ท่ามกลางความมืดมิดของโถงถ้ำโบราณที่ตั้งตระหง่านมานานนับศตวรรษ บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดเสียจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่เกาะตัวเป็เกล็ดน้ำแข็งใสค่อยๆ ย้อยลงมากระทบพื้นหินดังกังวาน
‘ติ๋ง... ติ๋ง...’ เสียงนั้นสะท้อนไปมาประดุจเสียงเคาะระฆังิญญาในสุสานร้าง
ลู่ชิง ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกช่างปั้นฝีมือดีสลักไว้ด้วยหินผาพันปี ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า จ้องประสานกับดวงตาสีฟ้าครามมหึมาของงูั์ขาวที่ส่องประกายเรืองรองราวกับดวงจันทร์สองดวงในม่านหมอกมรณะ
ในใจของบัณฑิตหนุ่มนั้นกำลังกรีดร้องโวยวายด้วยภาษาที่ปราชญ์คนไหนก็ไม่อาจเรียบเรียงได้ ‘วิ่งสิขาเ้ากรรม! วิ่งไปสิโว้ยยย! เ้าจะมาเป็เสาหลักเมืองเอาตอนนี้ไม่ได้นะ!’ เขาออกคำสั่งจิติญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าขาคู่ใจที่เคยพาวิ่งหนีไก่ในหมู่บ้านกลับทรยศอย่างเืเย็น มันทั้งหนักอึ้ง หนาวเหน็บ และแข็งทื่อประดุจเสาหินค้ำฟ้าที่ฝังรากลึก ความกลัวระดับสั่นประสาททำให้เขายืนนิ่งสนิทโดยสมบูรณ์ นิ่งเสียยิ่งกว่ารูปปั้นนักปราชญ์หน้าศาลากลางที่เขาเคยไปไหว้ขอพรสอบจอหงวนเสียอีก!
ทว่าในสายตาของ พญางูขาวเกล็ดหิมะ สัตว์เทพที่บำเพ็ญตบะท่ามกลางความเย็นสุดขั้วมานับพันปี ท่าทีการยืนนิ่งสงบประดุจขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุของชายหนุ่มตรงหน้ากลับดู "สูงส่งจนน่าขนลุก"
นางััได้ถึงกลิ่นอาย "ปราณกำเนิดเซียน" ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแผ่ออกมาจากร่างกายของบัณฑิตผู้นี้ แม้มันจะดูเบาบางราวกับปุยเมฆที่ลอยละล่อง แต่น้ำหนักของพลังที่แฝงอยู่นั้นกลับกดทับิญญาสัตว์เทพของนางให้สั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาตลอดสิบศตวรรษ นางตั้งป้อมระวังตัวสุดขีด เพราะนางมั่นใจใน "เขตอาคมหิมะนิรันดร์" ที่กางไว้ป้องกันถ้ำแห่งนี้อย่างยิ่งยวด แม้แต่มดสักตัวหากไร้ซึ่งพลังยุทธขั้นสูงก็มิอาจเล็ดลอดเข้ามาได้ แต่บุรุษผู้นี้กลับเดินดุ่มๆ เข้ามาถึงใจกลางราวกับเดินชมสวนดอกไม้หลังบ้าน โดยที่อาคมของนางไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!
"ไม่ทราบว่าท่านมหาเซียนมีเหตุอันใด... จึงได้เมตตาเข้ามายังที่พำนักอันต่ำต้อยของข้า"
เสียงหนึ่งดังขึ้นก้องกังวานลึกเข้าไปในโสตประสาทของลู่ชิง มันไม่ใช่เสียงที่เอ่ยผ่านลำคอ แต่มันคือการ "สื่อสารผ่านจิต" ที่ทรงพลังจนทำให้สมองของเขาแทบจะหยุดทำงาน ลู่ชิงสะดุ้งสุดตัวจนใจแทบหลุดออกมาจากปาก ความประหลาดใจเริ่มวิ่งแซงหน้าความกลัวไปเล็กน้อยเมื่อพบว่าสัตว์เทพไซส์ั์ตรงหน้าดันสื่อสารภาษามนุษย์ได้ แถมสำเนียงยังดูสุภาพนอบน้อมจนเขางงไปหมด
ลู่ชิงพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวสติที่กระเจิดกระเจิงไปถึงทุ่งหญ้าท้ายหมู่บ้าน เขาสูดลมหายใจลึกข่มขวัญที่กระเจิง กดความสั่นเครือในลำคอให้กลับกลายเป็ความนิ่งขรึมที่ดูมีลับลมคมในที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาพยายามปั้นหน้าให้ดู "เ็าและลึกลับ" ตามแบบฉบับยอดยุทธในตำรานิยายที่เคยแอบอ่านหลังห้องเรียน
"เอ่อ... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุกที่พำนักอันสงบสุขของท่านหรอกท่านงูขาว" ลู่ชิงตอบกลับไปโดยพยายามคุมโทนเสียงให้ทุ้มต่ำและมั่นคงที่สุด ซึ่งจริงๆ คือเขาเกร็งจนเส้นเืที่คอปูด
"พอดีข้ากำลังพักผ่อนอยู่แถวลำธารแล้วได้ยินเสียง... เสียงเด็กร้องไห้ดังอาวรณ์ออกมาจากในถ้ำนี้ ข้าเกรงว่าจะมีทารกหลงทางเข้ามาติดกับดักหรือได้รับอันตราย ข้าขัดคำสอนของบรรพชนไม่ได้ จึงได้รีบตามเสียงนั้นมาเพื่อจะช่วยเหลือชีวิตคน... ก็แค่นั้นเองจริงๆ"
พญางูขาวเลิกคิ้วที่ไม่มีอยู่จริงผ่านแววตาที่สั่นไหว นางประหลาดใจจนแทบจะสลัดเกล็ดผิดจังหวะ ที่มหาเซียนระดับสูงผู้หนึ่งกลับให้ความสนใจกับเื่ขี้ผงอย่างชีวิตเด็กมนุษย์ แต่ความระแวงยังคงเกาะกินใจ ในยุคานางเคยเห็นความทรงพลังของเหล่าเซียนที่มองทุกชีวิตเป็เพียงมดปลวกมานักต่อนัก นางจึงนึกว่าขั้วอำนาจพวกนั้นคงจะสูญสิ้นไปตามกาลเวลาแล้วเสียอีก หรือว่าเซียนผู้นี้จะเป็พวกบรรลุธรรมขั้นเมตตา?
"ท่านเซียน... ท่านคงหมายถึงเสียงร้องที่สั่นะเืิญญาจาก 'ผลิญญาน้ำแข็ง' นี้ใช่หรือไม่?" นางเอ่ยถามผ่านจิตด้วยความฉงนพลางชำเลืองมองไปยังต้นไม้เรืองแสง
"หะ? ผลไม้เนี่ยนะร้องไห้ได้? ข้าก็นึกว่ามีใครเอาเด็กมาทิ้งไว้ในบึงน้ำแข็งเสียอีก!" ลู่ชิงขมวดคิ้วยุ่ง ลืมตัวทำหน้าเหลอหลาตามสัญชาตญาณบัณฑิตบ้านนอกไปชั่วอึดใจ ก่อนจะรีบกลับมาทำหน้านิ่งอย่างรวดเร็วนางเห็นดังนั้นจึงรีบอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่ปนไปด้วยความระแวดระวังขั้นสุด
"ท่านเซียนอาจจะแสร้งทำเป็ไม่รู้เพื่อลองภูมิข้า... ผลิญญาน้ำแข็งนี้คือสุดยอดผลไม้วิเศษที่แตกต่างจากทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า มันจะส่งเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นสั่นะเืไปถึงดวงิญญาเพื่อเรียกร้องและเลือกสรรเฉพาะผู้ที่มีดวงชะตายิ่งใหญ่และมีวาสนาผูกพันกันมานับชาติไม่ถ้วนเท่านั้นที่จะได้ยินเสียงของมัน!"
นางเพ่งมองการแต่งกายของเขาอย่างพิจารณาอีกครั้ง ชุดบัณฑิตสีซีดที่ขาดรุ่ยมีรอยชุนทั่วตัวประดุจผ้าขี้ริ้ว แต่นั่นกลับยิ่งทำให้นางยำเกรงจนขนลุกขนชัน เพราะตามตำนานที่เล่าขานกันมา เหล่าเซียนผู้เฒ่าที่เบื่อโลกมักชอบจำแลงกายเป็บัณฑิตยากจนหรือขอทานบ้าๆ บอๆ เพื่อลงมาลองใจเหล่าสัตว์อสูรและผู้คนเสมอ!
อีกอย่างนางก็ไม่ได้ห่วงแหนผลไม้นี้เลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ชอบจำศีลในที่เย็นๆ และเต็มไปด้วยพลังิญญาแห่งนี้มาตลอดพันปีเพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย หากเซียนตรงหน้าปรารถนาสิ่งนี้ นางย่อมประเคนให้ด้วยความเต็มใจยิ่งกว่าใส่พานทองเสียอีก เพราะอย่างไรเสีย นางก็ต้องรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเองก่อนเป็อันดับแรก!
"หากท่านเซียนปรารถนาผลิญญาน้ำแข็งนี้เพื่อไปบำรุงตบะ ข้ายินดีมอบให้ท่านทันทีโดยไม่มีข้อแม้! โปรดรับไว้เพื่อเป็การขอขมาที่ข้าเสียมารยาทที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับท่านด้วยขบวนเกียรติยศที่ปากถ้ำ!"
ลู่ชิงยังคงอ้ำอึ้งเป็ใบ้รับประทาน ในหัวคิดหมุนวนประดุจพายุหิมะ 'ข้าจะเอาไปทำอะไรได้ล่ะเนี่ย? เอาไปต้มน้ำแกงให้แม่กินจะท้องเสียไหมนะ?' แต่อยู่ๆ งูั์ขาวก็ขยับกาย ลำตัวขนาดมหึมาของนางเคลื่อนไหวพริ้วไหวประดุจสายน้ำสีขาวบริสุทธิ์ ก่อนจะใช้พลังิญญาควบแน่นประดุจมือล่องหน เด็ดผลไม้ที่ส่องแสงระยิบระยับประดุจเพชรน้ำงามบนยอดต้นไม้นั้นออกมาอย่างนุ่มนวล
ทันทีที่ผลไม้นั้นถูกเด็ดขาดจากขั้ว เสียงเด็กร้องไห้ที่แผดก้องอยู่ในหูของลู่ชิงมาตลอดทางก็เงียบสนิทลงทันควันราวกับมีใครไปกดปุ่มปิดเสียงเครื่องดนตรีกลางคัน!
"ข้าได้มอบของที่ท่าน้าตามวาสนาแล้ว... หากท่านเซียนจะเมตตาละเว้นชีวิตของอสูรตัวเล็กๆ เช่นข้า และปล่อยให้ข้าได้อยู่เงียบๆ ต่อไป ข้าจะขอบพระคุณท่านอย่างหาที่สุดมิได้" นางเอ่ยผ่านจิตพลางหมอบศีรษะลงต่ำราบกับพื้นเกล็ดน้ำแข็งประดุจข้ารับใช้ที่ยอมสยบแทบเท้าเบื้องหน้าจักรพรรดิ
ลู่ชิงเห็นงูั์ที่ยาวเท่ากำแพงเมืองมาหมอบราบคาบแก้วเช่นนั้น ก็รีบพยักหน้าเออออไปด้วยความลนลาน
"เอ่อ... ได้ๆ ในเมื่อข้าได้สิ่งที่ข้าตามหาแล้ว และเห็นว่าท่านก็ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร ข้าก็จะไปเดี๋ยวนี้แหละ ท่านพักผ่อนจำศีลตามสบายเถอะนะ ไม่ต้องตามไปส่งหรอก!"
เขารีบคว้าเอาผลไม้ที่เย็นเฉียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลกนั้นมาถือไว้ แล้วยัดใส่สาบเสื้ออย่างงงๆ ในใจคิดเพียงอย่างเดียวว่า 'ข้าต้องเผ่นออกไปจากที่นี่ก่อนที่เ้างูั์นี่จะรู้ตัวว่าข้าเป็แค่บัณฑิตหิวโซ! ถ้ามันรู้ความจริงข้าต้องกลายเป็อาหารว่างแน่ๆ!'
ลู่ชิงรีบหันหลังกลับทันที และในวินาทีที่เขาก้าวเท้าออกไป จิตใต้สำนึกที่โหยหาความปลอดภัยสุดชีวิตได้ไปกระตุ้นปราณเซียนในร่างอย่างรุนแรง เขาเผลอเรียกใช้ท่าเท้า "ไร้พันธนาการ" ออกมาโดยสัญชาตญาณดิบที่้าหนีตาย
"ฟุ่บ!"
ร่างของลู่ชิงไม่ได้เดินต้วมเตี้ยมออกไปเหมือนตอนมา แต่มันกลับเลือนหายไปจากจุดเดิมประดุจเงาที่จางหายไปเมื่อต้องแสง ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นพลังงานที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังมหาศาลจนลมในถ้ำหมุนวนเป็พายุลูกเล็กๆ พญางูขาวถึงกับสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโล่งอกประดุจรอดพ้นจากปากเหวอเวจี
'นั่นมัน... วิชาเคลื่อนย้าย "ไร้พันธนาการ" ของเหล่าเซียนาไม่ผิดเพี้ยน!' นางรำพึงในใจพลางตัวสั่นเทิ้มอย่างเสียขวัญ 'โชคดีเหลือเกินที่ข้ายอมประเคนผลิญญาน้ำแข็งให้ไปโดยไม่ขัดขืน มิเช่นนั้นข้าคงถูกฝ่ามือเซียนซัดจนิญญาอสูรแตกสลายไปแล้ว เหล่ามหาเซียนที่ลงมาท่องเที่ยวโลกมนุษย์นี่ช่างน่ากลัวจริงๆ!'
นางหมอบราบกับพื้นถ้ำอย่างสยบยอมอยู่อย่างนั้นอีกนานแสนนาน ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่เกล็ดเดียว ยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่า "ลู่ชิง" คือมหาเซียนที่จำแลงกายลงมาเพื่อรอคอยวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะถึงนี้อย่างแน่นอน!