บทที่14 ฝายแห่งความหวัง
หลินเสี่ยวเฉินใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงยามแผนกับเด็กๆ อย่างจริงจัง เขาไม่ได้เร่งรัดแต่ค่อย ๆอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าฝายที่กำลังจะสร้างนั้นต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุดเด็กแต่ละคนแม้จะยังเล็กแต่เมื่อมีเป้าหมายและรางวัลรออยู่ดวงตาทุกคู่ก็เปล่งประกายด้วยความตั้งใจ
เริ่มจากการแบ่งหน้าที่อย่างเป็ระบบเขารับหน้าที่เข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้ไผ่โดยบอกกับเด็กคนอื่น ๆว่าให้ช่วยกันเก็บก้อนหินจากบริเวณรอบลำธารเขาเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าหินที่เลือกต้อง “พอดี”ไม่เล็กจนหลุดออกจากฝายและไหลตามน้ำไปได้ง่าย ๆ และไม่ใหญ่จนเคลื่อนย้ายลำบากเพราะหินเหล่านี้จะเป็หัวใจของฝายที่จะช่วยกักน้ำและปล่อยให้น้ำไหลผ่านได้ในระดับที่เหมาะสม
เด็ก ๆ กระจายตัวกันไปทั่ว บ้างเดินเลาะลำธารบ้างปีนขึ้นไปตามเนินเล็ก ๆ เพื่อหาแหล่งหินที่เหมาะสม เสียงหัวเราะเสียงเรียกกันดังเป็ระยะ บรรยากาศที่เคยเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ส่วนหลินเสี่ยวเฉินเมื่อเข้าไปในป่าลึกพอที่ไม่มีใครเห็นก็หยุดลงหายใจเข้าลึกก่อนจะเรียกระบบขึ้นมา แสงสีฟ้าจาง ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาใช้คะแนนความสุขที่สะสมไว้แลกไม้ไผ่ออกมาจำนวนหนึ่ง ไม้ไผ่แต่ละลำตรงแข็งและมีขนาดเหมาะสมราวกับถูกคัดเลือกมาอย่างดี
เขาใช้มีดเล่มเล็กที่พกติดตัวตัดแต่งให้ได้ขนาดที่้าจากนั้นจึงลากไม้ไผ่เ่าั้ออกจากป่าทีละมัดเหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากแต่ก็ไม่หยุดพัก
เมื่อกลับมาถึงลำธาร เด็ก ๆ ก็เก็บหินมากองรวมกันไว้จำนวนไม่น้อยแล้วกองหินหลากขนาดวางเรียงกันอย่างกระจัดกระจาย รอเพียงการนำไปใช้งาน
หลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้นแล้วพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเริ่มลงมือทันที
เขาเรียกเด็กที่ตัวโตกว่าหน่อยให้มาช่วยกันตัดไม้ไผ่ให้ได้ความยาวเท่ากันจากนั้นจึงเริ่มปักไม้ไผ่ลงไปในพื้นลำธารเป็แนวสองแถวขนานกันเหมือนกำแพงสองด้านการตอกไม้ไผ่ลงในดินชื้นใต้ลำธารไม่ใช่เื่ง่ายแต่ด้วยแรงของเด็กหลายคนช่วยกันไม้ไผ่ก็เริ่มตั้งตัวได้มั่นคงทีละลำ
เมื่อโครงเริ่มเป็รูปเป็ร่างขั้นตอนต่อไปก็สอนให้ใช้เชือกมัดไม้ไผ่เข้าหากันสานไขว้ให้แ่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
มือเล็ก ๆ หลายคู่ช่วยกันทำงาน บางคนผูกเชือก บางคนถือไม้บางคนช่วยจับให้ตรง แม้จะดูเก้งก้างในตอนแรกแต่ไม่นานทุกคนก็เริ่มเข้าจังหวะ
เสียงน้ำไหลเบา ๆผสมกับเสียงหัวเราะและเสียงะโบอกกันไปมากลายเป็ภาพที่อบอุ่นอย่างประหลาด
เมื่อโครงไม้ไผ่เสร็จสมบูรณ์หลินเสี่ยวเฉินจึงให้เด็ก ๆช่วยกันขนหินมาใส่ตรงกลางระหว่างผนังไม้ไผ่ทั้งสองด้านก้อนหินถูกหยิบขึ้นมาแล้ววางลงทีละก้อน กองแล้วกองเล่าจนช่องว่างเริ่มเต็มแน่นหินบางก้อนถูกจัดวางอย่างระมัดระวังเพื่อให้โครงสร้างมั่นคงที่สุด
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว แสงแดดเริ่มคล้อยต่ำ ฝายหินขนาดย่อมค่อย ๆปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน มันอาจไม่สวยงาม แต่แข็งแรงและเต็มไปด้วยความพยายามของเด็กๆ ทุกคน
ในขณะที่ทุกคนกำลังมองผลงานของตัวเองอย่างภูมิใจเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาใกล้หลินเสี่ยวเฉินเขาคือหวงหยางเด็กวัยประมาณเจ็ดขวบใบหน้ามอมแมมเล็กน้อยจากการทำงานแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความสงสัย
“พี่เสี่ยวเฉิน…” เขาเอ่ยขึ้นอย่างลังเล“แบบนี้…มันจะช่วยเื่น้ำได้จริงหรือ”
คำถามนั้นทำให้เด็กคนอื่น ๆ หันมามองเช่นกัน
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบาง ๆ เขาไม่ได้ตอบยาวเพียงมองไปที่ฝายตรงหน้าแล้วพูดอย่างมั่นใจ “พวกเ้าคอยมาดูพรุ่งนี้เช้าแล้วจะรู้เอง”
คำตอบนั้นไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมทว่ากลับทำให้เด็ก ๆรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกหลังจากเก็บของเรียบร้อยหลินเสี่ยวเฉินก็พาเด็ก ๆ กลับไปยังบ้านของตนพวกเขาเดินกันไปพูดคุยเื่ผลงานของตัวเองในวันนี้กันไปอย่างสนุกสนานบางคนถึงกับพูดอย่างภูมิใจว่าฝีมือของตัวเองก็ไม่ธรรมดาอีกไม่นานก็คงสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ได้อย่างแน่นอน
เมื่อมาถึงบ้านหลินเสี่ยวเฉินรีบเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ปิดประตูเบาๆ ก่อนจะเรียกระบบขึ้นมาอีกครั้ง เขาใช้คะแนนความสุขแลกไก่และปลาออกมาจากมิติไก่ตัวหนึ่งยังมีชีวิต ขนสะอาดและแข็งแรงส่วนปลาก็สดใหม่ราวกับเพิ่งจับขึ้นมาจากน้ำเด็กชายยิ้มอย่างพอใจก่อนจะหิ้วไก่กับปลาออกไปด้านนอก
ทันทีที่เด็ก ๆ เห็นต่างก็เบิกตากว้างด้วยความใเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“ไก่! ไก่นี่นา”
“ยังเป็ ๆ อยู่เลย!”
“แล้วปลาด้วย!”
สายตาของเด็กทุกคนจับจ้องไปที่สิ่งของในมือเขาอย่างไม่อยากเชื่อบางคนกลืนน้ำลาย บางคนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ราวกับกลัวว่ามันจะหายไปคำถามมากมายเริ่มดังขึ้นพร้อมกัน
“ท่านไปเอาไก่กับปลานี่มาจากไหนกัน ท่านมีเงินซื้อเหรอ”
“นั่นนะสิ ในหมู่บ้านของพวกเรา อย่าว่าแต่พวกชาวบ้านเลยขนาดหัวหน้าหมูบ้านยังไม่รู้จะมีเงินซื้อไก่กินหรือไม่”
“พี่เสี่ยวเฉิน...ท่านนี่ช่างน่าทึ่งเหลือเกิน”
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบอย่างเรียบง่าย“ที่ข้าได้ของพวกนี้มาเพราะไปทำงานในเมือง ได้เงินมาเล็กน้อยจึงเอาไปซื้ออาหารไว้อีกทั้งในภายหน้าหากมีน้ำมากพอข้าก็ตั้งใจจะเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาเองด้วย”
คำอธิบายของเขาไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว มันเพียงพอเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือพวกเขาจะได้กินเนื้อ
“พี่หญิง...ท่านช่วยทำน้ำแกงไก่กับปลาย่างให้หน่อยได้หรือไม่”หลินเสี่ยวเฉินหันไปเรียกหลินอวี้หลาน
“ได้สิ” เสียงของพี่สาวตอบกลับในทันที
ไม่นานนักควันจากเตาก็ลอยขึ้นกลิ่นหอมของเนื้อไก่ที่กำลังต้มกับสมุนไพรค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วบริเวณบ้านพร้อมกับกลิ่นของปลาย่างเกลือที่กำลังสุกพอดี ทำเอาหลายคนน้ำลายสอ
เด็ก ๆ นั่งล้อมวงกันอย่างเป็ระเบียบแม้จะหิวจนท้องร้องแต่ก็ยังรออย่างอดทน
“อาหารเสร็จแล้ว มากินกัน”หลินอวี้หรานกับจางเว่ยเยียนถือจานอาหารเข้ามาให้บ้านพร้อมรอบยิ้มทุกคนต่างก็ร่วมกินอาหารมื้อนี้กันอย่างเอร็ดอร่อย
เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายใบหน้าของเด็กแต่ละคนเต็มไปด้วยความสุขที่แทบไม่ได้ััมานาน บางคนกินไปยิ้มไปบางคนถึงกับน้ำตาคลอเพราะความอร่อยและความอิ่มที่ไม่คุ้นเคยบ้านหลินในวันนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นอย่างแท้จริง
หลินเสี่ยวเฉินนั่งมองภาพนั้นเงียบ ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า
ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวคะแนนความสุขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งคน…สองคน…สิบคน…สุดท้ายหยุดอยู่ที่ 150คะแนน
เด็กชายหลับตาลงเล็กน้อยรับรู้ถึงตัวเลขนั้นอย่างสงบแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจจริง ๆ ไม่ใช่คะแนนหากเป็รอยยิ้มตรงหน้าเพราะอย่างน้อยวันนี้เขาทำให้คนรอบตัวมีความสุขและสามารถทำสิ่งที่จะช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงๆ