อารัมภบท
เทศกาลชุนเจี๋ยถือเป็เทศกาลสำคัญสำหรับชาวจีน ผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้
แต่ทว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่ยังคงทำงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน พวกเขายังคงทำงานไล่จับคนร้ายนักค้ายาเสพติดรายใหญ่
เฉินฮุ่ยหลิงหัวหน้าหน่วยกองปราบนำกำลังซุ่มจับพ่อค้ายารายใหญ่ที่ท่าเรือเฟินหรูในเมืองหัวซาน
“ผู้กองเฉินพวกมันมากันแล้ว”
“ใจเย็น รอสัณญาณจากทีมบีก่อนค่อยลงมือ” ผู้กองสาวบอกกับทีมและซุ่มรอคำสั่งอย่างใจเย็น และเมื่อสายที่ปลอมตัวเข้าไปล่อซื้อส่งสัณญาณ เฉินฮุ่ยหลิงกับทีมงานก็พร้อมปฎิบัติการทันที
การบุกจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ายาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี สร้างผลงานให้กับกรมตำรวจเป็อย่างมาก
ภัตรคารจินหลิง
“คัมปาย ฉลองให้กับผู้กองเฉิน วีรสตรีแห่งกรมตำรวจของเรา” เฟยหลิงหนึ่งในทีมตำรวจกล่าว ก่อนที่ทุกคนจะดื่มฉลองให้กับความสำเร็จในครั้งนี้
“หมดแก้วๆ”
คืนนั้นทุกคนต่างก็ดื่มกินกันอย่างมีความสุข เฉินฮุ่ยหลิงก็เช่นเดียวกัน เธอรู้สึกปลื้มปริ่มสุขใจจนล้นที่งานนี้ประสบผลสำเร็จ
“พ่อคะ แม่คะ หนูทำสำเร็จแล้ว” ฮุ่ยหลิงกล่าวต่อหน้าป้ายิญญาของพ่อแม่ ตลอดชีวิตตำรวจของเธอมุ่งหวังจะเดินตามความฝันของเฉินฮุ่ยิ่ผู้เป็บิดา ความกล้าหาญและรักในอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ถูกส่งผ่านมาทางสายเื แม้ว่าเฉินฮุ่ยหลิงจะเป็ผู้หญิงแต่ความเก่งกาจก็มีมากไม่แพ้ชายใด ไม่ว่าจะเป็เื่ต่อสู้กับผู้ร้ายเฉินฮุ่ยหลิงไม่เคยถอย จนได้รับฉายาวีรสตรีมู่หลานแห่งกองปราบ
เที่ยงคืนกว่าๆ เฉินฮุ่ยหลิงต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้น
“ผู้กองเฉินเกิดเหตุไฟไหม้ที่โกดังเก็บหลักฐานตรงท่าเรือตงหยวน” เสียงตามสายรายงานทันทีที่เธอกดรับสาย
“โอเคจะไปเดี่ยวนี้”
หลังจากวางสาย เฉินฮุ่ยหลิงรีบแต่งตัวและเร่งออกจากบ้านไปเร็วเท่าที่จะเร็วได้เพื่อไปช่วยระงับเหตุ ทันทีที่เธอออกจากบ้านก็มีรถสองคันตามประกบ ด้วยสัญชาตญาณความเป็ตำรวจทำให้เฉินฮุ่ยหลิงระวังตัวเป็อย่างมาก
“บ้าเอ๊ย”
ปั้ง!! ปั้ง!!
เสียงสาดะุจากรถที่วิ่งไล่ตามประกบยิงมายังรถของเธอ ตำรวจสาวเร่งกดคันเร่งจนมิดเพื่อสลัดรถทั้งสองคันที่ตามประกบยิง
“ฮัลโหลเฟยหลิง มีคนตามประกบยิงฉันที่ถนนฉางไห่ตัดกับหนี่เอ๋อ”
ปั้ง!! ปั้ง!!
เสียงปืนดังมาจากทางด้านหลัง เฉินฮุ่ยหลิงนั้นยังไม่ทันจะคุยกับเฟยหลิงจบก็ต้องวางสายด้วยความจำเป็ ตำรวจสาวต้องสนใจท้องถนนและหาทางสลัดคนร้ายที่ไล่ตามกระหน่ำยิงเธอให้ได้
ปั้ง!!
“โอ๊ย”
ะุของคนร้ายที่ยิงทะลุกระจกเข้าที่ต้นแขนขวาของเธอ เฉินฮุ่ยหลิงไม่มีทางเลือกอีกต่อไป ในสถานะการณ์คับขัน ตกอยู่ในความเป็ความตายนั้น หญิงสาวคิดได้แต่เพียงว่าเธอต้องเอาตัวรอดให้ได้ เฉินฮุ่ยหลิงจึงตัดสินใจขับรถลงสู่ท้องทะเล และนั่นเป็ความจำสุดท้ายที่หญิงสาวจำได้
ภายใต้ความมืดมิดที่เฉินฮุ่ยหลิงัันั้น จู่ๆ ก็มีแสงสีขาวพุ่งเข้าตรงดวงตาทั้งสองข้าง
“โอ๊ย~ อะไรกันเนี่ย?? เฉินฮุ่ยหลิงพูดออกมาเสียงดัง ก่อนจะพยายามลุกขึ้นนั่งแต่ทว่าร่างกายนั้น ราวกับมีน้ำหนักกดทับเอาไว้ ทำให้ขยับไม่ได้ เธอยกมือขึ้นขยี้ตาทั้งสองข้างเพื่อปรับสภาพการรับแสงของดวงตา
“ช่วยด้วย!! ช่วยข้าด้วย”
เสียงของผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือดังเข้ามาใกล้เฉินฮุ่ยหลิงทุกที ทุกที
“ไม่มีใครช่วยเ้าได้หรอก” เสียงของผู้หญิงอีกคนหนึ่งดังแทรกเข้ามา
“แม่นางอย่าทำข้าเลย ปล่อยข้าไปเถอะ” เสียงหญิงสาวร้องขอ เฉินฮุ่ยหลิงที่เห็นว่ากำลังมีคนลำบาก้าความช่วยเหลือเธอได้แต่พยายามแต่กลับลุกไม่ขึ้นราวกับมีแม่เหล็กมาดึงเอาไว้การดิ้นรนเพื่อที่จะช่วยเหลือหญิงสาวคนนั้นไม่เป็ผล และแล้วสติสัมปชัญะก็หายไปอีกครั้งจนกระทั่ง
“อื้อ~ที่ไหนเนี่ย”
“นายท่าน ฮูหยิน คุณหนูฟื้นแล้วเ้าค่ะ” เสียงสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นและวิ่งออกไปบอกกับคนที่อยู่ทางด้านนอก
เฉินฮุ่ยหลิงมองไปรอบๆ ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าเป็บรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนแล้วแต่แปลกตาเป็อย่างมาก หญิงสาวลุกจากเตียงนอนแล้วเดินออกไปทางด้านนอก
“เอ๊ะ แปลกจัง นี่มันโรงถ่ายละครหรอกเหรอเนี่ย” หญิงสาวพูดกับตนเอง
“ฮุ่ยเหม่ย”
เสียงหวานที่คุ้นหูเอ่ยเรียกชื่อจากทางด้านหลังหากแต่ชื่อฮุ่ยเหม่ยนั้นไม่ใช่ชื่อของเธอ หญิงสาวหันกลับมามองต้นเสียงก็ต้องใเป็อย่างมาก เพราะคนที่เรียกชื่อฮุ่ยเหม่ยนั้นหน้าตาละม้ายคล้ายมารดาของเธอเป็อย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น ชายคนที่ยืนยิ้มอยู่ด้านข้างหญิงสูงวัยคนดังกล่าวยังหน้าตาคล้ายกับบิดาของเธอ
“ฮุ่ยเหม่ย~เ้าฟื้นแล้ว”
“พ่อ แม่”
เฉินฮุ่ยหลิงเรียกทั้งสองคนด้วยน้ำตานองหน้าก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดคนทั้งสองอย่างคิดถึง
“นี่หนูฝันไปหรือคะเนี่ย แต่มันก็เป็ฝันที่ดีที่สุดในชีวิตของหนูแล้ว พ่อขาแม่ขาหนูคิดถึงพ่อกับแม่จัง” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวก่อนจะหอมแก้มของทั้งสองคน คนละฟ้อดและโอบกอดแน่นๆ อีกครั้ง
“อื้มมมม~ถ้าเป็ฝันก็อย่าเพิ่งให้หนูตื่นเลยนะคะ” หญิงสาวกล่าวก่อนจะผละออกจากคนทั้งสอง
“ท่านพี่ลูกเราท่าทีประหลาดนะเ้าคะ ข้าว่าให้หมอมาตรวจอาการดูของนางหน่อยเถอะ” ผู้เป็แม่กล่าวขึ้นมาก่อนจะหันไปมองหน้าผู้เป็สามี เขาก็พยักหน้ารับและทำตามคำขอเพราะมีความคิดเห็นที่ตรงกัน
“หรันเอ๋อ ให้คนไปรับท่านหมอฟางมาตรวจอาการคุณหนูเร็วเข้า”
“เ้าค่ะนายท่าน” หรันเอ๋อรับคำสั่งก่อนจะรีบไปบอกให้คนไปตามหมอเพื่อมาตรวจอาการของผู้เป็นายตน
“แม่ พ่อ หนูไม่ได้เป็อะไรนะคะ” เฉินฮู่ยหลิงกล่าว ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้คนทั้งสองอีกครั้ง แต่ทว่าพวกเขาทั้งสองกลับขยับหนีถอยหลังออกห่าง
เฉินฮุ่ยหลิงรู้สึกฉงนใจกับอากัปกริยาของทั้งสอง เธอก้มลงมองตัวเองก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องแล้วส่องกระจก ใบหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปหากมีแต่เครื่องแต่งกายที่แตกต่างออกไป
“ตายแล้ว นี่มันชุดบ้าอะไรกันวะเนี่ยเกะกะชะมัดเลย” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าว ไม่นาน ทั้งพ่อแม่และสาวใช้รวมทั้งหมอฟางก็เข้ามา
“คุณหนูนั่งให้ท่านหมอฟางตรวจดูอาการก่อนเ้าค่ะ”
“คุณหนูเหรอ”
“เ้าค่ะ”
“เรียกพี่ฮุ่ยหลิงก็ได้หน่า อย่าเรียกคุณหนูเลยฉันเขิน” หญิงสาวกล่าวก่อนจะวางข้อมือให้ท่านหมอฟางแม๊ะ
“อาการคุณหนูมีเพียงไข้เล็กน้อยเป็ปกติดีนะขอรับ เืลมดีไม่มีอะไรร้ายแรง อาจเพียงแค่ร่างกายอ่อนล้าเท่านั้น” หมอฟางกล่าวแก่เฉินฮุ่ยเหออดีตเสนาบดีกรมคลังประจำสำนักราชวงศ์ิ