52
แค่เริ่มต้น
อีกฝากยืนลุ้นตัวโก่ง อีกฝากกำลังมัวแต่หยั่งเชิงกันและกัน เจิ้งจื่ออี้ยืนประจันหน้ากับจางหลินถงโดยไม่หลบสายตา เขาไม่ได้ขยับเท้า ไม่ได้เคลื่อนไหว เพียงแต่ยืนนิ่งๆและมองดวงตาของนาง แค่ได้สบตาก็รับรู้ได้ว่าดวงตาจางหลินถงไม่เหมือนเดิม ลูกตาดำที่เคยสดใสมีชีวิตชีวา กลายเป็นสีแดงโลหิตทำให้ผู้สบตาอดหวาดกลัวไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร หรือว่าเพราะนางป่วยไข้จึงทำให้ดวงตาของนางเป็นเช่นนั้น
ผ่านมาสักระยะแล้ว นางยังถือกระบี่อย่างมั่นคง ไม่มีอาการสั่นไหว นางไม่เหมือนเดิมจริงๆ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไปบ้าง แต่นางสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด หากถามว่านิสัยเช่นนี้เหมือนใคร คำตอบก็คงเหมือนอู๋ฮวนเข้าไปทุกที
“คิดไม่ถึงว่าหลังจากที่คุณชายร่วมมือกับฝ่ายกบฏ ใส่ร้ายป้ายสีตระกูลจาง นำกำลังมาสังหารคนในหน่วยพยัคฆ์ขาว และญาติเพียงคนเดียวของข้า ท่านจะยังกล้ามาพบข้าอีก”จางหลินถงเปิดปากพ่นวาจาเชือดเฉือนทันที
เจิ้งจื่ออี้ชะงัก ด้วยคาดไม่ถึงว่านางที่เคยเป็นสตรีในห้องหอ กิริยามารยาทงดงาม พูดจาไพเราะอ่อนหวาน จะเปลี่ยนเป็นคนละคนได้ขนาดนี้ เมื่อสังเกตให้ดีนางไม่เพียงแค่นิสัยใจคอเปลี่ยน วาจาก็หยาบคายตามไปด้วย นางไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอคนเดิมแล้ว
“ถงเอ๋อร์ เรื่องแม่ทัพกัวข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ แต่ข้ามีความจำเป็นต้องทำ”เจิ้งจื่ออี้กล่าวน้ำเสียงไม่เต็มปากนัก เขารู้ว่าเขาไม่สิทธิ์พูดขอโทษด้วยซ้ำไป แต่เพื่ออำนาจที่รออยู่ข้างหน้าเขาทำได้ทุกสิ่ง ยกเว้นแต่สังหารนางเท่านั้น
จางหลินถงได้ยินเช่นนั้นความโกรธที่ก็เริ่มปะทุ มีความจำเป็นต้องทำ มีความเป็นต้องทำ! นางพุ่งกระบี่เข้าปักที่อกซ้ายของเจิ้งจื่ออี้ทันที รวดเร็วและแม่นยำ ทำให้อีกฝ่ายถึงกับสูญเสียการทรงตัว
อึ๊ก! เจิ้งจื่ออี้หน้าซีดตัวงอ ก้มมองกระบี่ที่ปักคาตรงหน้าอก ขณะที่โลหิตเริ่มไหลซึมเปียกชุ่มเสื้อด้วยสายตาคาดไม่ถึง
“ถงเอ๋อร์ นี่เจ้า...!”นางกล้าลงมือจริงๆ!
ขณะอีกฝากซึ่งรอลุ้นจนตัวเกร็ง ครั้นพวกเขาได้เห็นว่าจางหลินถงเริ่มเคลื่อนไหว คนที่ลงพนันว่าแทงถึงกับแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า ในขณะที่คนลงพนันว่าไม่แทง ได้แต่มองจางหลินถงอย่างคาดไม่ถึง
แน่นอนว่าอู๋ฮวนพึงพอใจนางที่เป็นอยู่ในตอนนี้มาก เสียดายก็แต่นางลงมือเบาไปหน่อย เขากำลังรอให้นางหันมาขอความช่วยเหลือ เขาอยากช่วยนางจนใจจะขาด แต่นางไม่ยอมหันมาเสียที
“คิดจะสังหารข้ายังไม่พอ ยังคิดจะล่อลวงอาหลินของข้าอีก หึ ฝันไปเถอะ!”อู๋ฮวนสบถด้วยความสะใจ
จางหลินถงเห็นสีหน้าเจิ้งจื่ออี้ นางแสยะยิ้มด้วยความพึงพอใจ ไม่นึกว่าการได้ทำตามใจปรารถนาจะทำให้นางรู้สึกดีถึงเพียงนี้
“คุณชายเป็นอะไรไป เจ็บมากใช่หรือไม่? ตอนที่ตระกูลจาง ท่านตา และทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวทุกคน ถูกเข่นฆ่าเหมือนผักปลา ใจของข้าเจ็บปวดยิ่งกว่าหลายเท่านัก พวกท่านทำให้ข้าไม่เหลือใครเลย แล้วยังบอกว่ามีความจำเป็นต้องทำ ต่อไปหากข้าไปถึงเมืองหลวงและสังหารครอบครัวท่านบ้าง ก็อย่าได้กล่าวโทษโกรธแค้นข้า เพราะข้าก็มีจำเป็นต้องทำเหมือนกัน!”
เจิ้งจื่ออี้เงยหน้าขึ้นมองสบตาจางหลินถง เขาส่ายหน้ารับไม่ได้ นางไม่เหมือนเดิมจริงๆ โดยเฉพาะดวงตาสีแดงดุดันคู่นั้น ราวกับไม่เหลือคืนวันที่งดงามร่วมกันอีก“ถงเอ๋อร์ ข้าขอเตือนเจ้า อย่ากลับไปเมืองหลวง ปล่อยวางเรื่องความแค้นเสียเถอะ”
“ปล่อยวางหรือ ท่านฆ่าญาติพี่น้องข้า แล้วยังกล้าบอกให้ข้าปล่อยวาง กล้าดีอย่างไรมาบอกให้ข้าปล่อยวาง พวกท่านสูงส่งมาจากไหน มีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า!”นางตะคอกใส่อีกฝ่ายและกดปลายกระบี่ลงไปอีกครั้งด้วยแรงโกรธแค้น
“อ้าก!”เจิ้งจื่ออี้ร้องครางจนไม่เป็นภาษา ยื่นมือขึ้นมาจับกระบี่หมายผลักออก แต่อีกฝ่ายก็กดลงมาทำให้ทั้งสองต่างยื้อกันด้วยไม่มีใครยอมใคร หากไม่ติดกระดูกหน้าอกมันคงจะทะลุงถึงหัวใจของเขาแล้ว
ในขณะที่อีกฝากซึ่งรอดูความเคลื่อนไหวของทั้งคู่เริ่มเงียบกริบ แม้แต่อู๋ฮวนที่รอลุ้นจนแทบจะหยุดหายใจ เห็นจางหลินถงลงมือเป็นครั้งที่สองจึงระเบิดหัวเราะเสียงดัง “อาหลิน เจ้าทำดีมาก ข้าต้องให้รางวัลเจ้าแล้ว!”
“ถงเอ๋อร์ หากเจ้าถอนตัวจากเรื่องนี้ ข้าจะแก้แค้นแทนเจ้าเอง”เจิ้งจืออี้ตะโกนบอก เขาไม่ต้องการให้นางถลำลึก ไม่ต้องการให้นางต้องมือเปื้อนโลหิตไปมากกว่านี้
คำกล่าวนั้นทำให้จางหลินถงยิ่งเดือดดาล นางกดกระบี่ลงอีกจนคมกระบี่บาดมืออีกฝ่าย โลหิตซึมเต็มฝ่ามือ ยิ่งได้กลิ่นคาวโลหิตโชยมา ก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด
“คนอย่างท่านหรือที่จะแก้แค้นแทนข้า คิดว่าข้าอยากให้ท่านทำแทนงั้นหรือ!”
เจิ้งจื่ออี้ขบกรามแน่น“ถงเอ๋อร์ เจ้าไม่รู้หรอกว่ากำลังสู้อยู่กับใคร เจ้าสู้พวกเขาไม่ได้หรอก ต่อให้จวิ้นอ๋องยื่นมือเข้ามาช่วยก็สู้พวกเขาไม่ได้”
“มาถึงขั้นนี้แล้ว คุณชายยังคิดอยู่อีกหรือว่าข้าไม่รู้อะไร คุณชาย จางหลินถงคนที่ท่านได้ช่วยชีวิตไว้นางตายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ที่นี่คือข้า อาหลินทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของหน่วยพยัคฆ์ขาว ต่อไปท่านต้องเสียใจที่ไว้ชีวิตข้า!”
“อาหลินงั้นหรือ!”เจิ้งจื่ออี้เหลือบมองอู๋ฮวน นางไม่เหลือเยื่อใยให้เขาแล้วจริงๆ
“ถูกต้อง ข้าคืออาหลิน และอาหลินก็ไม่ได้อ่อนแออย่างที่คุณชายคิด”ไม่รู้อย่างไรเมื่อกล่าวถึงชื่ออาหลิน ทำให้นางมีความมั่นใจขึ้นมาก
เจิ้งจื่ออี้ผิดหวังที่จางหลินถงไม่ยอมฟังที่เขาพูด“ถงเอ๋อร์ข้าปรารถนาดีต่อเจ้าจริงๆ การเดินทางกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เจ้าคิด เวลานี้ฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ระหว่างทางมีคนของชินอ๋องดักรอเต็มไปหมด พวกเขาไม่ปล่อยให้พวกเจ้ารอดกลับไปถึงอู่โจวแน่ อีกอย่างจวนอู๋อ๋องหรือแม้แต่ค่ายพยัคฆ์ดำก็ถูกกวาดล้างหมดสิ้น ผู้ใดที่ยืนตรงข้ามชินอ๋องล้วนไม่รอดชีวิต แม้แต่อู๋อ๋องก็ไม่เหลืออำนาจใดๆ กองกำลังพยัคฆ์ดำทั้งหมดตกอยู่ในมือชินอ๋อง ที่สำคัญจวิ้นอ๋องต้องตาย รู้เช่นนี้แล้วเจ้ายังจะฝากชีวิตไว้กับเขาอีกหรือ?”
ได้ยินเช่นนั้นดวงตาจางหลินถงก็วาววับ มีภาพบางอย่างปรากฏขึ้นในหัวของนางจนแทบตั้งรับไม่ทัน
“ฟ้าเปลี่ยนสีแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า เก็บความปรารถนาดีของคุณชายไว้กล่าวกับมารดาท่านเถอะ ฝากบอกนางด้วยว่าข้าจะต้องกลับไปตอบแทนบุญคุณ ที่นางส่งหนอนโลหิตมาให้ข้ากินแน่นอน ส่วนคุณชายก็อย่าลืมระวังตัวด้วยเล่า ชินอ๋องที่ท่านจงรักภักดีอาจจะไม่ได้เมตตาอย่างที่คุณชายคิด และที่สำคัญฝากบอกชินอ๋องด้วยว่าระวังคนในให้มาก หาไม่แล้วทุกสิ่งที่ทำมาอาจสูญสิ้น!”
ในเมื่อพวกเขาบีบให้นางจนมุม เช่นนั้นนางก็จะไม่ยอมตกเป็นฝ่ายถูกรังแกอีกแล้ว ฉับพลันหูของนางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของฝีเท้าคนจำนวนหลายคนที่ป่าด้านหลัง นางหันกลับไปมองทางตามทิศทางนั้น นางหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้น และยกยิ้มที่มุมปาก แล้วหันกลับมาทางเจิ้งจื่ออี้
“ครั้งนั้นคุณชายเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยจางหลินถง หนนี้ข้า อาหลินจะเห็นแก่บุญคุณครั้งนั้นปล่อยคุณชายไปก็แล้วกัน แต่ก่อนไปข้ามีเรื่องต้องบอกท่าน คิดว่าท่านคงยังไม่รู้ว่าบุตรชายของสตรีที่ท่าน และมารดาท่านเผาทั้งเป็นในอารามปี้อวิ๋นยังไม่ตาย และเขากำลังมาที่นี่ ระวังเขาให้ดี จากนี้ไปเขาไม่ปล่อยคุณชายไว้แน่”
“อะไรนะ เขายังไม่ตายหรือ?”ดวงตาเจิ้งจื่ออี้เบิกโพลง “คนผู้นั้นเป็นใคร?”
เจิ้งจื่ออี้ตื่นตระหนก มิน่าเล่าครั้งนั้น ส่งคนไปตามหาศพไม่พบแม้แต่เศษเนื้อสักชิ้น ที่แท้เป็นเพราะยังไม่ตายนี่เอง หากซ่งซือฉีรู้เรื่องนี้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่
“คุณชายไม่ต้องตื่นเต้น อีกหน่อยท่านจะได้พบกับเขาแล้ว เมื่อพบเขาแล้วก็ช่วยทักทายเขาแทนข้า สักสองสามคำด้วยก็แล้วกัน สุดท้ายนี้ข้าไม่มีอะไรจะกล่าว ได้แต่อวยพรให้คุณชายโชคดีและขอให้มีชีวิตรอดกลับไปถึงเมืองหลวง ข้าหวังว่าจะได้พบคุณชายที่นั่น!”กล่าวจบ จางหลินถงกระชากกระบี่กลับมาอย่างแรง
เจิ้งจื่ออี้สะดุ้งนางไม่ออมมือสักนิด เขายกมือขึ้นมากุมปิดปากแผลที่มีโลหิตไหลซึมไม่ขาดระยะ ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนซีดเผือด ขณะมองหญิงสาวอย่างไม่เชื่อสายตา
“ขอตัว”จางหลินถงเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วหมุนกายเดินจากไปอย่างสง่างาม นี่แค่เริ่มต้น เส้นทางของนางยังอีกยาวไกล เพียงแต่วันนี้ไม่ใช่วันของนาง นางจึงต้องปล่อยเจิ้งจื่ออี้ไปก่อน
อีกอย่างกลุ่มคนที่กำลังตามมาสมทบมีจำนวนไม่มากก็จริง แต่ไม่คุ้มค่าที่นางจะเอาชีวิตของคนที่เหลือไปเสี่ยงกับคนพวกนั้น มิสู้บอกให้เจิ้งจื่ออี้รู้ว่าเขากำลังจะได้พบกับศัตรูเก่าอย่างซ่งตงหยาง และให้เจิ้งจื่ออี้เป็นตัวถ่วงเวลาให้พวกนางเดินทางออกจากหน่วยพยัคฆ์ขาวไปก่อน วิธีนี้ดีกว่านอกจากจะมีคนคอยถ่วงเวลาให้ ฝ่ายนางก็ไม่มีใครต้องเจ็บหรือตาย อีกทั้งยังได้ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจิ้งจื่ออี้และซ่งตงหยางได้อีกด้วย
“พี่ฮวนมีคนกำลังมาทางเรา เรารีบไปกันเถอะ”จางหลินถงมาถึงก็รีบบอกอู๋ฮวน
“มีคนมาหรือ?”อู๋ฮวนหรี่ตามองหญิงสาว ขณะฟังเสียงความเคลื่อนไหวดูบ้างพบว่ามีกลุ่มคนกำลังมาจริงๆ“ไป รีบออกเดินทาง”
แม้จะประหลาดใจที่จางหลินถงรู้เรื่องนี้ก่อน แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาซักไซ้ ชายหนุ่มอุ้มนางขึ้นรถลาก จากนั้นส่งสัญญาณให้คนเร่งออกเดินทางก่อนที่จะถูกตามทัน ครั้นขนย้ายทั้งคนและของลงมาในอุโมงค์แล้วจึงเปิดตายอุโมงค์จากด้านใน และนำขบวนจากไป
การเดินทางยาวไกลและต้องผ่านเมืองที่มีคนพลุกพล่าน ทำให้ไม่สามารถพาไป๋ไป๋มาด้วยได้ เพราะกลัวว่าคนจะแตกตื่นจึงต้องปล่อยมันกลับเข้าป่า ให้มันใช้ชีวิตตามวิถีของมัน จางหลินถงรู้สึกเสียใจแต่ไม่มีทางเลือกอื่น
“สาวน้อย เหตุใดจึงปล่อยเขาไป เขาเป็นหนึ่งในคนที่มาสังหารแม่ทัพกัวเชียวนะ”ไห่เถิงเปิดปากถามเมื่อเดินทางมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
จางหลินถงไม่รู้ว่าจะอธิบายถึงภาพที่นางเห็นให้พวกเขาฟังอย่างไร นางกลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อนาง นางจึงถอนหายใจ“หากฆ่าเขาแล้วจะหาใครคอยถ่วงเวลาให้เราอีกเล่า อีกอย่างเขาไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเรา เขามาเพื่อเตือนเรา”
“เตือนว่าอะไร?” อู๋ฮวนหันไปถามบ้าง
“เขาบอกว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว ระหว่างทางมีคนของชินอ๋องดักรอพวกเราเต็มไปหมด เราไม่ควรเดินทางกลับอู่โจวหรือเมืองหลวง พี่ฮวนเขาบอกอีกว่าเวลานี้อู๋อ๋องหมดสิ้นอำนาจ จวนอู๋อ๋องถูกกวาดล้างจนหมด กองกำลังพยัคฆ์ดำตกอยู่ในมือชินอ๋อง ผู้ใดที่ยืนตรงข้ามชินอ๋องล้วนไม่รอดชีวิต”
คำกล่าวของจางหลินถงทำให้ทุกคนในขบวนเดินทางเงียบ ทุกสายตาหันไปมองอู๋ฮวน แต่ใบหน้าอู๋ฮวนไม่แสดงออกถึงความตระหนก ตรงข้ามเขาสงบนิ่งกว่าเดิมราวกับรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว แต่เขารู้แล้วจริงๆรู้จากสารของยู่เฟิงกับเจี่ยอิน ที่ส่งมาผ่านนกพิราบสื่อสารเมื่อไม่นานมานี้
“ในเมื่อกลับอู่โจวไม่ได้ แล้วเราจะไปที่ไหนกัน”ไห่เถิงกล่าว แต่ที่แน่ๆเขาตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามจางหลินถงกับชูหลิงไปเรื่อยๆ ไม่ว่างพวกนางจะไปที่ใด เขาก็จะไปที่นั่น
“เราจะไปเมืองโจเจียงกัน ที่นั่นยังพอมีคนของข้า ป่านนี้เจี่ยอินและถิงเฟิงคงไปถึงที่นั่นแล้ว อาหลินข้าจะพาเจ้าไปหลบอยู่ที่นั่นก่อน อ้อ...จริงสิ ข้ามีของจะให้เจ้า” อู๋ฮวนดึงเอาม้วนกระดาษที่เขายัดใส่หน้าอกเสื้อออกมามอบให้จางหลินถง “นี่เป็นของเจ้า แม่ทัพกัวบอกให้ข้ามอบให้เจ้า”
จางหลินถงรับมาเปิดอ่าน นางมองชื่อที่ท่านตาตั้งให้นางแล้วน้ำตาคลอ“กัวซีซิน ต่อไปชื่อของข้าคือกัวซีซิน”
“อาหลิน เจ้าทำถูกแล้วที่รีบถอยออกมา เวลานี้เราควรเก็บแรงไว้เดินทางดีที่สุด หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรปะทะ”อู๋ฮวนกล่าวชมเรื่องที่นางตัดสินใจทำ นี่แสดงให้เห็นแล้วว่านางมีความรอบคอบขึ้นมาก
ชูหลิงนึกอะไรขึ้นได้จึงกล่าวว่า“จริงสิ แล้วเรื่องพนันกันเล่า”
“จริงด้วย ผลออกมาแล้วสรุปว่าแทงห้า ไม่แทงสาม มาๆใครที่แพ้จ่ายมาซะดีๆ” ลี่เฉิงกล่าวเสริม ทำให้บรรยากาศที่อึมครึมก่อนหน้าดีขึ้น
ไห่เถิงเบ้ปาก ยื่นพัดหันไปเคาะหน้าผากชูหลิงเสียหนึ่งที หากนางไม่พูดเชื่อว่าหลายคนคงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ชูหลิงยกมือขึ้นลูบหน้าผากพลางทำหน้าเจื่อน ขณะที่จางหลินถงหันไปถามชูหลิงอย่างสนใจ
“พนันอะไรกัน?”
“ก็ตอนที่คุณหนูจ่อกระบี่จะแทงคุณชายผู้นั้น พวกเขาพนันกันว่าคุณหนูจะกล้าแทงหรือไม่ สรุปว่าคุณหนูกล้าแทง คุณหนูของบ่าวเก่งมากเลยเจ้าค่ะ รู้หรือไม่แม้แต่จวิ้นอ๋องก็พนันว่าคุณหนูกล้าแทงด้วยนะเจ้าคะ”ชูหลิงอธิบายพลางยิ้มสดใส
จางหลินถงเหลือบมองอู๋ฮวนแล้วอมยิ้ม แวบหนึ่งนางเห็นว่าเขาเองก็อมยิ้มเหมือนกัน จูซือเจียที่เดินเคียงข้างจูเจียเทาได้ยินเช่นนั้นจึงเบ้ปาก นางเบื่อคนพวกนี้จริงๆ แค่แทงคนครั้งเดียวมีอะไรให้น่าชื่นชมนักหนา นางที่อุตส่าห์ทนเหนื่อย ต้มยา บดยา ตรวจอาการป่วยให้ทุกคน กลับไม่ได้รับคำชมสักกระผีก น่าน้อยใจจริงๆ
“เอาล่ะๆไม่ต้องทวงหรอกน่า รอให้ผ่านเรื่องนี้ให้ได้ก่อน ข้าต้องจ่ายพวกเจ้าแน่”ไห่เถิงสรุป ทุกคนเห็นด้วยและพุ่งเป้าไปที่การเดินทางออกจากเมืองเตียวฮุยให้เร็วที่สุด
เจิ้งจื่ออี้พยายามทรงตัวให้ยืนอย่างมั่นคง ก่อนจะก้มเก็บหน้ากากขึ้นสวม แล้วรีบพลิ้วกายหลบเข้าไปในป่าซ่อนตัว และเฝ้ามองว่าคนที่จางหลินถงกล่าวถึงคือใคร
คนกลุ่มหนึ่งเพิ่งจากไป คนอีกกลุ่มหนึ่งก็เพิ่งจะออกมา
ครั้นเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นแล้ว ร่างกายเจิ้งจื่ออี้แข็งทื่อ เส้นประสาททุกเส้นในร่างกายหดเกร็งไปหมด คนที่จางหลินถงกล่าวถึงคือซื่อจื่ออู๋เหวินเซียว บุตรแห่งชินอ๋อง เจิ้งจื่ออี้แทบยืนไม่ติด ดวงตาเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนั้น ในสมองอื้ออึงคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ จากนั้นเขาได้ยินแค่เพียงประโยคที่ว่า
‘มีคำสั่งให้เดินทางกลับเมืองหลวงด่วนที่สุด’