เสียงปืนค่อย ๆ เบาลงทีละนัด
ไม่ใช่เพราะอันตรายหายไป แต่เพราะสิ่งมีชีวิตด้านนอกชะงักหลังตายของตัวหัวหน้าคุมฝูง ร่างที่เคยเคลื่อนเป็คลื่นอย่างมีจังหวะกลับแตกกระเจิงเป็กลุ่มย่อย บางตัววิ่งชนกันเอง บางตัวเกาะค้างอยู่บนกรอบหน้าต่างแตกเหมือนลืมคำสั่งที่ต้องทำต่อ บางตัวเพียงหมุนหัวไปมา ราวกับกำลังค้นหาความคิดที่เคยนำทางมันเมื่อครู่แล้วไม่พบอีก
ภายในห้องสมุด เสียงหายใจของมนุษย์กลับเด่นชัดขึ้นแทนที่เสียงคำราม
น้ำยังหยดจากสปริงเกอร์ลงบนพื้นหินเป็จังหวะติ๋งติ๋งสม่ำเสมอ กลิ่นกระดาษเปียก ฝุ่นเก่า เื และไฟไหม้จากสายช็อตยังคลุ้งหนาอยู่ในอากาศ แสงฉุกเฉินสีแดงทอดยาวไปตามสันหนังสือและขอบโต๊ะอ่านหนังสือเหมือนเงาของโลกอีกใบที่กำลังทาบลงบนโลกเดิม ความจริงทั้งอาคารสั่นไหวอยู่ใต้ผิวบาง ๆ ของความปกติ เหมือนสถานที่แห่งนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองควรยังเรียกว่าห้องสมุดหรือเป็เพียงจุดพักชั่วคราวในสนามรบของสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์
คาเอล เวย์รอนลดลำกล้อง C-14 ลงช้า ๆ ไหล่ขวายังรับแรงสะท้อนจากการยิงต่อเนื่องเป็จังหวะอยู่ลึกในกล้ามเนื้อ แต่สิ่งที่เขารู้สึกชัดกว่านั้นคือความนิ่งเย็นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
มันไม่ใช่ความสงบ
มันเป็บางอย่างที่คมกว่า แห้งกว่า
เหมือนส่วนหนึ่งของตัวเขาเริ่มเรียนรู้ว่าถ้าอยากมีชีวิตอยู่ เขาต้องตอบสนองต่อความตายให้เหมือนสมการ มากกว่าตอบสนองเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง
หน้าต่างสถานะลอยอยู่ตรงมุมสายตา กะพริบเบา ๆ ราวกับกำลังจับชีพจรเขาไปพร้อมกัน
[กำจัดหน่วยควบคุมคลื่นโจมตีสำเร็จ]
[อัตราซิงก์: 27%]
[เส้นทางเทอร์แรน: เสถียรขึ้น]
[ประเมินผล: เอาตัวรอดสำเร็จระยะสั้น]
เขาเกลียดคำว่า “ระยะสั้น”
เพราะมันซื่อตรงเกินไป
ด้านข้าง มิเลีย แวนซ์ยังยืนหอบหายใจช้า ๆ อยู่หลังแนวโต๊ะที่พังครึ่งหนึ่ง ลูกซองในมือเธอยังอุ่นอยู่จากการยิงต่อเนื่อง เสื้อคลุมกันฝนสีหม่นแนบชิดลำตัวด้วยน้ำฝนและน้ำจากสปริงเกอร์จนเห็นแนวเกราะเบาใต้เสื้อชัดเจนขึ้น ข้างแก้มของเธอมีรอยบาดตื้นจากเศษกระจกหรือกรงเล็บ ไม่มีเืไหลมากนัก แต่พอทำให้ใบหน้าที่ดูแข็งอยู่แล้วคมจัดขึ้นอีกระดับ
เธอมองออกไปด้านนอกผ่านแนวกระจกแตก ราวกับไม่ยอมปล่อยให้โลกหลุดจากการประเมินแม้เพียงวินาทีเดียว
โวร่าทิ้งตัวลงนั่งบนขอบชั้นหนังสือที่ล้มเอียง มือยังคงเช็ดใบมีดสองเล่มด้วยเศษผ้าเปียก ความเคลื่อนไหวของเธอเรียบ เงียบ และแม่นจนแทบไม่เหมือนคนเพิ่งผ่านการสังหารมาเมื่อครู่ ผมเส้นหนึ่งแนบอยู่ข้างแก้มที่มีรอยเืแห้ง แต่เธอไม่ใส่ใจมันเลยสักนิด
แจ็กซ์นั่งแหมะอยู่ข้างซาก “เ้าเข็ม” รุ่นซ่อมที่เสียหายอีกครั้ง คราวนี้หุ่นขนหนังสือแทบเหลือแค่ฐานหมุนกับโครงแขนกลด้านหนึ่ง เขาใช้ไขควงหมุนปลดแผงวงจรค้างไว้ทั้งที่ยังหอบ เหงื่อไหลจากขมับลงคอไม่หยุด แต่สีหน้ากลับจริงจังจนคาเอลรู้ทันทีว่า ต่อให้โลกกำลังแตก คนคนนี้ก็จะไม่ยอมปล่อยให้เครื่องจักรของตัวเองพังโดยไม่ได้พยายามสุดทางก่อน
บัลธาซาร์ยืนอยู่กับกลุ่มผู้รอดชีวิตด้านในสุด ม่านพลังจิตสีฟ้าซึ่งเขาใช้คุ้มกันมานานเพิ่งสลายไปไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ แต่แสงบาง ๆ ยังหลงเหลืออยู่ตามปลายนิ้วและแนวแขนเหมือนร่องรอยของแรงที่ถูกใช้เกินขีดจำกัดนานเกินไป สีหน้าของเขาสงบเช่นเดิม เพียงแต่ความเงียบในดวงตาลึกขึ้น ราวกับทุกครั้งที่คืนแบบนี้ยืดออกไป เขาต้องกดความอ่อนล้าให้อยู่ลึกลงไปอีกชั้น
ส่วน นิกซ์
นิกซ์ไม่ได้นั่งแล้ว
เขายืนอยู่ห่างจากทุกคนเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับดูเหมือนอยู่คนละโลก เด็กหนุ่มยืนนิ่งข้างชั้นหนังสือฝั่งตะวันออก มือขวาที่มีเกล็ดสีคล้ำยาวขึ้นไปเกือบถึงข้อศอกห้อยลงข้างลำตัวอย่างแปลกประหลาด ราวกับมันหนักกว่าแขนข้างซ้ายจริง ๆ ดวงตาของเขาเปิดกว้างกว่าปกติ ปลายม่านตาสั่นเล็กน้อยเหมือนกำลังจับความถี่ที่ไม่มีใครอื่นได้ยิน
“นิกซ์”
คาเอลเรียก
เด็กหนุ่มไม่ตอบในทันที เขายังมองออกไปข้างนอกผ่านช่องว่างระหว่างกรอบหน้าต่างแตก เหมือนตามสายตาของอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อเขาหันกลับมาในที่สุด สีหน้าของเขาไม่ใช่ความกลัวแบบเดิมอีกแล้ว หากเป็ความสับสนที่เจือความเหนื่อยล้าจนแทบกลายเป็เ็ป
“มันยังไม่ไป” เขาพูดเบา ๆ
“กลุ่มพวกมัน?” มิเลียถามทันที
นิกซ์ส่ายหน้า “ไม่ใช่แค่กลุ่มพวกมัน?”
คำตอบนั้นทำให้คาเอลหันไปมองหน้าต่างสถานะโดยอัตโนมัติ ราวกับมันรู้ว่าเขากำลังจะถาม มันก็ขึ้นข้อความใหม่มาทันที
[ยังตรวจพบสัญญาณควบคุมฝูงตกค้าง]
[การเชื่อมต่อแบบรังยังไม่สิ้นสุด]
[คำเตือน: หน่วยควบคุมหลักอาจไม่ปรากฏตัวโดยตรง]
แจ็กซ์เงยหน้าจากซากป้อม
“รบกวนแปลภาษาให้ทีคร้าบ…”
คาเอลอ่านสั้น ๆ
“ตัวคุมที่เราฆ่าไปอาจไม่ใช่ตัวจริง”
ความเงียบทั้งโถงหนาขึ้นอีกครั้ง
ผู้รอดชีวิตสองสามคนที่อยู่ใกล้พอได้ยินหน้าซีดลงชัดเจน หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เด็กชายที่นั่งกอดเข่ากับแม่ค่อย ๆ ซุกตัวลึกขึ้นราวกับคำพูดนั้นสามารถตามมาหาเขาได้
“ไม่ใช่ตัวจริง…” แจ็กซ์ทวนช้า ๆ เหมือนแปลความหมายตามไม่ทัน
“งั้นที่เราเพิ่งเกือบตายกันไปคืออะไร เครื่องทดสอบเหรอ”
“หรือเป็แค่แขนขา” โวร่าพูดเรียบ ๆ
ประโยคนั้นทำให้แม้แต่มิเลียก็หันไปมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปทางหน้าต่างอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นมันกำลังทำสองอย่างพร้อมกัน” เธอว่า
“ดูเรา แล้ววัดว่าเราตอบสนองยังไง”
คาเอลไม่ตอบ เพราะลึกลงไปเขารู้สึกเช่นนั้นั้แ่ตัวคุมฝูงตัวแรกมองเขาตรง ๆ แล้ว
มันไม่ได้มาเพื่อกินให้หมด
มันมาดู
มาทำเครื่องหมาย
มาวัดว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อถูกกดดัน
หน้าต่างสถานะกระตุกเบา ๆ ราวกับรับรู้ความคิดนั้น
[รูปแบบการอนุมานตรงกับข้อมูล]
[ผู้ใช้กำลังถูกประเมิน]
คาเอลเม้มปากแน่น เขาเริ่มเกลียดวิธีที่ระบบนี้ชอบยืนยันความจริงที่ไม่อยากยอมรับทีละบรรทัด
“ถ้าพวกมันกำลังประเมินเราอยู่” บัลธาซาร์กล่าวขึ้นอย่างช้า ๆ
“เราก็ต้องทำในสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุด”
แจ็กซ์เลิกคิ้ว
“หมายถึงหนีไหม?”
บัลธาซาร์ส่ายหน้าเพียงนิด
“เราต้องปรับตัว”
คำพูดนั้นจบลงพร้อมเสียงกรีดเบา ๆ ที่ลอดเข้ามาจากด้านนอกอีกครั้ง
ไม่ดัง ไม่บ้าคลั่ง
แต่สอดประสาทเหมือนคำกระซิบที่ตั้งใจให้ได้ยินเฉพาะบางคน
นิกซ์ตัวเกร็งทันที แขนขวาที่เริ่มผิดรูปกระตุกเหมือนเส้นเอ็นข้างในถูกดึงแรงจากที่ไกล ๆ เขายกมือขึ้นกุมศีรษะตัวเองแล้วทรุดลงกับขอบชั้นหนังสือ
“นิกซ์!” คาเอลพุ่งเข้าไปหา
เด็กหนุ่มหอบแรง ดวงตาแดงก่ำเหมือนหลอดเืจะแตก
“มัน…มันเรียกผม”
“เรียกว่าอะไร”
“ไม่ใช่คำพูด…” เขาพูดทั้งกัดฟัน
“มันเหมือน…ให้ผม ‘หันไป’ ให้ผม ‘เปิด’ อะไรบางอย่าง…ให้ผม…กลับไปอยู่ในรัง”
คำว่า “รัง” ทำให้หน้าต่างระบบของคาเอลสว่างวาบ
[ตรวจพบแรงสะท้อนจากโครงข่ายรัง]
[ตัวรับสัญญาณใกล้เคียง: นิกซ์]
[คำเตือน: ความเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุมเพิ่มขึ้น]
มิเลียก้าวเข้ามาใกล้ทันที
“เขาต้องพัก”
“ไม่มีที่ให้พักหรอก” โวร่าตอบโดยไม่มองหน้า
“ตราบใดที่เสียงนั้นยังอยู่”
มิเลียหันขวับ
“อย่างน้อยเขาควรออกจากแนวหน้า”
“ถ้าเขาได้ยินทิศของฝูง เขาสำคัญพอ ๆ กับปืนของคาเอล”
“เขาเป็คน ไม่ใช่เรดาร์”
“คืนนี้ทุกอย่างกำลังกลายเป็มากกว่าที่ควรเป็ทั้งนั้น”
บทสนทนานั้นคมพอ ๆ กับมีด และน่าประหลาดที่คาเอลเข้าใจเหตุผลของทั้งคู่พร้อมกัน โวร่าไม่ได้ไร้หัวใจ เธอแค่เห็นฟังก์ชันที่จำเป็ก่อน มิเลียเองก็ไม่ได้อ่อนแอ เธอเพียงยังมองมนุษย์เป็มนุษย์อยู่เต็มตา
นั่นทำให้คาเอลรู้สึกบางอย่างประหลาดทันที
สองคนนี้อยู่คนละฝั่งของการตัดสินใจ
และเขากำลังยืนอยู่ตรงกลางโดยไม่รู้ว่าควรเอนไปทางไหนมากกว่ากัน
“พอแล้ว” เขาพูดในที่สุด
ทั้งโวร่าและมิเลียเงียบลงทันที
คาเอลคุกเข่าลงข้างนิกซ์
“นายยังได้ยินฝูงอยู่ไหม”
นิกซ์พยักหน้าทั้งที่ตัวสั่น
“ได้”
“ยังแยกทิศได้?”
“บางส่วน…แต่มันรกขึ้น พวกมันเหมือนกำลังถอยแล้ววน…รออะไรบางอย่าง”
คาเอลหันไปทางมิเลีย
“เขาจะไม่อยู่แนวหน้าติดกระจก แต่เขาไม่ถอยไปไกลกว่านี้”
มิเลียเม้มปากแน่น คล้ายไม่พอใจเต็มที่ แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
“ได้”
โวร่าไม่พูดอะไร แค่หันกลับไปเฝ้ามุมเดิม
คาเอลประคองนิกซ์ให้ย้ายมานั่งหลังแนวโต๊ะอ่านหนังสือเตี้ย ๆ ซึ่งยังมองเห็นสนามได้ แต่ไม่ตรงแนวยิงของศัตรู เด็กหนุ่มพยายามช่วยตัวเองเต็มที่ แม้ทุกก้าวที่เดินจะดูเหมือนต้องเอาชนะแรงดึงจากข้างในร่างกายตัวเองทีละส่วน
เมื่อเขาพานิกซ์ไปถึงจุดนั้น มิเลียก็โยนผ้าขนหนูผืนหนึ่งที่หยิบจากห้องบริการให้โดยไม่พูดอะไร คาเอลรับไว้แล้วส่งต่อให้นิกซ์ เด็กหนุ่มมองมันอย่างงง ๆ ราวกับลืมไปแล้วว่าโลกยังมีสิ่งเรียบง่ายอย่างผ้าแห้งอยู่
“ซับหน้า” คาเอลบอก
นิกซ์ทำตามช้า ๆ สีหน้าดูเหมือนอยากขอบคุณ แต่ปากกลับพูดไม่ออก
เสียงกลไกจากซากป้อมปืนดังขึ้นอีกครั้ง แจ็กซ์กลับไปนั่งคุกเข่ากับเ้าเข็มรุ่นซ่อม มือวิ่งบนแผงวงจรอย่างไม่หยุด เขาถอดเซ็นเซอร์เก่าทิ้งแล้วต่อสายใหม่เข้ากับหัวอ่านบาร์โค้ดของห้องสมุดโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันควรเข้ากันหรือไม่
ภาพสัญญาณของรอรี สวอนน์ยังกะพริบอยู่บนหน้าต่างโฮโลแกรมข้างเคาน์เตอร์ เสียงของเขามีสัญญาณรบกวนแทรกเป็ระยะแต่ยังชัดพอจะใช้งาน
“ฟังนะเ้าเด็กช่าง” เขาพูด
“ถ้านายจะใช้ป้อมพวกนี้ต่อ นายต้องทำให้มันคิดง่ายที่สุด อย่าพยายามฉลาดเกินเครื่องจักรเก่า เอาแค่ ‘อะไรที่ไม่ใช่แท็กของพวกนายและขยับเร็วผิดมนุษย์’ ก็พอ”
แจ็กซ์พยักหน้ารัวทั้งที่อีกฝ่ายอาจไม่เห็น
“ครับ รับทราบครับ หัวหน้าช่าง”
“แล้วเลิกเรียกฉันแบบนั้นถ้ามันฟังเหมือนฉันแก่”
“ได้ครับ หัวหน้าช่าง”
สวอนน์ถอนหายใจยาวจนเกือบเป็คำหัวเราะ
ความกวนประสาทนั้นช่วยให้ความตึงเครียดของโถงผ่อนลงได้เพียงนิดเดียว แต่คาเอลเห็นชัดว่ามันมีค่า ผู้รอดชีวิตด้านหลังบางคนเริ่มขยับ ช่วยกันย้ายโต๊ะ ช่วยขนกล่องหนังสือเปียกออกจากแนวทางเดิน ช่วยส่งขวดน้ำและผ้าพันแผลให้กันเอง เมืุ่์มีงานให้ทำ ความกลัวจะไม่เติบโตเร็วเท่าเดิม
บัลธาซาร์เองก็ดูรับรู้เื่นี้ เขาเดินช้า ๆ ระหว่างกลุ่มผู้รอดชีวิต ใช้เสียงต่ำเรียบของตัวเองประคองให้พวกเขาจดจ่อกับสิ่งใกล้มือ หายใจเข้าออก ช่วยกันย้ายของ เช็กาแ ไม่ใช่แหงนมองฟ้าหรือจ้องความมืดนานเกินไป
คาเอลเหลือบมองภาพนั้นแล้วรู้ว่า ถ้าไม่มีชายคนนี้อยู่ในกลุ่ม คืนนี้คงพังไปนานแล้ว
มิเลียเดินมาหยุดข้างเขาอีกครั้งโดยไม่ส่งเสียง ปืนลูกซองในมือเธอถูกทำความสะอาดคร่าว ๆ ระหว่างพักหายใจจนพร้อมยิงต่อ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างแตกเช่นเดียวกับเขา
ข้างนอก ฝูงยังไม่หายไป
มันถอยออกเล็กน้อยจริง แต่ไม่กระจัดกระจาย มันวนอยู่เป็วงกว้างรอบอาคาร เหมือนน้ำเชี่ยวที่ไหลอ้อมโขดหิน ไม่ได้หยุด เพียงเปลี่ยนรูป ขณะที่ท้องฟ้าเหนือเมืองยังเต็มไปด้วยรหัสขาวเรืองแสง รอยแตกบนฟ้าบางเส้นขยายลงต่ำกว่าเดิมจนคล้ายมือยาวของอะไรบางอย่างกำลังเอื้อมลงมาใกล้เมืองทีละน้อย
“นายเริ่มไว้ใจของนั่นมากไปแล้วหรือเปล่า”
มิเลียถามขึ้นโดยไม่มองหน้าเขา
คาเอลรู้ว่าเธอหมายถึงหน้าต่างสถานะ ไม่ใช่ปืนในมือ
“ไม่ไว้ใจเลย” เขาตอบ
“แต่นายใช้มัน”
“ใช่”
“เพราะมันช่วยให้รอด”
“ใช่”
มิเลียเงียบไปเล็กน้อย
“ฉันไม่ชอบของที่ช่วยเรา แต่เหมือนกำลังดูเราไปพร้อมกัน”
คาเอลหันมามองเธอแวบหนึ่ง
“ฉันก็ไม่ชอบ”
เธอพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับนั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้บทสนทนานี้จบโดยไม่ต้องถกเถียงกันยาวกว่านี้
ผ่านไปอีกไม่กี่นาที เสียงข่วนจากด้านนอกก็เบาลงจนแทบเหลือแต่เสียงลมกับหยดน้ำ ฝูงดูเหมือนถอยห่างไปอีก จนถ้าเป็คนธรรมดาอาจเริ่มเชื่อว่าพวกมันล่าถอยจริง
แต่นิกซ์ที่นั่งอยู่หลังแนวโต๊ะกลับเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าของเขาตึงอย่างเห็นได้ชัด
“มันเงียบเกินไป” เขาพูด
คำพูดนั้นดึงสายตาทุกคนกลับมาหาเขา
“แปลว่าอะไร” มิเลียถาม
นิกซ์กดมือกับขมับตัวเอง
“เวลาฝูงหิว มันไม่เงียบแบบนี้ เวลามันเสียตัวคุม มันจะสับสน แต่ตอนนี้มัน…มันเหมือนกำลังฟังอะไรสักอย่างพร้อมกัน”
หน้าต่างสถานะของคาเอลวาบขึ้นราวกับรอคำนี้อยู่แล้ว
[ตรวจพบการเชื่อมต่อรูปแบบใหม่]
[โครงข่ายกำลังถูกรวบรวมเป็ระบบ]
[คำเตือน: หน่วยควบคุมชนิดใหม่กำลังเข้าใกล้]
คาเอลอ่านจบแล้วรู้สึกเย็นในอก
“มีตัวใหม่” เขาบอกทันที
แจ็กซ์เงยหน้าจากป้อม
“แบบตัวคุมฝูงเมื่อกี้?”
“ไม่แน่ใจ เหมือนกัน” คาเอลตอบ
“แต่มันกำลังเข้ามา”
โวร่าลุกขึ้นจากมุมเฝ้าอย่างเงียบเชียบแล้วขยับไปยืนหลังแนวชั้นหนังสือที่ยังไม่พัง
“มาทิศไหน”
นิกซ์หลับตาแน่น สักพักจึงชี้ไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง
ทุกคนมองตามพร้อมกัน
บันไดนั้นมืด
มืดเกินกว่าจะเป็เพียงเพราะไฟชั้นบนดับ เสมือนเงาทั้งหมดของอาคารกำลังไหลไปกองรวมกันอยู่บนชานพักชั้นสองจนไม่มีแสงสีแดงใดส่องทะลุเข้าไปได้ เสียงหยดน้ำที่ใกล้ ๆ ยังคงดัง แต่แถวนั้นกลับเงียบผิดธรรมชาติ
แจ็กซ์พูดเสียงแห้ง
“อย่าบอกนะว่ามันเข้ามาจากข้างบนอีก”
ไม่มีใครตอบ
เพราะในจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังลงมาจากความมืดบนชานพัก
เป็เสียงคน
เด็กผู้หญิง
“แม่…”
เพียงคำเดียวเท่านั้น
หญิงคนหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตเงยหน้าขึ้นทันที ร่างทั้งร่างแข็งค้างอย่างคนถูกแทงกลางอก ดวงตาเธอเบิกกว้าง “ลิน?” เธอพึมพำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
คาเอลหันไปมองเธอทันที
“อย่าไป”
แต่เหมือนเสียงเขาลอยไปไม่ถึง หญิงคนนั้นลุกขึ้นจากเก้าอี้พรวดเร็วเกินคาด สีหน้าหลุดจากความกลัวไปเป็ความหวังที่เ็ปกว่าเดิม
“ลิน! ลินลูก!” เธอร้องแล้ววิ่งตรงไปทางบันได
มิเลียสบถแล้วพุ่งตาม แต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที
เพราะเงาบนชานพัก “ขยับ”
ไม่ใช่เด็กหญิง
ไม่ใช่มนุษย์
แต่เป็บางอย่างที่สร้างรูปร่างจากความมืดและเส้นรหัสพอให้ฟังดูเหมือนเสียงลูกเรียกแม่เท่านั้น ร่างนั้นก้าวออกมาจากเงาดำเหมือนถูกปั้นจากฝันร้ายที่รู้จักจุดอ่อนของมนุษย์ดีที่สุด มันสูงเกือบถึงเพดาน่บันได แขนยาวเรียวผิดสัดส่วน ร่างทั้งร่างปกคลุมด้วยลายเส้นสีขาวไหลช้า ๆ เหมือนตัวอักษรที่ยังพิมพ์ไม่เสร็จ
ใบหน้าของมันไม่มีอะไรเลย
ไม่มีตา ไม่มีปาก
แต่เสียงเด็กผู้หญิงก็ยังดังออกมาจากตรงนั้นอีกครั้ง
“แม่…”
หญิงคนนั้นชะงักบนขั้นบันไดหนึ่งวินาทีเต็ม ด้วยแรงที่คนเป็แม่ไม่มีทางชนะได้
แล้วมันก็ยื่นแขนลงมา
ไม่เร็ว
ไม่ต้องเร็ว
เพราะเหยื่อเดินเข้าหามันเอง
“ถอย!” มิเลียะโสุดเสียง พร้อมยกปืนลูกซองขึ้นยิง
ะุพุ่งกระแทกเข้า่แขนของมันเต็มแรง ร่างนั้นกระเพื่อม แสงรหัสแตกกระจายเหมือนละอองกระจก หญิงผู้เป็แม่สะดุ้งกลับมามีสติแล้วกรีดร้องเสียงหลง คาเอลยก C-14 ขึ้นประทับบ่าทันที ขณะที่หน้าต่างสถานะสว่างวาบจนเกือบบังภาพจริง
[ตรวจพบหน่วยล่อลวง]
[ระดับความเสี่ยง: สูงมาก]
[คำเตือน: สามารถเลียนเสียงและความทรงจำได้
อย่าเชื่อสิ่งที่คุณได้ยิน]
คำเตือนนั้นมาช้าเกินไปสำหรับคนที่กำลังร้องไห้อยู่บนบันได แต่ยังทันพอสำหรับคาเอล
เขาเล็ง
ทว่าจังหวะนั้นเอง สิ่งที่อยู่บนชานพักก็หัน “ใบหน้าไร้หน้า” มาทางเขา แล้วเสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังลงมา
เป็เสียงของผู้ชายวัยกลางคน
เสียงที่คาเอลไม่เคยลืม แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
“คาเอล”
ทุกอย่างในตัวเขาชะงัก
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหายใจ
มิเลียซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดหันมามองทันที เธอไม่รู้ว่าเสียงนั้นสำคัญแค่ไหน แต่เห็นได้ชัดว่ามัน “โดน” บางอย่างในตัวเขาเต็มแรง
“คาเอล!” เธอะโอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่สั่งให้ยิง แต่เรียกให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
เสียงบนชานพักดังซ้ำ
“คาเอล มองพ่อสิ”
หน้าต่างสถานะสั่นอย่างรุนแรง
[คำเตือน]
[ตรวจพบความพยายามเข้าถึงความทรงจำ]
[หลีกเลี่ยงการตอบสนองทางอารมณ์]
แต่คำเตือนนั้นฟังไร้พลังอย่างประหลาดเมื่อเทียบกับเสียงที่หล่นลงมาจากชั้นสอง
คาเอลไม่จำได้ว่าลมหายใจตัวเองหายไปตอนไหน เขารู้เพียงว่ามือที่จับปืนอยู่หนักขึ้นในทันที ความเย็นในสมองที่ระบบคอยมอบให้แตกกระเพื่อมเป็วง
แล้วบางอย่างก็เกิดขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง
มิเลียพุ่งเข้ามาใกล้โดยไม่เตือน เธอใช้มือซ้ายคว้าแขนเขาแล้วบีบแรงพอให้เจ็บ
“มองฉัน” เธอพูดชัดทุกคำ
คาเอลหันขวับโดยสัญชาตญาณ
ดวงตาของมิเลียนิ่ง แข็ง และเป็ของ “ตอนนี้” ไม่ใช่ของอดีตที่กำลังถูกเอามาใช้ลวง เขาเห็นเหงื่อที่ไรผมเธอ เห็นรอยบาดที่คิ้ว เห็นการหายใจแรงในอก และความจริงเรียบง่ายอย่างหนึ่งก็กลับเข้าที่
คนตรงหน้าเขามีอยู่จริง
เสียงข้างบนนั่นไม่มี
เสี้ยววินาทีนั้นเพียงพอ
คาเอลยกปืนขึ้นใหม่ทันที เล็งเหนือไหล่ของมิเลียไปยังชานพัก ปลายนิ้วเขานิ่งอย่างน่ากลัว
เหนี่ยวไก
ะุพลังงานทะลุผ่าน “เสียงของพ่อ” ตรงกลางร่าง มันไม่ร้อง แต่ทั้งร่างแตกเป็เส้นรหัสทันทีเหมือนหน้าจอที่โดนกระแทกจากด้านใน เสียงผู้ชายดับไปพร้อมกับเสียงเด็กหญิงที่ดังซ้อนอยู่ข้างใน เหลือเพียงความเงียบแปลบหูและฝุ่นแสงที่ปลิวลงมาตามขั้นบันได
หญิงผู้เป็แม่ทรุดลงกับพื้นร้องไห้โฮ มิเลียพุ่งเข้าไปพาเธอถอยกลับ ขณะเดียวกันโวร่าก็กระโจนขึ้นบันไดไปตรวจชั้นสองทันที มีดในมือวาบเป็เส้นเดียวแล้วหายเข้าไปในความมืด
คาเอลยังคงยืนถือปืนอยู่ที่เดิม มือไม่สั่น แต่หัวใจเต้นหนักจนเขาได้ยินชัดในหู
หน้าต่างสถานะลอยขึ้นตรงหน้า
[ต่อต้านการล่อลวงสำเร็จ]
[อัตราซิงก์: 29%]
[สภาพจิตใจ: ไม่เสถียร]
[คำแนะนำ: ยึดโยงตัวตนของมนุษย์เอาไว้]
คำสุดท้ายทำให้เขาเงยหน้ามองมิเลียโดยไม่ตั้งใจ
เธอกำลังช่วยประคองหญิงคนนั้นลงจากบันได สีหน้าแข็งเหมือนเดิม แต่สายตาที่ส่งมาทางเขาเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหัวเขา มันไม่ใช่สายตาปลอบโยน ไม่ใช่ความอ่อนโยนราคาถูก แต่มันคือสายตาของคนที่ยอมคว้ามืออีกคนกลับจากขอบเหวโดยไม่ถามก่อนว่าอีกฝ่ายอยากถูกช่วยหรือไม่
บัลธาซาร์เดินมาหยุดข้างเขาเงียบ ๆ หลังทุกอย่างสงบลงชั่วครู่
“บางสิ่งในโลกนี้จะโจมตีเราไม่ได้ด้วยกรงเล็บ” เขาพูด
“มันจะโจมตีด้วยสิ่งที่เรายังรัก”
คาเอลไม่ตอบ เขายังมองบันไดอยู่
โวร่ากลับลงมาไม่นานหลังจากนั้น “
ชั้นสองโล่ง” เธอรายงาน
“มีแต่คราบรหัสกับรอยลบที่เพดาน มันเหมือนเข้ามาแค่ทิ้งเหยื่อแล้วถอย”
“มันกำลังวัดว่าเราแพ้อะไรง่ายที่สุด” มิเลียพูด เสียงเรียบแต่หนัก
แจ็กซ์ซึ่งย้ายฟ้าผ่าให้หันคุมบันไดชั้นสองแทนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“โอเค งั้นตอนนี้เราได้รู้เพิ่มแล้วว่ามันไม่ใช่แค่กัด มันอ่านใจเก่งด้วย”
“ไม่ใช่อ่านใจ” บัลธาซาร์แก้เบา ๆ
“เรียกได้ว่ามันอ่านรอยแผล”
ประโยคนั้นไม่มีใครแย้ง
เพราะทุกคนรู้ว่ามันจริง
ข้างนอก ท้องฟ้ายังคงบิดเบี้ยว รหัสวิ่งข้ามผืนดำอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด ฝูงสัตว์ประหลาดส่วนหนึ่งยังวนอยู่รอบอาคาร อีกส่วนถอยไปทางถนนตะวันออกเหมือนกำลังรอคำสั่งต่อไป ขณะที่ในโถงห้องสมุด มนุษย์กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือพัง ป้อมปืนดัดแปลง และาแที่มองไม่เห็น
คาเอลลดปืนลงช้า ๆ แล้วหันกลับมามองคนของเขา
แจ็กซ์ที่ยังไม่หยุดซ่อมของแม้มือจะสั่น
โวร่าที่เงียบเหมือนมีดพร้อมเชือดเงาใดก็ตามที่เดินผิดมุม
บัลธาซาร์ที่ยังพยายามรักษาสติของทุกคนไว้ด้วยเสียงเรียบและพลังที่ค่อย ๆ ร่อยหรอ
นิกซ์ที่นั่งกอดแขนตัวเองแน่นเหมือนกลัวร่างกายจะไม่ใช่ของตัวเองไปอีกนิด
และมิเลีย ที่เพิ่งเข้ามาในคืนเดียวกัน แต่กลับยืนอยู่ในความจริงข้อนี้ได้มั่นคงพอจะกระชากเขากลับจากอดีตเมื่อครู่
เขาไม่รู้ว่าคืนนี้จะพาทุกคนไปได้ไกลแค่ไหน
แต่เขารู้แล้วว่า จากนี้ไป เขาจะไม่ได้สู้คนเดียวอีก
หน้าต่างสถานะกะพริบขึ้นเป็ครั้งสุดท้ายในคืนนั้น
[ตรวจพบพันธมิตร: มิเลีย แวนซ์]
[โอกาสรอดของกลุ่มเพิ่มขึ้น]
[คำแนะนำ: ยึดตำแหน่ง / ฟื้นกำลัง / เตรียมรับคลื่นถัดไป]
คาเอลอ่านมันจบแล้วเงยหน้ามองทุกคน
“เราจะอยู่ที่นี่ต่ออีก่หนึ่ง” เขาพูด
“ปิดทุกทางขึ้นลงที่ไม่จำเป็ ตั้งเวรเฝ้าเป็คู่ ห้ามใครอยู่คนเดียว และถ้ามีใครได้ยินเสียงคนที่ไม่อยู่ตรงนี้เรียกชื่อ…อย่าตอบ”
ไม่มีใครหัวเราะกับความน่าขนลุกของประโยคท้าย
แต่ทุกคนพยักหน้า
เพราะตอนนี้ ไม่มีใครในอาคารหลังนี้เหลือความหรูหราพอจะไม่เชื่อสิ่งที่ฟังดูเป็ไปไม่ได้อีกแล้ว
และลึกลงไปในความเงียบหลังคำสั่งนั้น โลกก็ยังคงขยับ
รอ
เรียนรู้
และเตรียมกัดพวกเขาอีกครั้งในเวลาไม่นาน