เขาที่บังเกิดความคิดขึ้นวูบตราผนึกแต้มดอกทานตะวันตรงหว่างคิ้ว ก็พลันส่องสว่างขึ้นและถูกโยกย้ายมาอยู่ตรงบริเวณใจกลางฝ่ามือ
“กลืนกินมิติช่อง”
ทักษะแบ่งออกมาทั้งหมดเจ็ดสี แบ่งเป็นแดง ส้ม เหลือง เขียวเขียวอ่อน ฟ้า ม่วง สีแดงคือระดับที่อ่อนแอที่สุดสีม่วงก็คือระดับที่แข็งแกร่งที่สุด และ “กลืนกินมิติช่อง”ก็ย่อมต้องถือเป็นทักษะในระดับสีม่วงที่ถือว่ามีความแข็งแกร่งได้มากที่สุดไม่เพียงแต่จะสามารถกลืนกิน อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่าง ๆที่อยู่บนร่างกายได้
ก็คล้ายกับตอนนี้ที่ขอเพียงแค่เขาแตะเข้าไปที่ซากศพที่อยู่ข้างกายเบา ๆก็จะสามารถซากศพกองทหารถักเปียเข้าสู่ภายในมิติช่องว่างได้อย่างง่ายดายภายใต้การปกคลุมด้วยพลังแห่งการกลืนกินอันแข็งแกร่ง เพียงชั่ววูบเดียวก็ยิ่งมีแต่จะสำเร็จเป็นพลังชีวิตปราณบริสุทธิ์ที่เกิดจากฟ้าดินไปอย่างหมดจด
“คงจะได้เวลาที่จะบ่มเพาะมนตราคาถามนตราคาถาสายนี้กันแล้ว”
ภาพฉากที่ซากศพได้กลายเป็นปราณบริสุทธิ์ได้ทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงเกิดเป็นความคิดเชื่อมโยงเข้ากับพลังสายมารที่อยู่ภายในความทรงจำของฮวานอวิ๋นขึ้นมา
“เคล็ดกายาหลอมโลหิต”
นี่ก็คือเลือดเนื้อที่เกิดจากมนตราคาถาอันเลิศล้ำในการบ่มเกาะกายหยาบจากเกาะสุขสราญรมณ์บ่มเพาะ
มนตราคาถานี้ ในโลกบำเพ็ญเซียนได้ถูกตัดสินว่าเป็นมนตราคาถาสายมารที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บำเพ็ญเซียนโดยส่วนใหญ่
การใช้มนตราคาถาแขนงนี้หลอมพลังเข้าสู่ร่างกายก็เหมือนดั่งการสูบเลือดบริสุทธิ์ของสิ่งมีชีวิตมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง
นี่ ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่เขาประสบอยู่พอดี
อีกด้านหนึ่งยังสามารถหยิบยืมหลอมพลังเข้าสู่ร่างกายเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างการรักษาเยียวยา
ส่วนข้อที่สอง ก็คือการใช้พลังวัตรของสิ่งมีชีวิตโดยที่ไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่ที่จะต้องเป็นสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงอย่างเดียวแต่ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าหากเป็นสิ่งมีชีวิตจะต้องให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ารอบข้างของเขาที่เต็มไปด้วยซากศพจนเรียกได้ว่าเป็นเหมือนแหล่งทรัพยากรที่เฟื่องฟูอย่างถึงขีดสุดเลยก็ได้ไม่ว่าจะบ่มเพาะอย่างไรก็ย่อมต้องได้อยู่แล้ว
“มนตราคาถาวิถีมารแล้วจะยังไง? ขอเพียงสามารถช่วยให้เราสามารถก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้ก็ไม่มีอะไรห้ามเราได้อยู่แล้ว”
เจวี๋ยหวู่หมิงแทบจะไม่ได้สนใจเลยว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะอธรรมอะไรพวกนั้นอยู่แล้วยังไงถ้าหากเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
“หลอม!”
ครั้งนี้เจวี๋ยหวู่หมิงก็แตะไปที่ซากศพที่ไว้ผมเปียอีกร่าง
เคล็ดกายาหลอมโลหิตจะเป็นตัวกระตุ้นพลังลมปราณ
ร่างของทหารไว้ผมเปียได้เกิดเสียงโครมครามดังขึ้นจนเลือดเนื้อทั่วร่างเกิดการยืดหดขึ้นมาไม่หยุดไม่หย่อนเลือดบริสุทธิ์แต่ละหยดจากบนร่างกายเขา ได้ถูกบีบอัดด้วยพลังอันมหาศาล
เจวี๋ยหวู่หมิงผสานแสดงเคล็ดวิชาจนเกิดเป็นเปลวเพลิงขุมหนึ่งที่ลุกโชกโชนขึ้นอยู่ทางด้านบนของเลือดบริสุทธิ์วินาทีนั้นพลันเกิดเป็นเสียงของการลุกไหม้ขึ้นมา
แต่ทว่าด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องหยาดเลือดสีแดงสดได้ถูกหลอมรวมจนกลายเป็นเลือดบริสุทธิ์สีเหลืองอันเข้มข้นอย่างถึงที่สุดออกมาหนึ่งหยด
“ฮู่ว!”
เจวี๋ยหวู่หมิงเปล่งเสียงทุ้มต่ำ
ขยับนิ้วเคลื่อนไหวเลือดบริสุทธิ์นั้นพลันแปรเปลี่ยนจนกลายเป็นกระแสพลังเส้นสีเหลืองเส้นหนึ่งถ่ายเทเข้าสู่เส้นเลือดรอบกายเจวี๋ยหวู่หมิง
“ช่างเป็นพลังมารที่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
เจวี๋ยหวู่หมิงได้แต่เพียงสูดลมหายใจ พร้อมกับยื่นมือออกมาแล้วจับเข้าไปที่อีกศพ
รอจนกระทั่งหล่อหลอมทหารผมเปียไปได้หลายต่อหลายศพแล้วท้ายที่สุดเจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้พบว่าบนหน้าต่างสถานะ ได้แสดงผลของ《เคล็ดกายาหลอมโลหิต》ออกมาแล้ว
เขาจึงค่อยได้หยุดพลังวัตรนี้เอาไว้เปลี่ยนไปเป็นการหันไปรวบรวมซากศพมาแทน กลืนกินและทำให้เกิดเป็นค่าปราณบริสุทธิ์
ช่วงเวลาค่ำคืนจนเกือบบ่ายเจวี๋ยหวู่หมิงได้ซากศพของทหารผมเปียที่ตายในสงครามเก็บเข้าไปภายในมิติช่องว่างจนหมดไปในช่วงเช้าจากนั้นก็กลืนกินจนเกิดเป็นพลังปราณบริสุทธิ์ไปอย่างหมดจด
ไม่ทันไรค่าปราณบริสุทธิ์ที่เก็บสะสมมามากกว่าหกพันแต้มอีกทั้งยังได้ถือครองแต้มสะสมไว้หลายหมื่นแต้มแบบนี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำการเลื่อนขั้นมนตราคาถาสายสักสองขั้นกันแล้ว
“ก่อนอื่นก็เลื่อนขั้นเคล็ดกายาหลอมโลหิตเป็นขั้นที่หนึ่ง”
เจวี๋ยหวู่หมิงคิดไปคิดมา ในใจก็ได้ค่อย ๆหันไปกล่าวกับระบบ
กร๊อบกร๊อบ……กร๊อบกร๊อบ……
ยามนี้ ร่างกายที่เกิดเจวี๋ยหวู่หมิงขึ้นมาพร้อมกับกระแสเลือดขนาดใหญ่ขุมหนึ่งค่อย ๆ ที่จะหันกายไปอย่างช้า ๆ ไม่นานนักก็ได้มีเสียงกระดูกเติบโตดังขึ้นมา
บนร่างกายเขาที่ยังมีร่องรอยอาการบาดเจ็บที่ดีขึ้นมาบ้างอีกทั้งยังได้รับการบำรุงผ่านทางกระแสเลือด จึงทำให้ฟื้นฟูกลับมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งในท้ายที่สุดแม้แต่ภายในร่างกายบอบช้ำภายในที่สะสมมาหลายปีรวมไปจนถึงอาการเจ็บปวดทุกอย่างล้วนแต่หายไปเป็นปริทิ้งแล้ว
กล้ามเนื้อบนร่างกายของเขาเริ่มพองขึ้นมาเหมือนกับบอลลมเดิมที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างกายอ่อนแอซูบผอมคนหนึ่ง ก็พลันเปลี่ยนจนกลายเป็นแข็งแรงกำยำขึ้นในทันทีแม้กระทั่งส่วนสูงเองก็ยังสูงขึ้นกว่านับสิบเซนติเมตร
ชั่วขณะนั้นอาการบาดเจ็บภายในร่างกายนี้ก็ได้รับการฟื้นคืนได้อย่างสมบูรณ์พลังอันมหาศาลจากร่างกายเองก็ได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
เจวี๋ยหวู่หมิงกำหมัดเอาไว้จนแน่น พร้อมปล่อยหมัดพุ่งเข้าใส่อากาศอันว่างเปล่าไปหนึ่งหมัดจนเกิดเป็นเสียงแหวกอากาศดังขึ้น จนถึงกับอดไม่ได้ที่โพล่งออกมาในทันที: “มนตราคาถาวิถีมารก็ช่างทรงอำนาจจริงๆ ข้าเองก็มีความรู้สึกที่ขอเพียงแค่ปล่อยหมัดออกไปเพียงหมัดเดียวก็น่าจะสามารถปะทะกับหมูป่าตัวหนึ่งให้ตายได้ อย่างน้อยก็มีพลังแห่งเบญจาศิลากันบ้างล่ะ”
เบญจาศิลา ถึงกับมีน้ำหนักถึงสามร้อยชั่ง
ประกายสีแดงสาดเป็นประกายขึ้นภายในแววตาของเขาขณะนี้ราวกับเกิดเป็นเปลวเพลิงสีแดงเลือดสองลูกลุกโชนขึ้นมา
จนกระทั่งผ่านไปได้ประมาณสองช่วงลมหายใจเพลิงโลหิตภายในดวงตาทั้งคู่นั้นของเขาพลันสลายหายลับไปจนเผยดวงตาของมนุษย์ธรรมดาออกมา
“แต่ถึงอย่างนั้นด้วยพลังแบบนี้ ภายในโลกบำเพ็ญเซียนคงจะเป็นที่น่ารังเกียจกันพอดูเลยทีเดียว แม้แต่ขั้นเริ่มต้นก็ยังนับไม่ได้ยังไงเราก็ต้องรีบเลื่อนระดับบ้างแล้วล่ะ ในครั้งนี้ก็คือ《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》 ระบบก็ทำการเลื่อนขั้นให้แก่เขาไปอีกขั้น”
ทันทีที่ได้เห็นค่าปราณบริสุทธิ์ยังมีเหลืออีกมากมายเจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรถึงยังไงก็มีความตั้งใจที่จะใช้ประโยชน์จากระบบเพื่อทำการฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด
ถึงอย่างไรฮวานอวิ๋นก็มีร่างกายที่บ่มเพาะแต่เดิมที่ไม่เลวอยู่แล้วอย่างน้อยก็ยังเหนือกว่าขั้นผลิโอสถ
นี่ก็คือขอบเขตที่ถือเป็นมาตรฐานที่สุดในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน
บ่มเพาะปราณ ผนึกรากฐาน ผสานโอสถ พลังสัมบูรณ์ แปรเทวาผนวกสังขาร ข้ามพ้นทัณฑ์ อมตะ……
นี่ก็คือสิ่งที่ระดับของการเลื่อนขั้น เป็นขอบเขตแนวทางการบ่มเพาะที่จำเป็นสำหรับผู้บำเพ็ญเซียนในทุก ๆ ขอบเขตหลักยังมีระดับย่อยอยู่อีกสี่ขั้น:ช่วงต้นช่วงกลาง ช่วงปลาย ขั้นสูงสุด
อย่าได้เห็นว่าฮวานอวิ๋นที่ยังบำเพ็ญอยู่แค่ขั้นผลิโอสถแม้จะไม่ได้ดูสูงนัก แต่ตามความเป็นจริงผู้นำประมุขเฒ่าของสำนักเล็กพรรคน้อยโดยส่วนใหญ่แล้วก็ยังคงอยู่แค่เพียงขอบเขตพลังสัมบูรณ์กันเท่านั้น
นี่ยังเป็นเพราะว่าในวันเวลาของการบ่มเพาะฮวานอวิ๋นนั้นช่างแสนสั้นมิฉะนั้นด้วยพรสวรรค์ของเขา ไม่เกินร้อยปีคิดว่าคงจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตแปรเทวาได้แน่นอน ถ้าหากมีวาสนาที่ลึกล้ำระดับผนวกสังขารเองก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้อยู่เหมือนกัน
น่าเสียดาย ที่เขากลับต้องพบพานกับความโชคร้ายต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในความมืด ต้องมาถูกชะตากรรมเล่นตลกเอาเสียได้!
เจวี๋ยหวู่หมิงขจัดความคิดฟุ้งซ่านพร้อมกับหันเหเข้าสู่เข้าสู่ภายในจิตใจ
《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》จากขั้นเริ่มต้นเลื่อนขั้นเข้าสู่ขั้นที่หนึ่ง
เขาเองก็สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นลมปราณได้ในทันที
ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นลมปราณเกิดเป็นพลังที่รุนแรงอย่างมากมายมหาศาลขึ้นมาอีกหลายต่อหลายเท่าเดิมทีก็มีแค่เพียงแค่ชั้นเดียวอยู่แล้ว ตอนนี้กลับเปลี่ยนจนกลายเป็นกอบเป็นกำ
“ยังไม่พอ เลื่อนขั้นไปอีก!”
《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》 ขั้นที่สอง!
.
.
.