บทที่ 125 ความเป็นมาน่ากลัว
ฉินชูหันมองเฉียนหลิงอู่ “ตระกูลสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นตระกูลผู้มั่งมี... แต่การต่อสู้ฟาดฟันก็โหดร้ายทารุณไม่น้อย”
“ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว เดี๋ยวทุกสิ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ว่าแต่ ถ้าเจ้าเข้าไปในหุบเขาเทียนเซียง ต้องให้ข้าตามไปด้วยหรือไม่?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
ฉินชูส่ายหน้า “ข้าไปพบนางคนเดียวดีกว่า เพราะท่านกับจื่อหลวนเคยต่อสู้กัน หากท่านบุ่มบ่ามเข้าไป นางอาจมีอคติต่อท่าน”
หลังจากเฉียนหลิงอู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเงยหน้าขึ้นมองฉินชู “พวกเจ้าสองคนคงไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรที่ให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้กระมัง?”
“เรื่องอะไรกัน? ท่านคิดเรื่องเหลวไหลไปได้” ฉินชูหันมองเฉียนหลิงอู่
ดวงตาคู่งามของเฉียนหลิงอู่จ้องมองฉินชู “ข้าเป็นห่วงเจ้านี่!”
ฉินชูไม่ได้กล่าวอะไร จากนั้นจึงหลับตานั่งสมาธิเพื่อฝึกฝนต่อ ส่วนโม่เต้าจื่อและหลิงหยุนจื่อก็กำลังสนทนากันอยู่
“ศิษย์พี่ ท่านบอกว่าผู้สูงวัยที่เลี้ยงดูฉินชูจนเติบใหญ่มีความเป็นมาใหญ่โตมากเช่นนั้นหรือ?” หลิงหยุนจื่อมองโม่เต้าจื่อพร้อมเอ่ยถาม
“ไม่ใช่ความเป็นมาใหญ่โต แต่ความเป็นมาน่ากลัวเสียมากกว่า เขามีสมญานามหนึ่ง ชื่อว่าท่านจ้าวแดนกาฬ ในอดีตเคยเป็นบุคคลที่ท่องตะลุยไปทั่วยุทธภพ มียอดฝีมือตายในเงื้อมือเขาเป็นจำนวนมาก” โม่เต้าจื่อพยักหน้า
“บุคคลเช่นนี้กลับเลี้ยงดูฉินชูนานนับสิบสี่ปี...” หลิงหยุนจื่อรู้สึกว่าช่างเหลือเชื่อนัก
โม่เต้าจื่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ในตอนนั้นเขาขุดฉินชูขึ้นมาจากหลุมฝังศพ รู้ว่าฉินชูมีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ในกาย บางทีเขาอาจคิดว่าฉินชูมีอนาคตไกลก็เป็นได้”
“เรื่องบางอย่างใครจะพูดให้ชัดเจนได้เล่า แต่ยามเห็นภาพที่เขาจูงฉินชูเล่นซนอยู่ภายในภูเขา รอยยิ้มบนใบหน้าเขาดูจริงใจไม่น้อย” หลิงหยุนจื่อกล่าว ขณะที่โม่เต้าจื่อย้อนนิมิต เขาเองก็อยู่เห็นภาพเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย
ทั้งสี่คนต่างมีการพูดคุยสนทนา ใช้เวลาหกวัน พวกเขาจึงถึงเขตหุบเขาเทียนเซียง พวกเขาไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้านเทียนเซียง เพราะฉินชูต้องเข้าไปในหุบเขาเทียนเซียงก่อน พวกโม่เต้าจื่อจึงต้องรอ
หลังออกจากเกวียนสัตว์อสูร ฉินชูก็เดินตามเส้นทางที่ใช้เข้าหุบเขาเทียนเซียงก่อนหน้านี้ เขาลอบเข้าไปในหุบเขาเทียนเซียงอย่างราบรื่นได้อีกครา
เมื่อเห็นฉินชูมาหา จื่อหลวนพลันรู้สึกดีใจมาก
ฉินชูนำของขวัญที่เขาจะมอบให้จื่อหลวนออกมาจากแหวนมิติ มีชุดกระโปรงหลายชุด และใบชาอีกจำนวนหนึ่ง เขาซื้อมาจากหมู่บ้านตรงเชิงเขาสำนักชิงหยุน เฉียนหลิงอู่รู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้อยู่บ้าง!
“ขอบคุณเจ้ามาก!” จื่อหลวนกล่าว
“เจ้าไม่ต้องเกรงใจกับข้ามากขนาดนั้น” ฉินชูกล่าว
หลังจากรับของขวัญ จื่อหลวนจึงหันมองฉินชู “ที่เจ้ามาคราวนี้ มีธุระใดหรือ?”
“ข้าจะบอกเล่าสภาพการณ์ในยามนี้ให้เจ้าฟัง ส่วนเจ้าจะตัดสินใจเช่นไร ก็ไม่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรา” ฉินชูกล่าว เขาไม่อยากให้จื่อหลวนเกิดความเข้าใจผิด
“ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า” จื่อหลวนหัวเราะเบา
จากนั้นฉินชูจึงบอกกล่าวสถานการณ์ของราชวงศ์เฉียนและสำนักใหญ่ทั้งสี่ รวมถึงกลุ่มอิทธิพลจากภายนอกให้จื่อหลวนฟัง
“ข้าไม่มีความคิดซับซ้อนถึงเพียงนั้น ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของเจ้าแล้วกัน” จื่อหลวนมองฉินชูพร้อมกล่าว
“เจ้าควรมีความคิดของตัวเอง จะเชื่อเพียงข้าอย่างเดียวไม่ได้” ฉินชูกล่าว
“ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่มีทางทำร้ายข้า ยิ่งไปกว่านั้น เราเป็นสหายกัน การช่วยเหลือเจ้าก็เป็นเรื่องสมควรไม่ใช่หรือ?” จื่อหลวนกล่าว
“หากข้าพ่ายแพ้ในการประลองระหว่างชนรุ่นใหม่ของสี่สำนักใหญ่ เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่น ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ต่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายมีแผนการร้าย แต่เรื่องอย่างการผิดคำพูด ข้าทำไม่ได้จริงๆ หากราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนจะสู้ นั่นก็เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอิทธิพล ไม่เกี่ยวกับข้า แน่นอนว่า หากข้าชนะ แต่อีกฝ่ายยังจะยึดครองหุบเขาเทียนเซียงอย่างไร้ยางอาย เช่นนั้นราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนก็จะลงมือ ถึงเวลา ข้าจะส่งสัญญาณมาให้เจ้า” ฉินชูกล่าว
“สัญญาณอะไรหรือ?” จื่อหลวนไม่ค่อยเข้าใจนัก
“หากพลังความสามารถของอีกฝ่ายใกล้เคียงกับราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุน เช่นนั้นก็ต้องให้เจ้าร่วมต่อสู้ ใช้การแผดเสียงร้องยาวเป็นสัญญาณ หากเจ้าได้ยินเสียงร้องยาวของข้า ก็ออกจากหุบเขามาร่วมต่อสู้ ร่วมมือกับคนของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนเอาชนะพวกเขา หากพลังความสามารถของอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป เช่นนั้นข้าจะส่งเสียงร้องยาวต่อกันสองครั้ง หลังจากได้ยิน เจ้าก็รีบหนีไป อย่าได้อยู่ภายในหุบเขาเทียนเซียงอีก และหลีกเลี่ยงอันตรายเสีย” ฉินชูบอกกล่าวความคิดของตัวเอง
“เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร?” จื่อหลวนมองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
“ข้าไม่เป็นอะไร ข้าอยู่กับคนของสำนักชิงหยุน” ฉินชูกล่าว
จื่อหลวนไม่ได้กล่าวอะไร ฉินชูมีความคิดของเขา นางเองก็มีความคิดของตัวเอง นั่นคือต่อให้สถานการณ์จะอันตรายเพียงใด นางจะรับประกันความปลอดภัยของฉินชูเอง อย่างมากก็พาฉินชูหนีไปด้วย
หลังอยู่กับจื่อหลวนนานกึ่งวัน ฉินชูจึงออกจากหุบเขาเทียนเซียง ไปสมทบกับโม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อ และเฉียนหลิงอู่
เฉียนหลิงอู่เก็บซ่อนพลังตบะ พลังตบะที่แสดงออกมาคือขั้นหลิงหยวนช่วงต้น ทั้งยังสวมผ้าโปร่งปิดหน้า นางต้องแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนของสำนักชิงหยุน เพื่อเข้าสู่หมู่บ้านเทียนเซียง
“หลังจากแปลงโฉม ก็จำองค์หญิงหลิงอู่ไม่ได้เลย หากท่านเป็นสาวใช้ ติดตามอยู่ข้างกายข้า แบบนั้นจะดูเหมือนยิ่งกว่า” หลังจากมองเฉียนหลิงอู่ที่สวมผ้าโปร่งปิดหน้าอย่างพินิจครู่หนึ่ง ฉินชูจึงกล่าวออกมา
“เจ้าไม่ดูเสียบ้างว่าตัวเองเป็นอย่างไร! ตอนนี้เจ้าสวมชุดศิษย์รับใช้อยู่ ข้างกายศิษย์รับใช้จะมีสาวใช้อย่างข้าติดตามมาด้วยได้อย่างไร เจ้าคิดว่าผู้นำระดับสูงของสำนักใหญ่ทั้งสามสมองมีปัญหาหรือ?” เฉียนหลิงอู่ถลึงตาใส่ฉินชู ให้นางเป็นสาวใช้ จะให้นางจะพอใจได้อย่างไร?
ฉินชูหัวเราะออกมา เขาเพียงกล่าววาจาหยอกล้อเท่านั้น หากให้เฉียนหลิงอู่เป็นสาวใช้ ด้วยอุปนิสัยของเฉียนหลิงอู่เอง แล้วไม่เอาคืนสิถึงจะแปลก
เกวียนสัตว์อสูรเคลื่อนเข้าสู่หมู่บ้านเทียนเซียง ภายในหมู่บ้านมีผู้คนเนืองแน่น ไม่มีโรงเตี๊ยมว่างเลย เฉียนหลิงอู่ใช้เงินมือเติบไม่น้อย นำก้อนทองออกมา เช่าลานที่พักแห่งหนึ่งได้ทันที
หลังจากทั้งสี่คนเข้าพักอาศัย โม่เต้าจื่อและหลิงหยุนจื่อจึงออกจากลานที่พัก ไปพบเหล่าผู้นำระดับสูงของสามสำนักใหญ่ ในเมื่อการแก่งแย่งเริ่มต้นแล้ว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงอีก
ฉินชูและเฉียนหลิงอู่สนทนากันอยู่ในลานที่พัก
“ครั้งนี้อีกฝ่ายจะมีผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อปรากฏตัวหรือไม่?” ฉินชูมองเฉียนหลิงอู่พร้อมเอ่ยถาม
“ตามปกติแล้วในสำนักใหญ่ทั้งสามไม่มีผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อ แต่สาขาหลักของพวกเขาจะส่งผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อมาหรือไม่ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ จริงสิ เจ้าพูดคุยกับจื่อหลวนว่าอย่างไรบ้าง?” เฉียนหลิงอู่สอบถามสถานการณ์ภายหลังฉินชูเข้าสู่หุบเขาเทียนเซียง
ฉินชูบอกเล่าแผนการของตัวเองโดยคร่าว
“นางเชื่อใจเจ้าอย่างแท้จริง เป็นการเชื่ออย่างไร้เหตุผล แบบนี้เรื่องนี้ก็จัดการได้ง่ายขึ้นมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่านางจะทรยศพวกเรา” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“นางคู่ควรแก่การเชื่อใจ นี่เป็นเหตุผลที่ง่ายมาก ส่วนท่านจะแทงข้างหลังข้าหรือไม่? ข้าเองก็คิดว่าคงไม่ทำแน่นอน!” ฉินชูกล่าว
“จะเหมือนกันได้อย่างไร นางเทียบกับข้าได้หรือ?” ภายในดวงตาคู่งามของเฉียนหลิงอู่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
จะให้ตอบเช่นไร?
เขาไม่อาจตอบได้ จึงได้แต่หัวเราะด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนใจ
“เจ้าทึ่ม จากนี้เจ้าต้องเผชิญกับศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ในบรรดาชนรุ่นใหม่ของสำนักใหญ่ทั้งสี่ เจ้าแข็งแกร่งมากก็จริง แต่อีกฝ่ายฝีมือก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน หลางชิงแห่งตำหนักราชันย์หมาป่า หลัวเซียวแห่งสำนักดาบโลหิต พวกเขาล้วนมีชื่อเสียงมาก ทั้งยังเข้าสู่ขั้นสี่มาเป็นเวลานาน เจ้าต้องระมัดระวัง ส่วนคนที่เก่งกาจที่สุดน่าจะเป็นธิดาดาวฤกษ์แห่งศาลาดาวฤกษ์ สายสืบราชวงศ์เฉียนของเราสืบจนรู้ว่า ธิดาดาวฤกษ์มีเจตจำนงกระบี่ระดับสาม” เฉียนหลิงอู่เอ่ยเตือนฉินชู