รันต์ตามสืบนิชามาั้แ่วันที่เขาได้พบเธอในคฤหาสน์
เขาพร่ำบอกตัวเองว่าเป็แค่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตำรวจ ทว่า ความจริงที่เขาไม่อยากจะยอมรับคือ ผู้หญิงคนนี้ติดค้างในสมองจนเขานอนไม่หลับ
พฤติกรรมของเธอไม่สมกับที่เป็ไฮโซสาว เธอแวะหอศิลป์ซอมซ่อ เดินเข้าซอยที่นิชาคนเดิมไม่มีทางมา และสองวันก่อนเธอยืนอยู่หน้าสตูดิโอเก่าของรินรดาอยู่นาน มือกุมราวเหล็กหน้าประตู สายตาจ้องเข้าไปในห้องมืดข้างใน
รันต์ถ่ายภาพทุกอย่างไว้ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งไม่เข้าใจ
วันนี้เธอขับรถออกจากคฤหาสน์ตอนบ่าย รันต์ตามเธอในระยะปลอดภัย เส้นทางพาเขาออกนอกเมือง ผ่านโรงงานร้างและถนนลูกรัง จนรถสปอร์ตสีแดงจอดสนิทหน้าโกดังเก่าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เวิ้งว้าง
“คุณกำลังทำอะไรกันแน่…” รันต์พึมพำ ยกกล้องซูมขึ้นแนบตา
เขาเห็นเธอลงจากรถ กวาดสายตามองรอบบริเวณอย่างช้าๆ ราวกับกำลังตรวจสอบว่ามีใครตามมาไหม แล้วก้าวเดินเข้าโกดัง
รันต์รอสักครู่ก่อนตัดสินใจตาม โดยไม่ลืมที่จะแตะด้ามปืนข้างเอวเสริมความมั่นใจ
ภายในโกดังมืดกว่าที่คาด
แสงสาดส่องเข้ามาจากหลังคาที่แตกหัก เผยให้เห็นพื้นปูนฝุ่นหนา ตู้คอนเทนเนอร์เก่าตั้งวางระเกะระกะ รันต์เดินเข้าไปช้าๆ หูตั้งใจรับเสียงทุกอย่างรอบข้าง
เขาได้ยินเสียงส้นสูงกระทบพื้นปูนดังสะท้อนอยู่ข้างหน้า เขาเดินตามเสียงนั้นไป จนค่อยๆ เดินลึกเข้ามาจนถึงใจกลางโกดัง
แล้วเสียงนั้นก็หยุด
รันต์ชะงัก
ความเงียบฉับพลันในพื้นที่ปิดไม่ใช่เื่ดี เขารู้เื่นี้จากประสบการณ์ เขาพิงหลังเข้ากับตู้คอนเทนเนอร์ มือขวาแตะด้ามปืน หายใจช้าลง
แล้วเสียงส้นสูงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
…จากทางด้านหลัง
“สะกดรอยผู้หญิงในที่เปลี่ยวแบบนี้ ไม่สมเป็ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เลยนะคะ ผู้กองรันต์”
รันต์หมุนตัวพร้อมกับชักปืนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
รินยืนกอดอกพิงตู้คอนเทนเนอร์ห่างออกไปสี่ก้าว ไม่มีอาวุธ ไม่มีความกลัว มีแต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากและดวงตาที่จ้องมาอย่างคนที่รู้ว่าตัวเองได้เปรียบ
รันต์ค่อยๆ ลดปืนลง “คุณรู้ตัวั้แ่เมื่อไร”
“ั้แ่ออกจากหมู่บ้านเลยค่ะ คุณคิดว่าฉันจะไม่ได้สังเกตเห็นรถที่คอยตามฉันเหรอคะ” เธอก้าวเข้ามาช้าๆ
รันต์ขมวดคิ้ว “งั้นแปลว่าคุณตั้งใจล่อผมมาที่นี่สินะ คุณมีแผนอะไรกันแน่”
“ฉันแค่้าคุยกับคุณโดยที่ไม่มีใครเห็น และเพราะฉัน้าความช่วยเหลือจากคุณค่ะ” เธอหยุดห่างจากเขาสองก้าว
“ถ้าคุณบอกเหตุผลที่น่าเชื่อได้ ผมจะพิจารณา”
รินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในแววตาของเธอมีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งจนรันต์ไม่รู้ว่าคืออะไร
“ฉันจะให้หลักฐานที่ดีกว่าเหตุผลค่ะ แต่คุณต้องเตรียมใจไว้ก่อน”
รินเดินเข้ามาประชิดเร็วกว่าที่คาด จนรันต์ไม่ทันตั้งตัว มือเรียวคว้าปกเสื้อสูทของเขา และริมฝีปากของเธอก็ประทับลงที่แก้มของเขาทันที
ไม่ใช่จูบทั่วไป ไม่ใช่ััปกติ มันเย็นดั่งมีดที่คมกริบ และแผ่ซ่านเข้ามาทันทีราวกับใครเสียบสายไฟเข้ากับกระแสจิต
จุมพิตลวงตา...
โลกรอบตัวรันต์มืดลง
แล้วสว่างขึ้นมาใหม่ในสีที่ผิดเพี้ยน
เขาอยู่ในโกดังเดิม แต่แสงเปลี่ยนเป็สีเืเข้ม กลิ่นคาวและกลิ่นฟอร์มาลีนโถมเข้ามาจนแสบจมูก และท่ามกลางความมืดนั้น มีร่างของผู้หญิงยืนอยู่ตรงหน้า
รันต์รู้จักพวกเธอทั้งหมด เขาเคยเห็นหน้าพวกเธอในแฟ้มคดีคนหาย ใบหน้าในรูปถ่ายที่ยิ้มแย้มและมีชีวิต แต่ตอนนี้ดวงตาของพวกเธอเบิกกว้างและจ้องมองมาที่เขาโดยไม่กะพริบ
“ทำไมคุณช่วยพวกเราไม่ได้ คุณช้าเกินไป”
“ผมพยายามแล้ว! ผมไม่มีหลักฐาน ผมทำได้แค่นี้!” รันต์ได้ยินตัวเองกรีดร้อง
เสียงตอบกลับมาพร้อมกันจากทุกทิศ ซ้อนกันจนเป็เสียงก้องที่ฟังไม่ออก ร่างกายของเขาหนักขึ้นทีละนิด เหมือนมีแรงดึงที่มองไม่เห็นกดเขาลงสู่พื้น หัวใจเต้นเ็ปราวกับจะะเิ
แล้วทุกอย่างก็หยุด
รันต์สูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เข่าอ่อนทรุดลงกองกับพื้น เนื้อตัวชุ่มเหงื่อ มือสั่น เขาหายใจหอบอยู่สักครู่ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองริน
เธอยืนอยู่ห่างออกไปสองก้าว ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย หายใจหอบ แต่สายตายังคงนิ่งและจ้องมองมาที่เขา
“คุณทำอะไรผม!” เขาถามพร้อมถอยกรูด
“ให้คุณเห็นสิ่งที่คุณกลัวอยู่แล้วค่ะ ความรู้สึกผิดที่คุณแบกอยู่กับคดีพวกนี้มันหนักมาก ฉันแค่เปิดให้มันออกมา” รินตอบนิ่งๆ
รันต์พยุงตัวลุกขึ้น ขายังสั่นเล็กน้อย “มนุษย์ปกติเขาทำแบบนั้นได้ที่ไหนกันล่ะ!”
“พูดถูกแล้วค่ะ” เธอไม่ปฏิเสธ
พวกเขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณเป็ใครกันแน่ ไม่เหมือนนิชาคนก่อนประสบอุบัติเหตุเลย พฤติกรรมทุกอย่างไม่ตรงกับประวัติที่ผมสอบถามมาจากเพื่อนๆ คุณเลย” รันต์ถามใหม่ คราวนี้ช้าและตรงกว่าเดิม
รินยืนนิ่ง สายตาของเธอเปลี่ยนเป็ครั้งแรกนับั้แ่เริ่มคุยกัน มีบางอย่างแวบผ่านไป อาจเป็ความโล่งใจ หรืออาจเป็แค่ความเหนื่อยของคนที่แบกความลับที่หนักมานาน
“ยังบอกไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าคุณยัง้าจับกวินทร์ ฉันคือคนที่ช่วยคุณได้” เธอพูดในที่สุด
รันต์มองเธออยู่นาน ในหัวของเขามีคำถามเป็ร้อยข้อพันข้อ แต่เขารู้ว่ายังไงเขาก็จะไม่ได้คำตอบในคืนนี้
“ผมจะยอมหยุดสะกดรอยตามคุณ แต่วันหนึ่งคุณต้องบอกความจริงกับผม”
“วันหนึ่งค่ะ” รินตอบ ทว่า จังหวะที่เธอกำลังจะเดินสวนเขาออกไป ขาของเธอเกิดสั่นจนเดินเซ ร่างกายเนื้อของนิชาเริ่มรับภาระหนักจากการสละพลังชีวิตไปสร้างภาพหลอนเมื่อครู่
รันต์ชะงัก สายตาคมกริบของตำรวจมองเห็นความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าซีดเซียวของเธอ สัญชาตญาณทำให้เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ขัดกับความหวาดกลัวเมื่อครู่สิ้นเชิง
“แล้วก็จำไว้อีกอย่างนะคุณนิชา... ต่อให้แผนการล่อกวินทร์มันจะจำเป็แค่ไหน แต่ไม่มีแผนการไหนสำคัญกว่าชีวิตของคุณ”
คำพูดจากปากของนายตำรวจหนุ่มทำให้รินนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แววตาคู่คมเื้ัหน้ากากไฮโซสั่นไหววูบ
รินไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เธอทำเพียงพยักหน้ารับสั้นๆ ก่อนจะเดินจากไป
รันต์ยืนอยู่ในโกดังมืดคนเดียว
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแฟ้มรูปที่เขาถ่ายไว้ตลอดสามวัน ภาพนิชาหน้าสตูดิโอรินรดา ภาพนิชาในหอศิลป์ ภาพนิชาเดินในซอยที่ไม่มีไฮโซสาวคนไหนเดินกัน
เขาเปิดแฟ้มอีกใบ ภาพรินรดา วิมลทอง จิตรกรสาวอายุ 26 ที่หายตัวไป รูปในแฟ้มเป็รูปที่เพื่อนส่งมาให้ตำรวจ ยิ้มกว้าง ผมสั้น ดวงตาที่ดูอ่อนหวานกว่านิชาอยู่มาก
รันต์วางภาพสองใบไว้ข้างกัน
ใบหน้าต่างกันคนละคน แต่มีบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้ บางอย่างในแววตาและท่าทาง
เขาคิดถึงคำถามที่เขาถามก่อนที่เธอจะจากไป และคำตอบที่เธอให้
“วันหนึ่งค่ะ”
เขาหวังว่าวันหนึ่งนั้นจะมาถึงก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เหลืออีก 88 วัน