นางเดิมพันชนะ!
ในชั่วขณะที่ฟื้นขึ้นมา และพบว่าตนเองนอนอยู่ในอ้อมแขนขององค์ชายเจ็ด ซูฉินรู้สึกถึงความสุขและความอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่ารอบด้านไม่มีเงาร่างของเสิ่นม่านซูอยู่ นางก็ยิ่งดีใจ
เดิมทีนางคิดว่าเสิ่นม่านซูตายไปแล้ว แต่เมื่อได้เห็นเสิ่นม่านซูปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ทว่าก็เข้าใจดีว่าหากเสิ่นม่านซูตายจริงๆ เรื่องในวันนี้เกรงว่าคงต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด เช่นนั้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อนางและองค์ชายเจ็ด
ทว่าพอนึกถึงสายตาอึมครึมมืดมนขององค์ชายเจ็ดเมื่อครู่ ใจของซูฉินก็พลันเต้นรัว
เขาจะเดาออกหรือไม่ว่านางเป็นคนทำลายแผนเขา...
ดังนั้นอารมณ์ของซูฉินในยามนี้จึงซับซ้อนอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรไปชั่วขณะ
นอกจากเสิ่นหลิงหลงที่ง่วงจนแทบจะหลับแล้ว เสิ่นอี๋เหวินก็มองคนนี้ที มองคนนั้นที ก่อนจู่ๆ จะเอ่ยว่า “เหตุใดถึงไม่พูดอะไรกันเลยเล่า”
ทว่ากลับไม่มีใครสนใจนาง
เสิ่นอี๋เหวินเห็นดังนั้นก็โมโหยิ่งนัก นางถลึงตาใส่เสิ่นม่านซูกับเสิ่นหลิงหลงแวบหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปพูดกับซูฉินที่นั่งอยู่ข้างกาย “ซูฉิน พรุ่งนี้องค์ชายเจ็ดจะมาขอเจ้าแต่งงานหรือไม่”
ใบหน้าขาวผ่องของซูฉินขึ้นสีเล็กน้อย นางกล่าวอย่างเขินอาย “ข้าก็ไม่รู้...”
เสิ่นอี๋เหวินอิจฉาอยู่พักหนึ่ง “ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ อย่างไรเสีย ตอนนั้นพวกเจ้าสองคนก็ใกล้ชิดกันถึงเพียงนั้นแล้ว”
เสิ่นหลิงหลงทนฟังต่อไม่ไหวจึงเอ่ยว่า “น้องสาวสี่ เจ้าอิจฉาถึงเพียงนั้นเลยหรือ เจ้าต้องรู้นะ หากญาติผู้น้องไม่ได้แต่งงานกับองค์ชายเจ็ด ก็ไม่มีใครยอมแต่งกับนางแล้ว!”
เสิ่นอี๋เหวินชะงัก
ดวงตาซูฉินมีแววอำมหิตมืดครึ้มวาบผ่าน แต่ภายนอกกลับกล่าวด้วยท่าทีเศร้าสร้อยน่าสงสารอย่างยิ่ง “พี่หญิงรอง คนอื่นพูดเช่นนั้นก็แล้วไป เหตุใดแม้แต่ท่านยังดูถูกเหยียบย่ำข้าเช่นนี้...”
“ข้าดูถูกเหยียบย่ำเจ้าตรงไหนกัน” เสิ่นหลิงหลงกล่าวต่อ “ข้าก็แค่พูดความจริง อีกทั้งข้ารู้สึกว่าเจ้าเองก็เต็มใจมากมิใช่หรือ หรือว่าเจ้าไม่อยากแต่งงานกับองค์ชายเจ็ด?”
ซูฉินพูดไม่ออก
เสิ่นม่านซูที่เอนพิงเบาะนุ่มอยู่ตลอดค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก
ซูฉินผู้นี้ตั้งใจจะได้ทั้งหน้าได้ทั้งผลประโยชน์สินะ
ช่างน่าขันจริงๆ
ทว่าจู่ๆ เสิ่นม่านซูก็นึกขึ้นได้ แม้ซูฉินในนิยายต้นฉบับจะมีความรู้สึกดีๆ ต่อองค์ชายเจ็ด แต่กลับอ่อนไหวและรู้สึกต่ำต้อยอย่างยิ่ง สุดท้ายจึงแต่งงานกับผู้อื่น แล้วเหตุใดตอนนี้นางถึงเร่งร้อนอยากอยู่กับองค์ชายเจ็ดถึงเพียงนี้
ความเปลี่ยนแปลงของซูฉินผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะนางมายังที่แห่งนี้ หรือยังมีสาเหตุอื่นอีก?
ภายในรถม้ากลับมาเงียบงันอีกครั้ง และดำเนินต่อไปจนถึงจวนแม่ทัพ
บรรดาคุณหนูต่างแยกย้ายกลับเรือนของตนเอง ส่วนหลินซื่อกับตู้ซื่อกลับตรงไปยังเรือนว่านโซ่ว แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นฟัง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกำลังจัดแต่งไผ่กระถางหนึ่งอยู่ มองกิ่งก้านสีเขียวชอุ่มอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่พูดอะไร
ตู้ซื่อมองก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฉินเอ๋อร์จะเป็นคนมีวาสนาเช่นนี้ อยู่ๆ ก็นำหน้าพี่สาวหลายคนไปหมดเสียแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นชะงัก นางเงยหน้ามองตู้ซื่อ “เจ้าคิดว่านี่คือวาสนาหรือ”
ตู้ซื่อชะงักแล้วกล่าวออกมาทันที “การได้แต่งเข้าสู่ราชวงศ์ ย่อมเป็นวาสนาอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นส่ายหน้า สุดท้ายจึงกล่าวว่า “ข้าจะดูเรื่องแต่งงานของซูเอ๋อร์กับหลงเอ๋อร์ด้วยตนเอง ห้ามผู้ใดตัดสินใจเองโดยพลการ เข้าใจหรือไม่”
หลินซื่อพยักหน้า “เข้าใจเจ้าค่ะ”
ตู้ซื่อก็รีบพยักหน้าตามทันที
แท้จริงแล้วฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจงใจพูดประโยคนี้กับตู้ซื่อ
ด้วยนิสัยอย่างนาง ไม่แน่ว่าจะไปหาคู่ครองเลอะเทอะอะไรมาให้เสิ่นหลิงหลงก็เป็นได้
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยังคงจัดแต่งสวนกระถางต่อ ก่อนจะกล่าวเสียงเบา “รอเจิ้นกวงกลับมาก่อน รอดูว่าเขาคิดเห็นเช่นไร”
บทที่ 56 เหล่าสตรี
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็ยังเกี่ยวพันถึงเรื่องราวในราชสำนักอยู่บ้าง
หลินซื่อพยักหน้า “รอท่านแม่ทัพกลับมา ข้าจะบอกเขาเองเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าไปพักเถิด เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
หลังจากสะใภ้ทั้งสองคนออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็วางกรรไกรตัดกิ่งลง ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ชิวเย่ว์ยื่นมาให้เช็ดมือก่อนเอ่ยถามช้า “ชิวเย่ว์ เจ้าส่งแป้งที่ข้าให้เจ้านำไปให้ซูเอ๋อร์ครั้งก่อนหรือยัง”
ชิวเย่ว์ยิ้มตอบ “ส่งไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวยังตั้งใจเลือกถุงใหญ่ไปให้โดยเฉพาะอีกด้วย”
“นอกจากแป้งแล้ว เจ้าลองถามนางดูว่ายังต้องการอะไรอีกหรือไม่”
ชิวเย่ว์เม้มปาก นางรู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่าอยากกินของที่คุณหนูสามทำ แต่ไม่พูดออกมาตรงๆ นางจึงยิ้มรับแล้วรีบไปจัดการทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกลับไปนั่งบนตั่งนุ่ม มือหนึ่งลูบลูกประคำ อีกมือวางบนตักพลางหลับตาพักผ่อน
ตอนที่ชิวเย่ว์มาถึงเรือนของเสิ่นม่านซู ก็เห็นสาวใช้กำลังต้มน้ำร้อนอยู่ในครัวเล็ก
เสิ่นม่านซูที่พิงหมอนนุ่มอยู่บนตั่งจามเป็นระยะ นางดื่มน้ำร้อนไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีท่าทางมึนงงซึมเซาอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้เพิ่งตกน้ำ ต่อมาก็ก่อเรื่องกลืนทอง ร่างกายนี้เดิมก็อ่อนแออยู่แล้ว อาการจึงยังไม่หายดี ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ยังตกน้ำซ้ำอีก ที่สำคัญที่สุดคือนางเกือบสำลักน้ำตาย…
พอนึกถึงความรู้สึกเฉียดตายในตอนนั้น เสิ่นม่านซูก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
นางจะต้องเอาคืนให้ได้!
ชิวเย่ว์เห็นว่าเสิ่นม่านซูป่วยจึงรีบกล่าว “คุณหนูสาม ให้หมอประจำจวนมาตรวจดูหรือยังเจ้าคะ”
“อืม ให้ป้านเซี่ยไปเชิญแล้ว คงเป็นเพราะวันนี้โดนลมหนาว อาการป่วยก่อนหน้านี้เลยกำเริบขึ้นมา แต่พักอีกสักระยะก็น่าจะหายแล้ว”
ชิวเย่ว์จึงมิกล้าเอ่ยถึงเรื่องขนม หลังพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งนางก็หมุนตัวกลับไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อรายงาน
เสิ่นม่านซูรู้ว่าชิวเย่ว์มาทำไม แต่วันนี้นางคงทำขนมไม่ได้ ได้แต่รอให้ร่างกายหายดีเสียก่อน
ขนมของจวนตระกูลไป๋ก็ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน รวมถึงของกินที่เดิมทีนางตั้งใจจะทำให้เสิ่นหลิงหลงก็ต้องรอไปก่อน
เมื่อหลินซื่อได้ยินว่าบุตรสาวป่วยก็รีบวางทุกอย่างในมือลงแล้วรีบมาทันที
หมอประจำจวนที่เพิ่งตรวจเสิ่นม่านซูเสร็จวินิจฉัยว่านางเป็นไข้จากลมหนาว
“ร่างกายของคุณหนูสามอ่อนแอ เดิมทียังไม่หายดี จึงเป็นหวัดง่าย ช่วงสองสามวันนี้อย่าลืมกินยา พักผ่อนดีๆ ไม่กี่วันก็หายแล้วขอรับ”
หลินซื่อพยักหน้าแล้วให้ป้านเซี่ยไปส่งหมอประจำจวน นางมองบุตรสาวอย่างเป็นห่วงก่อนกล่าวว่า “เมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้”
“ลูกไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คงเพราะตกใจกับเรื่องวันนี้กระมัง”
แค่เป็นหวัดเท่านั้น เสิ่นม่านซูจึงไม่ได้ใส่ใจนัก นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านคิดว่าองค์ชายเจ็ดจะแต่งซูฉินเป็นชายาเอกหรือไม่เจ้าคะ”
หลินซื่อช่วยดึงผ้าห่มให้บุตรสาวพลางกล่าวว่า “ต่อให้ซูฉินกับองค์ชายเจ็ดจะเต็มใจ แต่ก็ใช่ว่าในวังจะยินยอม เรื่องนี้สุดท้ายจะเป็นอย่างไรยังต้องดูที่องค์ชายเจ็ด หากเขายืนหยัดว่าจะแต่งกับซูฉินจนฝ่าบาททรงซาบซึ้ง ฝ่าบาทก็อาจยินยอมก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร แม่ย่อมไม่มีทางเตรียมสินเดิมให้เด็กคนนั้นเด็ดขาด”
ก่อนหน้านี้หลินซื่อเคยคิดจะเตรียมสินเดิมส่งซูฉินออกเรือนอย่างสมเกียรติ แต่ตอนนี้แม้แต่สินเดิมเพียงนิดเดียว นางก็ไม่อยากมอบให้เด็กเลี้ยงไม่เชื่องผู้นั้นแล้ว
จะหาว่านางใจแคบก็ช่างเถิด หลินซื่อไม่คิดจะฝืนทำตัวใจกว้างเพียงเพื่อแลกกับชื่อเสียงงดงาม แล้วปล่อยให้ซูเอ๋อร์ของนางต้องน้อยใจเด็ดขาด
โชคดีที่ตอนนี้หลินซื่อยังไม่รู้เรื่องที่ซูฉินยุยงให้เสิ่นม่านซูกลืนทอง หากนางรู้เข้าคงต้องส่งซูฉินไปอยู่จวนพักชนบทเป็นแน่
แต่เสิ่นม่านซูกลับคิดว่าหากทำเช่นนั้นมิเท่ากับปล่อยให้ซูฉินได้ประโยชน์ง่ายเกินไปหรือ ทั้งยังจะทำให้จวินมั่วหานเคียดแค้นจวนแม่ทัพอีกด้วย