บทที่ 10: ทะลวงเก้าชั้นฟ้าในหนึ่งทิวา
ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรที่ถูกปิดตาย ร่างของหลินฟานถูกห่อหุ้มด้วยรังไหมแห่งพลังงานที่หนาทึบจนมองไม่เห็นรูปร่างเดิมของเขา พลังปราณฟ้าดิน พลังจากหินปราณ และพลังโอสถอันมหาศาลได้หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว พุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาราวกับสายน้ำนับพันที่ไหลลงสู่ทะเลสาบ
กระบวนการทลายและสร้างใหม่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระดูกของเขาที่เคยเปราะบาง บัดนี้แข็งแกร่งและส่องประกายราวกับหยกขาว เส้นชีพจรลมปราณที่เคยตีบตันถูกขยายจนกว้างขวางและยืดหยุ่น กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทุกส่วนถูกชำระล้างจนปราศจากมลทินใดๆ
ตูม!
เสียงะเิทึบๆ ดังขึ้นภายในรังไหมแห่งพลังงาน คอขวดที่ขวางกั้นขอบเขตขัดเกลาร่างกายขั้นที่ 4 เอาไว้ได้พังทลายลงอย่างง่ายดาย!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! ท่านได้ทะลวงสู่ขอบเขตขัดเกลาร่างกาย ขั้นที่ 5!]
[ร่างกายของท่านได้รับการขัดเกลาอย่างสมบูรณ์ พละกำลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!]
แต่การทะลวงขั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น! พลังงานที่ยังคงเหลืออยู่นั้นมหาศาลเกินไป! มันยังคงอัดฉีดเข้าไปในร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้ระดับพลังของเขาพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก!
หลินฟานที่อยู่ใจกลางพายุพลังงานได้สูญเสียการรับรู้เื่เวลาไปโดยสิ้นเชิง เขามีสมาธิจดจ่ออยู่กับการโคจรเคล็ดวิชาธารไหลและควบคุมพลังงานอันบ้าคลั่งนี้เท่านั้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงะเิทึบๆ ดังขึ้นติดต่อกันอีกหลายครั้งภายในร่างกายของเขา!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! ท่านได้ทะลวงสู่ขอบเขตขัดเกลาร่างกาย ขั้นที่ 6!]
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! ท่านได้ทะลวงสู่ขอบเขตขัดเกลาร่างกาย ขั้นที่ 7!]
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! ท่านได้ทะลวงสู่ขอบเขตขัดเกลาร่างกาย ขั้นที่ 8!]
ความเร็วในการทะลวงขั้นเช่นนี้ หากมีผู้ใดล่วงรู้เข้า เกรงว่าคงจะต้องใจนสิ้นสติไปอย่างแน่นอน! การเลื่อนระดับพลังที่คนอื่นต้องใช้เวลาหลายปีหรือแม้แต่สิบปี บัดนี้กลับถูกย่นย่อลงเหลือเพียงชั่วเวลาสั้นๆ
ในที่สุด เมื่อพลังงานจากโอสถขัดเกลากระดูกเม็ดแรกและหินปราณหลายสิบก้อนถูกดูดซับจนหมดสิ้น พลังปราณในจุดตันเถียนของเขาก็มาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่ 8 เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะไปถึงขั้นที่ 9 ซึ่งเป็ขั้นสุดท้ายของขอบเขตขัดเกลาร่างกาย
"ยังไม่พอ!" หลินฟานลืมตาขึ้น ประกายแสงคมกล้าพุ่งวาบออกมา เขารู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน แต่เป้าหมายของเขายังไม่สำเร็จ!
เขาไม่ลังเลที่จะหยิบโอสถขัดเกลากระดูกเม็ดที่สองกลืนลงไป พร้อมกับกำหินปราณอีกสองกำมือใหญ่ แล้วเริ่มกระบวนการดูดซับพลังงานอันบ้าคลั่งอีกครั้ง!
ตูมมมมม!
ครั้งนี้ คอขวดสุดท้ายของขอบเขตขัดเกลาร่างกายได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์! พลังปราณในร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ มันอัดแน่นและหมุนวนจนเกือบจะกลั่นตัวเป็ของเหลว!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! ท่านได้ทะลวงสู่ขอบเขตขัดเกลาร่างกาย ขั้นที่ 9!]
[ท่านได้มาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตขัดเกลาร่างกายแล้ว! ร่างกายของท่านแข็งแกร่งดุจศาสตราปราณ พร้อมที่จะรองรับการรวบรวมปราณฟ้าดินเพื่อก่อตั้งรากฐานสู่เส้นทางเซียนที่แท้จริง!]
รังไหมแห่งพลังงานที่ห่อหุ้มร่างของเขาค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นร่างใหม่ของหลินฟาน
เขาไม่ได้ดูสูงขึ้นหรือกำยำขึ้นมากนัก แต่ผิวพรรณของเขากลับขาวเนียนราวกับหยกชั้นดี ปราศจากตำหนิใดๆ ดวงตาของเขาดำสนิทและลึกล้ำราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายที่บริสุทธิ์และทรงพลังออกมาจางๆ ราวกับเทพเซียนที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์
เขายกมือขึ้นมอง กำหมัดเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงพละกำลังที่สามารถทุบูเาให้แหลกละเอียดได้ นี่คือพลังของขอบเขตขัดเกลาร่างกายขั้นสูงสุด!
หลินฟานตรวจสอบเวลาที่ผ่านไป และก็ต้องตกตะลึง...
เวลาทั้งหมดที่เขาใช้ในการทะลวงจากขั้นที่ 4 สู่ขั้นที่ 9... ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวันกับหนึ่งคืนเท่านั้น!
"หนึ่งวัน... เทียบเท่ากับความพยายามนับสิบปีของคนอื่น..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน "ระบบทวีคูณ... เ้าช่างท้าทาย์เกินไปแล้วจริงๆ"
เขาลองตรวจสอบทรัพยากรที่เหลืออยู่ โอสถขัดเกลากระดูกถูกใช้ไปสองเม็ด หินปราณหนึ่งร้อยก้อนถูกดูดซับจนกลายเป็ผงไปแล้วกว่าแปดสิบก้อน ความเร็วในการเผาผลาญทรัพยากรของเขาก็น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้ความเร็วในการพัฒนาเลย
"ด้วยพลังในตอนนี้ การจะทะลวงเข้าสู่ 'ขอบเขตรวบรวมปราณ' ไม่ใช่เื่ยากอีกต่อไป" หลินฟานวิเคราะห์ "แต่ปัญหาคือ... การทะลวงสู่ขอบเขตใหญ่นั้นสำคัญอย่างยิ่ง รากฐานที่สร้างขึ้นในตอนนี้จะส่งผลต่ออนาคตทั้งหมด ข้า้าเคล็ดวิชาที่ทรงพลังยิ่งกว่า 'เคล็ดวิชาธารไหล' และ้าพลังงานที่บริสุทธิ์กว่านี้เพื่อสร้างรากฐานที่สมบูรณ์แบบที่สุด!"
เคล็ดวิชาธารไหลนั้นดีพอสำหรับขอบเขตขัดเกลาร่างกาย แต่สำหรับขอบเขตรวบรวมปราณ มันยังถือว่าธรรมดาเกินไป
หลินฟานลุกขึ้นยืน เขาตัดสินใจที่จะหยุดการฝึกฝนแบบปิดตายไว้เพียงเท่านี้ก่อน เป้าหมายต่อไปของเขาคือการออกไปหาทรัพยากรที่ดีกว่าเดิม และสถานที่เดียวที่เขานึกออกในตอนนี้ก็คือ "หอคัมภีร์" และ "หอประลองยุทธ์" ของสำนัก ที่ซึ่งเขาสามารถใช้ "แต้มสำนัก" ที่ได้มาจากการเป็อันดับหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาและรับภารกิจเพื่อหาทรัพยากรเพิ่มเติมได้
เมื่อเขาเปิดประตูถ้ำบำเพ็ญเพียรออกมา แสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบร่างของเขาทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นเอง เขาก็ััได้ถึงบางสิ่งที่กำลังมุ่งหน้ามายังที่พักของเขาด้วยความเร็วสูง
เพียงชั่วครู่ ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดศิษย์ชั้นในก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าลานบ้านของเขา ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโส เขามองมาที่หลินฟานด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะโยนจดหมายฉบับหนึ่งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
"เ้าคือหลินฟานสินะ?" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็า "ศิษย์พี่หวังเทา ขอท้าประลองกับเ้าในอีกสามวันข้างหน้า ณ เวทีประลองกลาง! หากเ้าเป็ลูกผู้ชายก็จงไปตามนัด อย่าได้หดหัวเหมือนเต่าล่ะ!"
พูดจบ เขาก็หันหลังกลับและจากไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้หลินฟานได้ถามอะไรทั้งสิ้น
หลินฟานขมวดคิ้ว เขาก้มลงเก็บจดหมายท้าประลองขึ้นมา ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
หวังเทา? เขาคือใครกัน? เขาไม่เคยรู้จักหรือมีเื่บาดหมางกับคนชื่อนี้มาก่อน แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้มาท้าประลองกับเขา?
ดูเหมือนว่า... แม้เขาจะพยายามเก็บตัวฝึกฝนอย่างเงียบๆ แต่ปัญหาก็ยังคงวิ่งเข้ามาหาเขาจนได้!