ค่ำคืนนั้น ลมหนาวพัดผ่านสวนหลังจวนตระกูลหวังอย่างแ่เบา แสงโคมแดงริบหรี่สาดส่องลงบนทางเดินหินที่ปกคลุมด้วยใบไม้ร่วง เสียงใบไผ่เสียดสีกันเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด ราวกับธรรมชาติกำลังกระซิบเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง
หลินชิงเหยาในคราบเยี่ยหยา สวมชุดผ้าไหมสีแดงสดที่บางเบาและยับย่นเล็กน้อยตามแบบสตรีที่เพิ่งถูก เดินย่องเงียบผ่านระเบียงไม้ที่เชื่อมระหว่างเรือนเหมันต์กับเรือนหลัก ผมยาวสีดำปลิวไสวตามลมเย็น ใบหน้าที่งดงามแต่เ็าในความมืดมิดแฝงไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
นางได้วางแผนการนี้มาอย่างรอบคอบั้แ่คืนที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ข้อมูลสำคัญจากหวังเสี้ยนใน่เวลาแห่งราคะ ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีส่วยเกลือที่ซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชาบรรพบุรุษ การทุจริตของตระกูล และจุดอ่อนต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการทำลายพวกเขาในอนาคต
แต่วันนี้ นางมีภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการหว่านเมล็ดแห่งความแตกแยกระหว่างพี่น้องตระกูลหวัง การสร้างความเข้าใจผิดที่จะค่อยๆ กัดกร่อนความสัมพันธ์ของพวกเขาจากภายใน จนกระทั่งตระกูลนี้จะแตกสลายด้วยน้ำมือของตัวเองเอง
นางแอบหยิบปิ่นหยกประดับมุกเม็ดเล็กที่เคยเห็นซูเหม่ยสวมใส่ไว้ในห้องของนางในอารามหลวง มาทิ้งไว้บนหมอนนุ่มของหวังเสี้ยนอย่างจงใจ โดยวางตำแหน่งให้ดูเหมือนตกหล่นระหว่างการกระทำเร่าร้อนเมื่อคืนก่อน ปิ่นหยกเม็ดเล็กนี้จะเป็ตัวจุดชนวนแห่งความสงสัยและความริษยาที่จะลุกลามไปทั่วตระกูล
การวางปิ่นหยกนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ นางได้คำนวณมาแล้วว่าหวังเสี้ยนจะต้องเห็นและจดจำได้ว่าเป็ของซูเหม่ย เพราะเขาเคยเห็นนางสวมใส่หลายครั้งในอาราม ความสงสัยที่จะเกิดขึ้นจะทำให้เขาเรียกซูเหม่ยมาสอบถาม และนั่นจะเป็จุดเริ่มต้นของการแสดงที่นางได้เตรียมไว้
เช้าวันรุ่งขึ้น หวังเสี้ยนตื่นขึ้นด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ความทรงจำเกี่ยวกับคืนที่ผ่านมายังคงอยู่ในใจของเขาอย่างชัดเจน ความเสียวซ่านและความสุขที่เยี่ยหยาได้มอบให้เขานั้นเหนือกว่าที่เขาเคยประสบมา เขาเหลือบไปเห็นปิ่นหยกวางอยู่ข้างหมอน หัวใจเต้นแรงด้วยความสงสัยผสมความยินดี
"นี่มันปิ่นของ... ซูเหม่ย?" เขาพึมพำในลำคอ ขณะที่หยิบปิ่นนั้นขึ้นมาด้วยมือหนา ตรวจดูอย่างละเอียด ปิ่นหยกสีเขียวอ่อนประดับด้วยมุกเม็ดเล็กๆ ที่เรียงเป็ลวดลายดอกบัว เป็งานฝีมือประณีตที่เขาจำได้ชัดเจนว่าเคยเห็นซูเหม่ยสวมใส่
ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา เหตุใดปิ่นของซูเหม่ยจึงมาอยู่ในห้องของเขา ในขณะที่เมื่อคืนเขาอยู่กับเยี่ยหยา ความคิดต่างๆ เริ่มวนเวียนในหัวของเขา บางทีอาจจะเป็เพราะซูเหม่ยมาหาเขาเมื่อคืน แต่เขาไม่ได้อยู่ หรือบางทีอาจจะมีเหตุผลอื่น
เขาสั่งให้บ่าวรับใช้ไปเชิญซูเหม่ยมาที่เรือนรับรองในสวนด้านหลัง โดยอ้างว่า "พบของตกหล่นของแม่นาง" น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขา้าคำตอบสำหรับความสงสัยที่เกิดขึ้น
ซูเหม่ยในชุดขาวบริสุทธิ์ เดินตามบ่าวรับใช้มาถึงเรือนรับรองด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ใบหน้าที่ถูกผ้าคลุมบางส่วนบังไว้ยังคงแผ่กลิ่นอายแห่งความบริสุทธิ์ดุจดอกบัว ท่าทางของนางเรียบง่ายและสุภาพ ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติ ราวกับไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หวังเสี้ยนยืนรออยู่หน้าประตู มือถือปิ่นหยกยื่นออกไป สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าของซูเหม่ยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูปฏิกิริยาของนาง "แม่นางซูเหม่ย เ้าทิ้งปิ่นนี้ไว้ในห้องของข้าเมื่อคืนหรือ? ข้าเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ เกรงว่าเ้าจะร้อนใจ"
ซูเหม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาที่ใสกระจ่างฉายแววประหลาดใจแท้จริง นางมองปิ่นหยกในมือของเขาด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ "ปิ่นนี้... ไม่ใช่ของบ่าวเ้าค่ะ ท่านเสนาบดี ท่านอาจเข้าใจผิด" น้ำเสียงนุ่มนวลของนางดังกังวานแ่เบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว
การปฏิเสธของซูเหม่ยทำให้หวังเสี้ยนรู้สึกสงสัยมากขึ้น เขามั่นใจว่าปิ่นนี้เป็ของนาง เพราะเขาเคยเห็นนางสวมใส่หลายครั้ง แต่เหตุใดนางจึงปฏิเสธ บางทีอาจจะเป็เพราะนางรู้สึกอายที่ปิ่นไปตกอยู่ในห้องของเขา
ขณะที่ซูเหม่ยกำลังสนทนากับหวังเสี้ยนอยู่นั้น หลินชิงเหยาในใจรู้ดีว่าเยี่ยหยาและซูเหม่ยคือร่างเดียวกัน จึงต้องสลับร่างไปมาอย่างรวดเร็วและแยบยล การแสดงครั้งนี้้าความแม่นยำสูงสุด เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยอาจทำให้แผนการทั้งหมดพังทลาย
นางค่อยๆ ถอยหลังเข้าไปในเงามืดหลังเสาไม้แกะสลักและพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ใกล้ๆ เรือนรับรอง ใช้เพียงเสี้ยววินาทีในการปลดผ้าคลุม เปลี่ยนท่าทาง และสลับคราบ ความชำนาญในการเปลี่ยนแปลงตัวตนที่นางได้ฝึกฝนมาหลายปีทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็ไปอย่างลื่นไหลและไม่มีใครสังเกตเห็น
ในคราบเยี่ยหยา นางโผล่พ้นมุมตึกออกมาเพียงเล็กน้อยให้หวังเสี้ยนเห็นร่างสีแดงชัดเจน ชุดแดงสดที่นางสวมใส่ตัดกับชุดขาวของซูเหม่ยอย่างสิ้นเชิง ทำให้ดูเหมือนเป็คนละคนจริงๆ นางชี้มือตรงไปยังมุมตึกที่ "ซูเหม่ย" ซ่อนตัวอยู่ (ซึ่งแท้จริงคือตำแหน่งที่ชิงเหยาเพิ่งถอยเข้าไป)
แล้วะโด้วยน้ำเสียงโมโห เต็มไปด้วยความริษยาและความแค้น "นังคนดีจอมปลอม! เ้าคิดจะใช้ใบหน้าจืดๆ นั่นยั่วท่านเสนาบดีของข้าหรือ! ปิ่นหยกเม็ดมุกนั่น ข้าเห็นเ้าแอบหยิบไปจากห้องข้าเมื่อวาน! อย่ามาเสแสร้งเป็สตรีบริสุทธิ์อีกเลย นังแพศยา!"
น้ำเสียงของเยี่ยหยาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความริษยา ราวกับสตรีที่กำลังปกป้องสิ่งที่เป็ของตน คำพูดของนางแหลมคมและเต็มไปด้วยพิษร้าย ทำให้หวังเสี้ยนต้องหันไปมองด้วยความใ
จากนั้นนางรีบถอยกลับเข้าเงามืด เปลี่ยนร่างกลับเป็ซูเหม่ยในชุดขาวอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของนางเหมือนเงาที่หลอมรวมเข้ากับความมืดมิด ไม่มีเสียงใดๆ ที่จะทำให้ใครสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ ความชำนาญในการสลับคราบที่นางได้ฝึกฝนมาั้แ่เด็กทำให้การแปลงร่างนี้เป็ไปอย่างสมบูรณ์แบบ
แล้วก้าวออกมาจากมุมตึกอีกด้านด้วยสีหน้าใและหวาดกลัว ทำท่าราวกับกำลังถูกไล่ล่า ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ราวกับเพิ่งถูกข่มเหงอย่างหนัก "แม่นางเยี่ยหยา... ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดทั้งนั้นเ้าค่ะ" นางเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า ทำให้ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
"หากปิ่นนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้าขอคืนให้ท่านเสนาบดีแล้วกัน..." น้ำเสียงของนางแ่เบาและเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ราวกับถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่ได้ทำ ท่าทางของนางแสดงถึงความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสาที่ทำให้ใครเห็นแล้วต้องเอ็นดู
นางแสร้งวิ่งหลบไปทางมุมตึกอีกครั้ง ในคราบซูเหม่ย ทำท่าหลบหลีกอย่างหวาดหวั่น เหมือนสตรีผู้บริสุทธิ์ที่กำลังถูกรังแก ก่อนจะสลับร่างกลับเป็เยี่ยหยาอีกครั้งด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ไม่มีใครสามารถสังเกตเห็นได้
โผล่พ้นพุ่มไม้หนาออกมาเพียงครึ่งตัวให้เห็นชุดแดงและท่าทีดุร้าย ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ดวงตาแวววาวด้วยความริษยา นางชี้มือไปยังมุมที่ "ซูเหม่ย" ซ่อนอยู่ แล้วะโต่อด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง "เ้าจะหนีไปไหน! วันนี้ข้าจะแฉให้หมดเปลือกว่าเ้าเป็ใคร!"
นางถอยหลังเข้าไปในเงามืดอีกครั้ง เปลี่ยนร่างกลับเป็ซูเหม่ยด้วยความรวดเร็วที่เหลือเชื่อ แล้วโผล่ออกมาจากมุมอื่นด้วยสีหน้าหวาดกลัว "แม่นางเยี่ยหยา ข้าขอร้องเ้า อย่าทำร้ายข้าเลย ข้าไม่รู้ว่าทำผิดอะไร!" นางร้องไห้เสียงสั่น มือสั่นเทาชี้ไปยังทิศทางที่เยี่ยหยาเพิ่งหายไป
จากนั้นนางก็รีบสลับร่างกลับเป็เยี่ยหยาอีกครั้ง โผล่ออกมาจากพุ่มไผ่ด้านข้างด้วยท่าทีดุดัน "อย่ามาแสร้งไร้เดียงสา! เ้าคิดว่าใครจะเชื่อหน้าตาจืดๆ ของเ้า!" นางะโด้วยเสียงแหบพร่า "ข้าเห็นเ้าแอบเข้าไปในห้องท่านเสนาบดีเมื่อคืน! เห็นเ้าทิ้งปิ่นไว้บนหมอนของท่าน!"
การสลับร่างไปมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของนางทำให้ดูเหมือนว่ามีการไล่ล่ากันจริงๆ เสียงเท้าวิ่งและเสียงใบไม้กิ่งไผ่ที่ถูกเหยียบย่ำดังกึกก้องไปทั่วสวน ทำให้บรรยากาศตึงเครียดและน่าตื่นเต้น
การแสดงของนางในวันนี้เป็การแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยทำมา การสลับร่างไปมาระหว่างเยี่ยหยาและซูเหม่ยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้ดูเหมือนว่ามีสตรีสองคนที่กำลังทะเลาะกันจริงๆ ไม่มีใครสงสัยเลยว่าทั้งสองคนนี้เป็คนเดียวกัน
หวังฉีที่กำลังเดินตามมารดามาเยี่ยมเยียนในสวนใกล้ๆ ได้ยินเสียงโหวกเหวกก็รีบวิ่งเข้ามา เสียงเท้าวิ่งของเขาดังกึกก้องบนพื้นหิน หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวลเมื่อได้ยินเสียงะโและเสียงร้องไห้ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าซูเหม่ยอาจจะมีปัญหา
เมื่อเขามาถึง ชิงเหยาได้สลับกลับมาเป็คราบซูเหม่ยแล้ว นางยืนตัวสั่นด้วยใบหน้าซีดเผือด น้ำตาคลอเบ้า ทำท่าราวกับเพิ่งถูกกลั่นแกล้งอย่างหนักหน่วง ชุดขาวของนางดูยับย่นเล็กน้อย ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้หรือการหลบหนี ผมที่เคยเรียบร้อยบัดนี้ดูรุ่งรัง เพิ่มความน่าสงสารให้กับนาง
"คุณชายฉี... ช่วยข้าด้วยเพคะ!" ซูเหม่ย (ชิงเหยา) ร้องไห้เสียงสั่น มือยกขึ้นปิดปาก ท่าทางแสดงถึงความหวาดกลัวและความช่วยไม่ได้ "แม่นางเยี่ยหยา... อย่าหนีไปสิ! คุณชายมาแล้ว... ท่านมาช่วยข้าแล้ว!"
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหวังและความโล่งใจ ราวกับเพิ่งพบผู้ช่วยเหลือในยามคับขัน การแสดงของนางทำให้หวังฉีรู้สึกเ็ปและโกรธแค้นไปพร้อมกัน เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาเห็นชัดว่าซูเหม่ยกำลังทุกข์ทรมาน
หวังฉีตวาดก้อง เสียงของเขาดังะเืไปทั่วสวน ก้าวเข้าไปยืนขวางตรงหน้าซูเหม่ย ร่างกายกำยำของเขาบังร่างบอบบางของนางไว้อย่างปกป้อง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องนาง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
"หยุดนะ! ใครกล้าด่าทอแม่นางซูเหม่ยเช่นนี้!" เขาะโด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ "แม่นางซูเหม่ยเป็สตรีผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และใฝ่ธรรมะ ใครกันที่ใช้วาจาสกปรกใส่ร้ายนาง!"
ความโกรธของหวังฉีเป็ความโกรธที่แท้จริง เขารู้สึกเ็ปเมื่อเห็นซูเหม่ยถูกข่มเหง ในใจของเขา นางเป็เหมือนเทพธิดาที่บริสุทธิ์และสวยงาม ไม่ควรถูกใครมาทำร้าย การที่เขาเห็นนางร้องไห้และตัวสั่นเช่นนี้ทำให้หัวใจของเขาเ็ปอย่างสุดซึ้ง
หวังเสี้ยนยืนอยู่ด้านข้าง มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่เป็ประกายด้วยความพึงพอใจแฝงความยินดี ในใจของเขาเริ่มก่อตัวขึ้นเป็ความคิดที่ผิดๆ เขาเริ่มเชื่อว่าซูเหม่ยอาจจะมีความรู้สึกพิเศษต่อเขา และเยี่ยหยาอาจจะรู้สึกริษยา
เขาไม่รีบห้ามปราม แต่กลับยิ้มมุมปากเล็กน้อย รู้สึกภูมิใจในใจที่หญิงงามสองนางกำลังแย่งชิงตนเองโดยไม่รู้ตัว ความทะนงตนของเขาทำให้เขาไม่เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เื้ั เขาคิดว่าตัวเองเป็ผู้ชายที่มีเสน่ห์จนสตรีต้องมาแย่งชิงกัน
"เยี่ยหยา... อย่าเพิ่งโมโหไปสิ ปิ่นนี้ข้าเห็นตกอยู่บนเตียงของข้าเอง" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่สายตากลับเหลือบมองซูเหม่ยด้วยความใคร่รู้ "บางทีอาจจะมีเหตุผลอื่น ไม่จำเป็ต้องโมโหกันเช่นนี้"
คำพูดของเขาแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง เขา้าให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจว่าเขาไม่ได้โทษใคร แต่ในขณะเดียวกันก็้าให้พวกนางรู้ว่าเขาเป็คนสำคัญที่ทั้งสองฝ่าย้า ความเย่อหยิ่งของเขาทำให้เขาไม่เห็นว่าตัวเองกำลังถูกหลอกลวง
เมื่อหวังฉีรีบวิ่งอ้อมมุมตึกไปไล่ตามเสียงด่า เขาไม่พบร่างของเยี่ยหยาเลยสักนิด ที่เขาพบเห็นมีเพียงเงาของต้นไม้และความมืดมิดของมุมตึก ไม่มีร่องรอยของสตรีในชุดแดงที่เขาคาดว่าจะพบ ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา แต่เสียงร้องไห้ของซูเหม่ยทำให้เขาหันกลับไปหานางทันที
มีเพียงซูเหม่ยที่ยังคงยืนตัวสั่น น้ำตาคลอเบ้า ราวกับเพิ่งถูกข่มเหงอย่างหนัก ใบหน้าของนางซีดเผือด ริมฝีปากสั่นเครือ ท่าทางของนางแสดงถึงความหวาดกลัวและความช่วยไม่ได้ที่ทำให้หวังฉีรู้สึกเจ็บใจอย่างสุดซึ้ง
"แม่นางซูเหม่ย... ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความห่วงใย มือยื่นออกไปประคองไหล่บางของนางอย่างทะนุถนอม ความอ่อนโยนในการััของเขาแสดงถึงความเอาใจใส่และความรักที่เขามีต่อนาง
การััของเขาทำให้ซูเหม่ยสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง นางมองขึ้นไปยังใบหน้าของเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณและความโล่งใจ ราวกับเขาเป็ผู้ช่วยเหลือที่นางรอคอย
ซูเหม่ย (ชิงเหยา) ส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงแ่เบาแต่แฝงความเศร้า "บ่าว... บ่าวไม่รู้ว่าทำไมแม่นางเยี่ยหยาจึงเกลียดชังบ่าวถึงเพียงนี้... ข้าเพียงแต่มาช่วยงานฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นเ้าค่ะ" นางก้มหน้าลง ไหล่สั่นเล็กน้อย ทำให้หวังฉีรู้สึกเ็ปแทนอย่างสุดซึ้ง
"ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนางจึงกล่าวหาข้าในสิ่งที่ข้าไม่ได้ทำ" นางต่อด้วยเสียงสั่นเครือ "ข้าไม่เคยแอบหยิบปิ่นของใครเลย และข้าก็ไม่เคยไปห้องของท่านเสนาบดีเมื่อคืน ข้าอยู่ในห้องของข้าตลอดคืน อ่านคัมภีร์และปฏิบัติธรรมะ"
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และความจริงใจ ทำให้หวังฉียิ่งเชื่อในความไร้เดียงสาของนาง เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะโกหก เพราะในสายตาของเขา ซูเหม่ยเป็เหมือนเทพธิดาที่ไม่สามารถทำสิ่งผิดได้
"ข้าเชื่อแม่นาง" หวังฉีกล่าวด้วยความมั่นใจ "แม่นางเป็สตรีที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่มีทางทำสิ่งเช่นนั้นได้ คงเป็ความเข้าใจผิดหรือมีคนใส่ร้าย ข้าจะหาความจริงให้ได้"
ความมั่นใจของเขาในตัวนางทำให้ซูเหม่ยรู้สึกซาบซึ้ง นางมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ ราวกับเขาเป็ผู้ช่วยเหลือในยามคับขัน "ขอบคุณคุณชายฉีที่เชื่อใจข้า ข้ารู้สึกดีใจมากที่มีคนเข้าใจข้า"
หวังเสี้ยนยืนมองจากด้านหลังด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะนงตน ในใจของเขาเริ่มก่อตัวขึ้นเป็แผนการใหม่ เขาคิดว่าการที่ซูเหม่ยและเยี่ยหยาแย่งชิงเขาเช่นนี้เป็สิ่งที่ดี เขาจะใช้สถานการณ์นี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
เขาไม่รู้เลยว่าพี่น้องสองคนกำลังถูกชิงเหยาเพาะบ่มความริษยาและความชิงชังให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การที่เขาไม่ได้ช่วยเหลือซูเหม่ยในตอนที่นางถูกเยี่ยหยาด่าทอ และการที่เขายิ้มด้วยความพึงพอใจ ทำให้หวังฉีเริ่มมองพี่ชายด้วยสายตาที่แฝงความไม่พอใจที่เก็บซ่อนไว้
หวังฉีเริ่มมองพี่ชายด้วยสายตาที่แฝงความไม่พอใจที่เก็บซ่อนไว้ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายจึงไม่ช่วยเหลือซูเหม่ยเมื่อนางถูกข่มเหง สตรีแพศยาที่พี่ชายเก็บซ่อนไว้ในเรือนเหมันต์ กลับกล้าทำร้ายจิตใจนางเซียนผู้บริสุทธิ์ในดวงใจของเขา
ความคิดเหล่านี้เริ่มหยั่งรากลึกในจิตใจของหวังฉี เขาเริ่มรู้สึกว่าพี่ชายของเขาไม่ได้เป็คนดีอย่างที่เขาเคยคิด การที่หวังเสี้ยนปล่อยให้เยี่ยหยาทำร้ายซูเหม่ย และการที่เขายิ้มด้วยความพึงพอใจ ทำให้หวังฉีรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้น
ชิงเหยาในใจยิ้มเยาะอย่างเยือกเย็น ขณะที่ใบหน้าของซูเหม่ยยังคงแสดงออกถึงความถูกข่มเหงอย่างสมจริง การแสดงของนางในวันนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย นางได้เห็นแววตาของหวังฉีที่เปลี่ยนไปเมื่อมองพี่ชาย และนั่นคือสิ่งที่นาง้า
นางรู้ดีว่ารอยร้าวระหว่างสองนารีที่ตนสร้างขึ้นนี้—ถึงแม้จะเป็ร่างเดียวกัน—จะกลายเป็รอยแยกที่ค่อยๆ กลืนกินความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลหวังให้พังทลายลงทีละน้อย การที่หวังฉีเริ่มสงสัยในตัวพี่ชาย และการที่หวังเสี้ยนเริ่มรู้สึกริษยาต่อความสนใจที่หวังฉีให้กับซูเหม่ย จะเป็จุดเริ่มต้นของการล่มสลาย
โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของนางเพียงผู้เดียว นางเป็ผู้กำกับการแสดงครั้งนี้ เป็ผู้เขียนบทและเป็นักแสดงนำในเวลาเดียวกัน ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ล้วนถูกคำนวณมาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นาง้า
ในขณะที่หวังฉีกำลังปลอบโยนซูเหม่ย และหวังเสี้ยนกำลังคิดแผนการใหม่ ชิงเหยาได้วางรากฐานสำหรับการทำลายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม นางจะใช้ความรักและความริษยาเป็อาวุธในการทำลายตระกูลหวังจากภายใน
ความมืดมิดของเงาจวนที่ปกคลุมสวนหลังจวน ราวกับเป็พยานเงียบให้กับศึกเงาสลับร่างที่กำลังจุดประกายเพลิงริษยา ซึ่งในไม่ช้าจะลุกลามกลายเป็เปลวเพลิงที่เผาผลาญตระกูลหวังให้มอดไหม้เป็จุณ ดุจเดียวกับเพลิงแค้นที่ชิงเหยาเพาะบ่มมานานหลายปี
เมื่อแสงแดดเริ่มลับขอบฟ้า และเงาความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา ชิงเหยารู้ว่าวันนี้เป็วันที่สำคัญในแผนการแก้แค้นของนาง นางได้หว่านเมล็ดแห่งความแตกแยกไว้ในใจของพี่น้องตระกูลหวังแล้ว และเมล็ดเ่าั้จะค่อยๆ งอกงามจนกลายเป็ต้นไผ่ั์ที่จะทำลายตระกูลนี้จากภายใน
การแสดงของนางในวันนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้น ในอนาคตนางจะต้องสลับร่างไปมาระหว่างเยี่ยหยาและซูเหม่ยอีกหลายครั้ง เพื่อสร้างความขัดแย้งและความเข้าใจผิดให้มากขึ้น จนกระทั่งตระกูลหวังจะแตกสลายด้วยน้ำมือของตัวเองเอง
นางมองดูหวังฉีที่กำลังปลอบโยนตัวเอง และหวังเสี้ยนที่กำลังยิ้มด้วยความพึงพอใจ ในใจของนางเต็มไปด้วยความพึงพอใจ แผนการของนางกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น และไม่ช้าตระกูลหวังจะได้รับการตอบแทนสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำกับครอบครัวของนาง
ความแค้นที่สั่งสมมานานหลายปีกำลังจะได้รับการชำระสะสาง และนางจะไม่หยุดจนกว่าทุกคนที่มีส่วนในการทำลายตระกูลหลินจะได้รับการลงโทษอย่างสาสม ตระกูลหวังจะเป็เพียงจุดเริ่มต้น ยังมีอีกหลายตระกูลที่รอการลงโทษจากนาง
แต่สำหรับวันนี้ นางพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้รับแล้ว เมล็ดแห่งการทำลายได้ถูกหว่านลงไปแล้ว และมันจะค่อยๆ งอกงามจนกลายเป็ต้นไผ่ั์ที่จะทำลายศัตรูของนางให้สิ้นซาก