำพูดเพียงอย่างเดียว”
“ข้าเข้าใจความระแวงของท่าน” ชิงหยวนตอบด้วยน้ำเสียงสงบ แต่มือขวาเริ่มขยับเข้าใกล้ด้ามกระบี่อีกครั้งอย่างระมัดระวังเตรียมพร้อมสำหรับความเป็ไปได้ทุกทาง “แต่ข้าก็ไม่มีทางพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเชื่อได้ในเวลาสั้นๆ เช่นกัน”
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันเงียบๆ อากาศรอบตัวเริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ กระแสปราณของทั้งคู่แผ่ขยายออกมาอย่างไม่รู้ตัวราวกับต่างฝ่ายต่างเตรียมใจไว้สำหรับการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
“ข้ามาที่นี่เพื่อหาความจริง ไม่ใช่เพื่อทำร้ายใคร” ชิงหยวนกล่าวช้าๆ น้ำเสียงยังคงสงบแม้ร่างกายจะเกร็งเตรียมพร้อมอยู่เต็มที่“แต่หากท่านบังคับให้ข้าต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของตัวเองกับการหาคำตอบให้ท่านเ้าสำนักที่ข้าภักดี ข้าก็ไม่อาจถอยได้เช่นกัน”
“เ้าสำนักของเ้าอาจภักดีจริง แต่เ้าไม่รู้หรอกว่าเื้ัการทรยศครั้งนี้มีใครบ้าง” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวเสียงเ็ายิ่งขึ้นก้าวเท้าเข้าหาอีกก้าวหนึ่งอย่างช้าๆ “ข้าเคยไว้ใจคนที่สวมเสื้อคลุมสำนักมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันจบลงด้วยศพของศิษย์ที่ข้ารักที่สุด เ้าคิดว่าข้าจะไว้ใจง่ายๆ อีกครั้งหรือ”
คำพูดนั้นทำให้ชิงหยวนชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเื่แบบนี้จากคนแปลกหน้ากลางป่าลึก แต่ก่อนที่เขาจะทันเอ่ยอะไรต่อ เสียงกรวดหินเล็กๆ ก็ดังขึ้นแ่เบาจากด้านหลังโขดหินที่เฟยหลงหลบซ่อนอยู่ — เท้าของเขาลื่นไถลไปเพียงเสี้ยววินาทีจากความตึงเครียดที่สะสมมานาน
ทั้งคนเฝ้าก้นเหวและชิงหยวนหันขวับไปทางเสียงนั้นพร้อมกันในทันที
เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานราวกับหยุดนิ่ง คนเฝ้าก้นเหวขยับตัวเข้าไปบังทิศทางของโขดหินไว้อย่างแเีโดยไม่ให้เห็นชัดว่าจงใจ พร้อมกับเอ่ยเสียงดังขึ้นกว่าเดิมราวกับพยายามกลบเกลื่อน “อาจเป็แค่นกป่าใบินหนีก็ได้”
ชิงหยวนหรี่ตามองไปทางโขดหินนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สัญชาตญาณของนักสืบสวนหลายสิบปีบอกเขาว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าเลยสักนิด แต่เขาก็ไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดในความมืดสลัวของหุบเหว เขาเหลือบมองคนเฝ้าก้นเหวอีกครั้ง สังเกตเห็นว่าท่าทีของชายผู้นี้เปลี่ยนไปเล็กน้อยในทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น — จากความเ็าที่มั่นคง กลายเป็ความระแวดระวังที่ปกปิดบางอย่างไว้อย่างชัดเจน
“หรือบางทีอาจไม่ใช่นกป่าก็ได้” ชิงหยวนกล่าวเสียงเรียบ มือขวายังคงแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ ไม่ขยับเข้าใกล้โขดหินนั้น แต่ก็ไม่ถอยออกไปเช่นกัน