หากจะพูดถึงใครที่ด่าคนได้เจ็บแสบที่สุดในโลก ย่อมต้องเป็เหล่าปัญญาชนอย่างแน่นอน!
เพียงการประชดประชันสลับกับการด่าทอไม่กี่คำ ก็ขุดรากถอนโคนตัวตนที่แท้จริงของหลี่หยางออกมาเสียจนหมดเปลือก
ที่แท้ก็เป็แค่ลูกคุณหนูตัวปลอมที่ไร้น้ำยา...
หากคนที่มีฝีมือทำตัวอวดเบ่งนั่นเรียกตัวร้าย แต่ถ้าไม่มีฝีมือแล้วยังทำตัวอวดเบ่งนั่นเขาเรียกตัวตลก
ซึ่งคนอย่างกู้หลานย่อมไม่ลดตัวลงไปถือสาหาความกับพวกมดปลวกอยู่แล้ว
ทว่าในตอนนั้นเอง แถวที่ยืนรอก็เกิดความวุ่นวายขึ้น!
“วันนี้รายชื่อครบแล้ว พวกเ้ามาใหม่พรุ่งนี้เถอะ!”
เ้าหน้าที่ที่นั่งเขียนชื่อมาทั้งวันเริ่มเหนื่อยล้า เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดจึงเตรียมตัวเลิกงานด้วยท่าทีหงุดหงิด
เหล่าบัณฑิตที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าต่างพากันถอดใจด้วยความผิดหวัง จำใจต้องยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยขบเตรียมตัวกลับบ้าน
แต่…
หลี่หยางที่เพิ่งมาถึงแตกต่างออกไป เขาทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเ้าหน้าที่ และยังคงเดินดุ่ม ๆ ไปที่โต๊ะลงทะเบียน
“จะทำอะไร?”
เ้าหน้าที่ดูเหมือนจะจำเขาได้
“พี่ชายเ้าหน้าที่ ช่วยอำนวยความสะดวกหน่อยเถอะ ข้าไม่อยากเสียเที่ยว เพิ่มชื่อข้าไปอีกคนนะ”
เมื่อหลี่หยางพูดจบ เหล่าบัณฑิตรอบข้างต่างพากันมองด้วยความรำคาญและความไม่พอใจ
‘พวกเขายืนรอมาทั้งวันยังไม่บ่นสักคำ แต่เ้าคนที่เพิ่งมาแซงแถวกลับอยากจะเมินเฉยต่อกฎระเบียบงั้นหรือ?’
เ้าหน้าที่มองเขาราวกับมองคนโง่เขลา
“ไม่ได้!”
“พี่ชายเ้าหน้าที่ ท่านอาจไม่รู้ว่าพี่สาวข้าคือใคร”
มุมปากของหลี่หยางยกยิ้มอย่างถือดี
“พี่สาวเ้าเป็ใครล่ะ ก็แค่นางบำเรอข้างห้องของท่านเ้าเมืองไม่ใช่หรือไง ถอยไป!”
เ้าหน้าที่เมื่อเห็นท่าทีที่ใช้บารมีข่มขู่เช่นนั้นก็ยิ่งหงุดหงิด!
อีกอย่าง ใครเล่าจะโง่เขลา การเปิดทางให้เดินเส้นสายกันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ใครจะยอมกัน?
แถมยังไม่ได้ติดสินบนมาแม้แต่อีแปะเดียว...
รอยยิ้มของหลี่หยางหายวับไปทันที ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
เขาคิดว่าตัวเองเป็คุณชายผู้สูงส่ง แต่ในสายตาคนอื่น เขาเป็ได้แค่ ‘น้องชายของนางบำเรอ’ เท่านั้น!
“เ้าหน้าที่คนนี้มีใจที่เป็ธรรมดี” กู้หลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ผู้คนรอบข้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันหัวเราะ
“เฮอะ ก็ใช่น่ะสิ!”
“ไก่ป่าก็คือไก่ป่า ต่อให้บินขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้สูง ก็ไม่มีวันกลายเป็หงส์!”
“...”
ทางด้านหลินลู่ เขาไม่ได้เอ่ยปากวิจารณ์อะไร แต่เมื่อได้ยินว่าวันนี้ลงทะเบียนจบลงแล้ว เขากลับรู้สึกยินดีอยู่ในใจ เพราะเขาสามารถกลับไปบอกพี่สาวได้อีกครั้งว่า วันนี้ต่อแถวไม่ทัน เลยไม่ได้จ่ายค่าสมัครสอบ
ยื้อเวลาไปได้อีกวัน พี่สาวของเขาก็ไม่ต้องลำบากหาเงินมาให้เขาสอบ...
“พี่กู้ ข้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะ พี่สาวข้ารออยู่”
“อืม”
กู้หลานโบกมือลา
แต่ในจังหวะนั้น เ้าหน้าที่ที่กำลังลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเดินผ่านมาทางนี้พอดี จึงได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่
เ้าหน้าที่มองสำรวจกู้หลานั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาลังเล
“ท่านนี้... ท่านแซ่กู้ หรือว่าเป็คุณชายกู้หลานจากโรงน้ำชาตระกูลกู้?”
เอ๊ะ??
เ้าหน้าที่กลายเป็จุดสนใจของทุกคนในทันที เมื่อเขาถามเช่นนั้น บัณฑิตที่ยังไม่กลับบ้านต่างก็จับจ้องมาที่กู้หลาน
รวมถึงหลี่หยางที่เพิ่งถูกตอกหน้ามาจนอับอายด้วย
“ข้าเอง มีอะไรหรือ?” กู้หลานเลิกคิ้วถาม
‘วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมชื่อแซ่ของเขาถึงกลายเป็ที่จดจำขนาดนี้?’
“ข้าไม่รู้จักท่านหรอก แต่ว่าอาจจะเป็...”
เ้าหน้าที่พูดค้างไว้ ดูเหมือนยังไม่มั่นใจในตัวกู้หลานนัก จึงรีบกล่าวต่อว่า “เช่นนั้นท่านช่วยรอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่ ข้าจะไปเรียนเชิญท่านเ้าเมืองมาพบท่านเดี๋ยวนี้”
“ได้สิ”
กู้หลานพยักหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกงุนงงอย่างบอกไม่ถูก
ในตอนนี้ สายตาของผู้คนที่มองมาเริ่มเปลี่ยนไป!
“พี่ชาย ท่านรู้จักท่านเ้าเมืองหลางโจวด้วยหรือ?”
“ไม่รู้จัก” กู้หลานตอบสั้น ๆ
“แล้วเมื่อครู่เ้าหน้าที่คนนั้น… เหตุใดถึงจู่ ๆ ก็เปลี่ยนท่าที แถมยังถึงกับไปเชิญท่านเ้าเมืองมาให้ท่านได้ขนาดนี้!”
“พี่ชาย มีเส้นสายกับท่านเ้าเมืองขนาดนี้ยังยอมมาต่อคิวอย่างสุภาพ สุดยอดจริง ๆ !”
“...”
เพียงชั่วพริบตา ทุกคนต่างประจบประแจงกู้หลานยกใหญ่
แต่ก็ไม่ลืมที่จะกระแนะกระแหนหลี่หยางที่เป็ ‘เส้นสายกำมะลอ’ ไปด้วย!
หลี่หยางที่ถูกเมินอยู่ข้าง ๆ รู้สึกเดือดดาล ดวงตาที่มองกู้หลานเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา!
“ท่านเ้าเมืองหลับไปนานแล้ว จะมาเพราะเ้าหมอนี่ได้อย่างไร? เ้าพวกโง่ ไม่เห็นหรือไงว่าเ้าหน้าที่นั่นยังไม่แน่ใจเลย!”
หลี่หยางที่กลัวเสียหน้าจึงโต้กลับด้วยท่าทีที่ดูเก่งแต่ปาก
แต่ทว่า คำพูดนั้นยังไม่ทันขาดคำ ไฟในที่ทำการเมืองที่ดับไปแล้วกลับสว่างพรึบขึ้นมา ประตูหลักที่ใช้สำหรับว่าราชการใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก!
แถวเ้าหน้าที่วิ่งออกมาอย่างเป็ระเบียบ ชายชราตัวเล็กในชุดขุนนางสีน้ำเงินสวมหมวกขุนนางเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
และจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากท่านเ้าเมืองหลางโจว!
เมื่อหลี่หยางเห็นเขาเข้าก็ตัวแข็งทื่อ ตั้งท่าจะเรียก 'พี่เขย' เหมือนเช่นทุกครั้ง
แต่ผลปรากฏว่า เขากลับได้ยินท่านเ้าเมืองเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม
“ไม่ทราบว่า... ท่านใดคือคุณชายกู้หลานหรือขอรับ?”
หลี่หยางถึงกับสติหลุดไปทันที!
“ทางนี้” กู้หลานโบกมืออย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลา ดวงตาที่เล็กราวกับเมล็ดถั่วของท่านเ้าเมืองก็เป็ประกายขึ้นมาทันที
ดูเหมือนจะยืนยันตัวตนของกู้หลานได้แล้ว!
“แหม คุณชายกู้ ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้!”
“รายชื่อวันนี้เพิ่งเหลือที่ว่างพอดี! นี่ขอรับ บัตรสอบฤดูใบไม้ร่วงของสำนักผู้ตรวจการหลางโจว หมายเลข 295 เป็หมายเลขสอบของคุณชาย โปรดเก็บรักษาไว้ให้ดีนะขอรับ!”
ท่านเ้าเมืองกล่าวประจบสอพลอ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ายิ้มจนเกือบรวมกันเป็ก้อน พร้อมกับโค้งตัวส่งแผ่นป้ายเหล็กเล็ก ๆ ให้กู้หลาน
เหล่าบัณฑิตที่อยู่ที่นั่นต่างพากันอ้าปากค้าง!
ให้ตายเถอะ ใคร ๆ ก็บอกว่าท่านเ้าเมืองชอบทำตัวถือตัววางอำนาจ แล้วทำไมกับกู้หลานถึงได้เป็กันเองขนาดนี้?
เป็กันเองจนแทบจะก้มลงกราบอยู่แล้ว!
นี่มัน ‘รับใช้ราษฎรดั่งบิดา’ ของจริง!
“ท่านจำคนผิดหรือเปล่า?” กู้หลานถามด้วยความสงสัย
“ไม่ผิดแน่นอนขอรับ... แล้วที่บอกไปว่าเหลือที่ว่าง ก็เหลือจริง ๆ คุณชายเก็บไว้ให้ดีเถิด!” ท่านเ้าเมืองกล่าวอย่างอารมณ์ดี “อ้อ จริงสิ คุณชาย ข้าชื่อโต้วฝู วันหน้าหากมีเื่อะไรหวังว่าท่านจะช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยนะขอรับ!”
ทุกคน “...!!”
ท่านเ้าเมืองผู้สง่างาม ถึงกับยอมแทนตัวเองว่า ‘ข้าน้อย’ ต่อหน้าสามัญชนคนหนึ่ง เื่นี้มันเกินไปแล้ว...
กู้หลานเองก็งุนงง คิดจะถามต่อแต่เ้าโต้วฝูคนนี้ดูเหมือนจะไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบอ้างว่ามีธุระแล้วพาลูกน้องกลับเข้าจวนไป
หลี่หยางยังพยายามจะเข้าไปประจบ แต่กลับถูกท่านเ้าเมืองเมินเฉย แถมยังถีบไปโดนสิงโตหินข้างประตูเข้าให้อีกทีหนึ่ง!
ไม่นานไฟในที่ทำการเมืองก็ดับลงสนิท!
บนถนนสายยาว บัดนี้กลับเข้าสู่ความเงียบงัน
กู้หลานมองดูบัตรสอบในมือ คิดวนเวียนในใจว่า ‘หรือจะเป็เพื่อนของเ้าของร่างเดิม ที่บังเอิญเป็ขุนนางในราชสำนัก พอรู้ว่าปีนี้เขาจะสอบ เลยจัดการเตรียมเส้นสายไว้ให้?’
‘แต่ต้องเป็ขุนนางใหญ่ขนาดไหนกัน ถึงทำให้เ้าเมืองคนหนึ่งกลายเป็ถึงขนาดนี้ได้?’
“ฮ่า ๆ ! พี่กู้มีวาสนาดีจริง ๆ อนาคตสดใสอยู่แค่เอื้อมแล้ว!”
หลินลู่กล่าวด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
ทว่าดวงตาของเขากลับใสซื่อ มีเพียงความยินดี ไม่มีร่องรอยของความริษยาอย่างคนอื่น
“หากข้าบอกว่าข้าไม่รู้จักเขา เ้าจะเชื่อหรือไม่?” กู้หลานแบมือ
“เชื่อสิ แต่พี่กู้มักมีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารีเสมอ บางทีอาจจะเคยช่วยเหลือใครไว้โดยไม่ตั้งใจก็ได้ ใครจะไปรู้”
หลินลู่กลับคิดว่าคนดีอย่างกู้หลานสมควรได้รับวาสนาเช่นนี้
“พี่กู้ ข้าต้องกลับไปหาพี่สาวแล้ว ขอตัวก่อน!”
“เดี๋ยวก่อน... เ้าก็ไปสอบเถอะ หากสอบติดจริง ๆ ข้าให้ยืมเงินได้!”
“ขอรับ!”
...
เมื่อภายนอกกลับเข้าสู่ความเงียบสนิท
ภายในที่ทำการเมืองที่มืดมิด โต้วฝูถามเ้าหน้าที่บันทึกรายชื่อที่แอบมองผ่านช่องประตูอยู่ข้าง ๆ ว่า “คุณชายกู้ไปแล้วหรือยัง?”
“ไปแล้วขอรับ ท่านเ้าเมือง”
“เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว ค่อยยังชั่ว งานนี้ถือว่าทำสำเร็จแล้ว ในที่สุดข้าก็นอนหลับฝันดีเสียที!”
“ถึงขนาดนั้นเลยหรือขอรับท่านเ้าเมือง ่นี้ที่ท่านนอนไม่หลับ เป็เพราะเื่นี้เองหรือ?” เ้าหน้าที่คนนั้นเอ่ยหยอกล้อ
“เ้าจะไปเข้าใจอะไร!”
โต้วฝูถลึงตาใส่ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “เ้ารู้หรือไม่ว่าความสัมพันธ์ของคุณชายกู้คนนี้ ใครเป็คนฝากฝังมา? ถ้าบอกไปเ้าได้หัวใจวายตายแน่!”
“ใครหรือขอรับ?”
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังเช่นนั้น เ้าหน้าที่ก็เริ่มรู้สึกประหม่า
“เมืองหลวง สำนักเสวียนเทียน!” ท่านเ้าเมืองถลึงตาแล้วกระซิบเสียงลอดไรฟัน
สำนักเสวียนเทียนมีหน้าที่ตรวจตราขุนนางทั่วราชสำนัก แม้แต่เหล่าขุนนางชั้นสูงในท้องพระโรงยังหวาดเกรงราวกับเสือ...
ในโลกนี้จะมีใครอีกเล่าที่สามารถสั่งการสำนักเสวียนเทียนได้?
ครู่ต่อมา
เ้าหน้าที่ตัวน้อยอ้าปากค้างจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกับพื้น!
ให้ตายเถอะ...