ในปี 2019 เป่ยชานชานก็ยังคงทำงานที่บริษัทตามเดิม เธอยังคงทำงานหนักทั้งในบ้านและนอกบ้านตามเดิม ไม่ว่าฐานะทางบ้านจะดีขึ้นแค่ไหน แม่สามีก็ไม่ยอมให้เธอจ้างคนใช้เข้ามาทำงานบ้าน
“เ้านายค่ะ คนที่บ้านโทรศัพท์ให้เ้านายรีบกลับบ้านค่ะ” เลขาวัยกลางคน เข้ามาในห้องทำงานของเ้านาย
“คนที่บ้านของฉันโทรศัพท์มาหรือ!” เป่ยชานชานเงยหน้าจากเอกสารตรงหน้า และเอ่ยถามเลขาที่ทำงานกับเธอมาหลายสิบปี
“ใช่ค่ะ ทางบ้านบอกให้เ้านายรีบกลับบ้านด่วน” เลขาวัยกลางคนบอก เธอชินชาแล้วที่คนบ้านสามีเ้านายจะโทรศัพท์ตามเ้านายกลับบ้านแบบนี้
“ฉันรู้แล้ว เอกสารสำคัญต่างๆ ฉันเซ็นเอาไว้หมดแล้วนะ ยังไงตอนนี้ก็เย็นมากแล้วคุณเลขาก็กลับบ้านได้เลย” เป่ยชานชานบอกเลขา
“เ้านายค่ะ ทำไมคุณต้องทำตามที่คนที่บ้านบอกตลาดเลย ่นี้โรงงานมีปัญหาคุณทำงานหนักมากที่จะ ดูแลโรงงานและบริษัทไม่ให้ล้ม แต่คนที่บ้านก็ยังชอบตามคุณกลับไปทำงานบ้าน ทำอาหารอีก” เลขาวัยกลางคนกล่าวด้วยความสงสาร
“ขอบคุณนะ ที่เป็ห่วงฉัน แต่ฉันมีความสุขดีที่จะได้ดูแลทุกคนที่ฉันรัก ต่อให้ฉันเหนื่อยมากกว่านี้ก็ไม่เป็ไร” เป่ยชานชานที่เรียนจบมาไม่สูง เธอลำบากมาั้แ่เด็ก และถูกคนที่บ้านสั่งสอนมาตลอดว่าให้เธอดูแล เสียสละให้กับน้องๆ และปกป้องครอบครัวให้มีความสุข
“เ้านาย…” เลขาวัยกลางคนไม่สามารถพูดอะไรไปมากกว่านี้
“เอาละ ฉันต้องกลับบ้านก่อน ไม่ควรให้คุณแม่สามีก็รอนาน” เป่ยชานชานบอกเลขา และลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเดินออกจากห้องทำงาน
“เ้านายคุณจะรู้ไหมว่า พวกเขาไม่เคยเห็นความสำคัญของคุณเลย” เลขาวัยกลางคนกล่าวด้วยความสงสารเ้านาย
….
เป่ยชานชานรีบขับรถกลับไปที่บ้านหลังใหญ่ของครอบครัว
“กลับมาแล้วหรือ!ทำไมกลับมาช้า หล่อนอยากจะให้ฉันกับสามีของหล่อนหิวตายไปเลยหรือไง” แม่สามีไป๋จินเย่ว ที่ตอนนี้อายุ61ปี นั่งทำหน้าบึ้งตึงใช้ลูกสะใภ้คนรอง
“ขอโทษค่ะคุณแม่ พอดีที่บริษัทมีเื่ให้จัดการเร่งด่วน เดี๋ยวฉันจะรีบไปทำอาหารให้เดี๋ยวนี้เลยคะ” เป่ยชานชานกล่าว
“น้องสะใภ้รอง หล่อนนี้ไม่ได้เื่เลยจริงๆ นะ หล่อนไม่รู้หรือไงว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างงานกับคุณแม่!” สะใภ้ใหญ่จางเหมยลี่กล่าวถามน้องสะใภ้รอง
“ขอโทษค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ ที่บริษัทมีปัญหาจริงๆ” เป่ยชานชานกล่าว
“จะมีอะไรนักหนา!งานพวกนี้เราก็มีคนช่วยทำอยู่แล้ว คุณจะไปทำมันทำไม รีบเข้าไปทำอาหารในครัวเลย คุณแม่กับคุณพ่อพวกท่านหิวแล้ว” หวังเฉาเฟยกล่าวบอกภรรยา ที่นับวันเขาก็ยิ่งรังเกียจ
“คุณรอก่อนนะ ฉันจะรีบไปทำอาหารให้” เป่ยชานชานบอกสามีและวางกระเป๋าเอาไว้ ก่อนจะรีบเดินเข้าครัว
“เดี๋ยวก่อน!หล่อนอย่าพึ่งไป!” แม่สามีเอ่ยเรียกเอาไว้ก่อน
“คุณแม่มีเื่อะไรหรือคะ” เป่ยชานชานเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไรมาก ฉันก็แค่จะบอกว่าหล่อนทำอาหารไม่เสร็จ ยังไม่ต้องออกมาจากในครัว ไปได้แล้ว” แม่สามีกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า เป่ยชานชานก้มหน้าเข้าครัวไปทำอาหาร
“คุณแม่ค่ะ ฉันเบื่ออาหารฝีมือพี่สะใภ้รองแล้ว~วันนี้เราออกไปกินข้าวนอกบ้านกันดีไหมคะ” หวังลี่จูน้องสาวสามีเอ่ยบอกไป๋จินเย่วแม่ของเธอ
หวังลี่จูที่มีอายุ 33 ปี ได้แต่งงานไปแล้ว ก็ยังกลับมาอยู่ที่บ้านทุกวัน ทำตัวเหมือนไม่ได้แต่งงานออกไป
“เอาสิ แม่ก็เบื่อแล้วเหมือนกัน” ไป๋จินเย่วเห็นด้วยกับลูกสาวของนาง ทุกคนพากันออกจากบ้านโดยไม่คิดจะเรียกเป่ยชานชาน สะใภ้รองที่รีบกลับมาทำอาหารให้ครอบครัวเลย แม้แต่สามีของเธอก็ไม่สนใจ
“คุณแม่ค่ะ เราเรียกจินอวี๋ไปกินข้าวด้วยกันดีไหมคะ” หวังลี่จูเดินกอดแขนของไป๋จินเย่วผู้เป็แม่ เอ่ยถาม
“หนูเป่ยจินอวี๋นะหรือ? แต่ว่าหนูเป่ยจินอวี๋ไม่ใช่ว่าอยู่ต่างประเทศกับสามีเหรอ?” ไป๋จินเย่วถามลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ
“คุณแม่ค่ะ…ตอนนี้จินอวี๋เธอหย่ากับสามีแล้วนะคะ และกลับมาอยู่บ้านได้หลายวันแล้ว” หวังลี่จูเอ่ยบอกแม่ของเธอ
“ไงหรือ!ถ้าหนูจินอวี๋กลับประเทศแล้ว ก็เชิญเธอมากินข้าวกับเราแล้วกัน แม่ไม่ได้เจอเธอมานานแล้วด้วย” ไป๋จินเย่วบอกลูกสาว
“ได้ค่ะคุณแม่ วันนี้เราไปกินข้าวที่โรงแรมหรูกลางเมืองปักกิ่งแล้วกันนะคะ” หวังลี่จูเอ่ยบอกทุกคน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าใบหรู และกดโทรไปหาเพื่อนสาว