เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 แยกย้ายกันไปมีครอบครัว

            แม่นางหลี่ว์มีความสุขมากจนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาอย่างดีใจว่า“วันนั้นที่เจ้าไปทำงานที่จวนสกุลอวิ๋น พ่อกับแม่ก็เป็นกังวลจนนอนไม่หลับทั้งคืนไหนเลยจะคิดว่าเจ้ากลับตกลงไปในฝูเคิงเอ๋อร์ [1] เสียแล้ว ต่อไปเจ้าต้องจำให้ขึ้นใจว่าจะตั้งใจรับใช้บ้านนายท่านให้ดีพวกเราครอบครัวชาวนาถึงแม้จะไม่เคยร่ำเรียนหนังสือแต่เรื่องตอบแทนบุญคุณต่างก็เข้าใจเป็นอย่างดี”

            “ท่านแม่ท่านวางใจเถิด” ติงเหว่ยกลัวว่าแม่ของนางจะพูดถึงท่านย่าเทวาภูเขาขึ้นมาอีกครั้งและจะถูกลากไปกราบไหว้บูชา ถ้าเป็นเช่นนั้นวันนี้คงไม่ได้คุยเรื่องธุระสำคัญกันพอดี

            “ท่านแม่พี่ใหญ่กับพี่รองอยู่ที่ใดอย่างนั้นหรือปกติแล้วมีแค่ท่านกับท่านพ่ออยู่ที่บ้านตามลำพังใช่หรือไม่?”

            เมื่อแม่นางหลี่ว์ได้ยินคำถามของลูกสาวใบหน้าของนางก็มืดหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด และนางก็ตอบอย่างคลุมเครือว่า “พวกเขายุ่งอยู่ในร้านกันหมดและพ่อกับแม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก พวกเราก็เลยได้เสพสุขอยู่ที่บ้าน”

            ติงเหว่ยไม่อยากให้ท่านแม่ของนางปิดบังให้ผ่านไปดังนั้นนางจึงถามออกไปตรงๆ ว่า “พี่สะใภ้คนโตและพี่สะใภ้คนรองทะเลาะกันอีกแล้วใช่หรือไม่?พี่สะใภ้รองไม่กลับบ้านมาตั้งกี่วันแล้วหรือ?”

            “เอ่อไม่มีสักหน่อย พวกนาง…ทั้งสองก็ดีกันอยู่” แม่นางหลี่ว์ยังไม่กล้าพูดความจริงออกไปแต่ผู้อาวุโสติงกลับเคาะปล้องยาสูบสองสามที เขามองไปที่แม่นางหลี่ว์และพูดว่า“เจ้าแม่เฒ่าคนนี้นี่ ลูกสาวของเราก็ไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย เหตุใดถึงไม่พูดความจริงออกไปล่ะ”

            ช่วงไม่กี่วันมานี้แม่นางหลี่ว์เองก็อึดอัดใจอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ฟังผู้อาวุโสติงพูดเช่นนั้นก็ราวกับแทงใจนางและทำให้นางขอบตาแดงขึ้นมาทันที จากนั้นนางก็พูดด้วยความโกรธว่า“ข้าก็แค่กลัวว่าลูกสาวของเราจะต้องลำบากใจไม่ใช่หรือปกตินางก็ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว แล้วยังต้องเป็นกังวลเรื่องการค้าขายที่ร้านอีกจะทำอะไรยังต้องให้นางเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้ด้วยอีกหรือ”

            ติงเหว่ยจับมือแม่ของนางอย่างปวดใจต่อให้ท่านพ่อกับท่านแม่ของนางจะไม่พูดอะไรแต่นางก็เดาออกอยู่ดี เมื่อก่อนครอบครัวพวกเขายากจนข้นแค้นทุกคนต่างก็ลำบากและทำงานอย่างหนักด้วยกัน แต่พวกเขากลับสนิทสนมกันมากขึ้น ทว่าทุกวันนี้ชีวิตเริ่มดีขึ้นเงินทองก็ไม่ขัดสน ความขัดแย้งจึงเยอะขึ้นตามไปด้วยต่อให้เป็นสามีภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างยาวนานแต่เมื่อร่ำรวยด้วยกันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปยิ่งไปกว่านั้นพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองต่างก็มีครอบครัวของตนเอง มีภรรยาและลูกอย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเห็นแก่ตัวไปได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะใช้ชีวิตสงบสุขเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร?

            “ท่านพ่อท่านแม่ หรือว่า...พวกเราแยกครอบครัวกันดีกว่าไหม?”

            “อะไรนะ?”แม่นางหลี่ว์ตกใจมากจนแทบจะโยนถุงขนมในมือทิ้งผู้อาวุโสติงก็สำลักยาสูบของเขาด้วยเช่นกัน

            “เจ้าเด็กคนนี้พูดจาไร้สาระอะไรกัน?ข้ากับพ่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่อีกอย่างพี่ชายทั้งสองของเจ้าก็ไม่ได้อกตัญญู ทำไมถึงต้องแยกครอบครัวด้วย?”แม่นางหลี่ว์แอบเหลือบมองไปที่ผู้อาวุโสติงนางเกรงว่าเขาจะโกรธลูกสาวจึงรีบพูดกลบเกลื่อนแทนลูกสาวว่า“ช่วงนี้เจ้าทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า ถึงได้คิดฟุ้งซ่านอะไรเช่นนี้?”

            แต่ติงเหว่ยกลับไม่สนใจคำห้ามปรามของท่านแม่ทั้งยังพูดต่อว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดไร้สาระข้าครุ่นคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ทุกวันนี้ในครอบครัวเราพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ก็ดูแลร้านอาหารส่วนพี่รองและพี่สะใภ้รองก็ดูแลร้านเครื่องไม้ เงินที่หาได้ต่างก็ส่งมาให้ท่านแม่เก็บไว้ทว่าทั้งสองร้านก็มีรายได้ทั้งมากและน้อย ค่าใช้จ่ายแต่ละวันก็ไม่เหมือนกันเกรงว่าในใจของพี่สะใภ้ทั้งสองต่างก็ไม่สบายใจอีกอย่างท่านแม่คนเดียวก็คงดูแลไม่ไหว อาจทำให้สะใภ้ทั้งสองคนต้องทะเลาะกันพอผ่านไปนานวันเข้าต่อให้พี่ใหญ่และพี่รองจะสนิทกันขนาดไหนตั้งแต่เด็ก เกรงว่าพวกเขาก็คงต้องเย็นชาใส่กันเช่นกันแต่หากเราใช้โอกาสตอนที่เรื่องนี้ยังไม่ทันเกิดขึ้น แบ่งครอบครัวให้ชัดเจนพี่น้องทั้งสองคนต่างก็ใช้ชีวิตของตนเอง ก็อาจพอมียามที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่บ้าง”

            “ถ้าอย่างนั้นแล้วข้ากับพ่อเจ้าจะทำยังไง?”แม่นางหลี่ว์นึกถึงช่วงที่ผ่านมาที่สะใภ้คนโตเอาแต่ส่งเสียงทะเลาะดังออกมานอกห้องแล้วก็ยังมีสะใภ้คนรองที่ไม่เหยียบเข้ามาในบ้านมาหลายวันแล้ว นางจึงรู้สึกว่าที่ลูกสาวพูดมาก็สมเหตุสมผลแต่คนเป็นแม่ทุกคนบนโลกนี้ต่างก็เหมือนกับแม่ไก่อดไม่ได้ที่จะคอยดูแลและปกป้องลูกๆ ไปตลอดชีวิตหากวันนี้ให้นางไล่ลูกของตนออกไปก็คงรู้สึกเจ็บปวดกว่ากรีดหัวใจของนางไปเสียด้วยซ้ำ

            “ท่านแม่ต่อให้พี่ใหญ่และพี่รองแยกครอบครัวแล้ว พวกเขาก็แค่ใช้ชีวิตของตนเอง ไม่ใช่ว่าถูกขับไล่ออกจากตระกูลเสียหน่อยและยังเป็นลูกชายของท่านพ่อกับท่านแม่ที่กตัญญูกับพวกท่านต่อไปเหมือนเดิม”ติงเหว่ยก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อกอดท่านแม่ที่มีสีหน้าเศร้าสร้อยแล้วพูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “อีกอย่าง พวกท่านยังมีข้ากับอันเกอเอ๋อร์อยู่ทั้งคนข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านกับท่านพ่อจะใช้ชีวิตอยู่กับพวกเราสองแม่ลูกไปด้วยกัน”

            “เจ้าเด็กคนนี้นี่มัน...” แม่นางหลี่ว์ไม่มีความเห็นอะไรไปชั่วขณะนางหันกลับไปมองสามีของนางและหวังว่าเขาจะมีความคิดอะไรดีๆ

            ผู้อาวุโสติงกำลังนั่งยองๆอยู่ที่หน้าประตู เขาจ้องมองไปยังลานบ้านที่ว่างเปล่าอย่างเหม่อลอย ราวกับว่าเขาไม่สังเกตเห็นภรรยาของตนที่กำลังรอความช่วยเหลือจากเขา

            ติงเหว่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นนางก็ปล่อยแขนของท่านแม่ แล้วยื่นมือไปหยิบกระดาษสัญญาออกมาวางไว้บนเตียงเตาและพูดว่า“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารู้ว่าพวกท่านไม่อยากจะแบ่งครอบครัวและกังวลว่าข้าจะไม่มีที่ไปจึงไม่อยากแบ่งครอบครัวมีพวกท่านคอยประคบประหงมอยู่ข้างๆทั้งยังมีพี่ใหญ่และพี่รองคอยดูแลพวกเราสองแม่ลูกสักสามส่วนอีก แต่ยังไงก็ตามท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าได้วางแผนเอาไว้ตั้งนานแล้วพวกท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของข้าจริงๆในช่วงไม่กี่วันนี้ข้าเอาแต่รักษาขาที่บาดเจ็บของนายน้อยสกุลอวิ๋นและท่านผู้อาวุโสสกุลอวิ๋นก็ใจดีเป็นอย่างมากเขาให้บ้านที่ภายในมีสามเรือนแก่ข้าหนึ่งหลังแล้วยังมีร้านค้าที่รุ่งเรืองอีกสองร้านเป็นค่ารักษาหลังจากนี้ไปอีกสามปีหากข้าทำงานครบตามกำหนดเวลาแล้วข้าก็จะพาอันเกอเอ๋อร์เข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองเมื่อมีทรัพย์สินพวกนี้แล้ว ต่อให้ข้าไม่อยากทำงานหาเงินพวกเราแม่ลูกก็มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตอยู่ดี”

            “เอ๋มีร้านค้าแล้วยังมีบ้านด้วย! สกุลอวิ๋นไม่ให้เจ้ามากเกินไปหน่อยหรือ?”แม่นางหลี่ว์อ่านไม่ออก แต่นางจำตราประทับของทางการได้อย่างไรสัญญาเช่าร้านเครื่องไม้ก็ยังอยู่กับนางปกติหากไม่มีอะไรทำนางก็จะหยิบออกมาดูสักสองครั้งจนทำให้คุ้นเคย

            ในตอนนั้นเองผู้อาวุโสติงก็เข้ามาร่วมด้วยเขาหยิบกระดาษสัญญาขึ้นมาอ่านดูอย่างระมัดระวังเป็นเวลานานและในที่สุดก็มองไปที่ลูกสาวของเขา “ลูกสาวเจ้าสามารถรับเงินค่ารักษานี้ไว้ได้จริงๆ หรือไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าละอายใจใช่หรือไม่?”

            ติงเหว่ยคิดถึงการปวดแขนของนางทุกเย็นประกอบกับร่างกายของกงจื้อหมิงที่ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ ดังนั้นนางจึงพยักหน้าอย่างแรง “ท่านพ่อแม้ว่าข้าจะชอบเงินทองแต่ข้าไม่มีทางหาเงินโดยไร้จรรยาบรรณและนี่ก็เป็นค่ารักษาที่ข้าควรได้รับก็เท่านั้น”

            “เป็นเช่นนั้นก็ดี”ผู้อาวุโสติงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งจากนั้นเขาก็ยื่นกระดาษสัญญาไปที่มือของลูกสาวกับมือของตนเอง“ข้ากับแม่เจ้าเป็นห่วงเจ้ามากที่สุด ทุกวันนี้เจ้ามีทรัพย์สมบัติเหล่านี้ติดตัวพวกเราเองก็วางใจ ครอบครัวของพวกเรามาแบ่งครอบครัวกันก็ได้”

            แม่นางหลี่ว์เหมือนยังอยากจะพูดอะไรทว่าผู้อาวุโสติงก็ยื่นมือออกมาปรามนางไว้และพูดว่า“เมื่อต้นไม้เติบใหญ่แล้วก็ต้องแผ่กิ่งก้านสาขา หากอยู่ร่วมกันแน่นเกินไปก็จะตีกันได้บางทีมันคงจะดีกว่าหากแยกพวกเขาออกจากกัน”

            ติงเหว่ยเองก็ดึงมือแม่ของนางและพูดเกลี้ยกล่อมอย่างรวดเร็วว่า“ท่านแม่ การแบ่งครอบครัวก็คือการแบ่งทรัพย์สินของแต่ละบ้านไม่ใช่ว่าจะขับไล่คนออกไปสักหน่อย ต่อไปพี่ใหญ่และพี่รองอาจกตัญญูมากกว่านี้อีกร้านค้าทั้งสองร้านของสกุลติงต้องแบ่งให้พี่ชายทั้งสองคนอย่างแน่นอน และเงินที่มีในบ้านก็แบ่งออกเป็นสามส่วนยังไงท่านกับท่านพ่อก็จะได้ราวๆ หนึ่งร้อยสิบกว่าตำลึงเงินนอกจากนี้ที่บ้านยังมีแปลงที่นาอีกแปดหมู่ ยังไงก็ใช้ชีวิตดีกว่าแต่ก่อนแน่นอนอีกอย่างบ้านและร้านค้าของข้าในเมืองต่างก็ต้องให้ท่านพ่อกับท่านแม่ช่วยดูแล พวกท่านไม่ได้ว่างอยู่เฉยๆหรอก”

            “ข้ากับพ่อเจ้าไปเฝ้าร้านยังพอได้แต่ใครจะรู้ว่าต้องดูแลร้านยังไง” แม่นางหลี่ว์เห็นว่าเรื่องการแบ่งครอบครัวได้ข้อสรุปแล้วนางโบกมือไปมาพร้อมกับคราบน้ำตานิดหน่อย จากนั้นนางก็นั่งลงบนคั่งโดยไม่พูดอะไร

            ในทางกลับกันผู้อาวุโสติงกลับกระทำการอย่างเด็ดเดี่ยวเมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้วเขาก็ไม่ยอมให้ล่าช้าอีกต่อไปพอดีกันกับที่วันนี้ลูกสาวก็อยู่ที่บ้านดังนั้นเรื่องที่ควรทำก็ไปทำให้เสร็จเสียดีกว่า

            ……

            เมื่อพี่ใหญ่และแม่นางหลิวเห็นว่าท่านพ่อมาที่ร้านและเชิญให้เขาเข้าไปในเมืองเพื่อเรียกครอบครัวพี่รองมาด้วยเดิมทีพวกเขาคิดว่ามีเรื่องใหญ่โตอะไรกันจึงไม่กล้าที่จะล่าช้า คนหนึ่งรีบวิ่งมาจากในเมืองส่วนอีกคนหนึ่งก็เก็บของที่ร้านเพื่อเตรียมตัวปิดร้าน

            หลังจากที่สองพี่น้องกลับมาบ้านหลังเก่าพร้อมกับภรรยาและลูกๆพวกเขาก็พบว่าผู้ใหญ่บ้านและผู้อาวุโสซุนนั่งอยู่ในห้องหลัก ทำให้พวกเขายิ่งสับสนมากขึ้นแม่นางหลิวและแม่นางหวังต่างก็สบตากัน ในใจของพวกนางเต็มไปด้วยการคาดเดาต่างๆมากมาย และดวงตาของพวกนางก็ไม่สามารถซ่อนแววตาที่ส่องประกายจนน่ากลัวเอาไว้ได้

            เดิมทีแม่นางหลี่ว์ยังมีสีหน้าเศร้าสร้อยและไม่เต็มใจที่จะแบ่งลูกชายของนางออกไปแต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาเห็นท่าทางของลูกสะใภ้ทั้งสองในใจก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงสามส่วน นางพยายามนั่งหลังตรงอยู่ข้างหลังสามีจากนั้นคิดไปคิดมาก็ลากลูกสาวออกมาอยู่ข้างหน้าตนเอง

            ผู้อาวุโสติงไม่รอให้ลูกชายทั้งสองของเขาถามอะไรและพูดออกมาทันทีว่า “วันนี้ที่เรียกพวกเจ้าทั้งสองคนกลับมาก็ไม่ได้มีเรื่องอื่นเนื่องจากครอบครัวเราตอนนี้มีกิจการเยอะแล้วข้ากับแม่ของเจ้าก็อายุมากแล้วและไม่มีเวลาไปดูแลขนาดนั้นข้าก็เลยเชิญผู้ใหญ่บ้านกับท่านลุงซุนของพวกเจ้ามาเป็นพยาน เพื่อแยกครอบครัวของพวกเจ้าสองพี่น้องออกไป”

            “เอ๋!”พี่ใหญ่และพี่รองต่างก็ประหลาดใจเมื่อได้ยินเช่นนี้แม้ว่าปกติแล้วพวกเขามัวแต่ยุ่งกับเรื่องของตนเองลูกสะใภ้บ้านนี้ก็มักจะนอนเล่นอยู่บนหมอนและเปิดพัดลมแต่พวกเขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะแยกครอบครัวมาก่อนอย่างไรแล้วพ่อแม่ของเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ อีกอย่างในฐานะลูกชายจะปล่อยให้คนเฒ่าคนแก่อยู่กันตามลำพังได้อย่างไร

            เมื่อคิดเช่นนี้ทั้งสองคนจึงอยากจะพูดปฏิเสธ แต่ไม่รู้ว่าแม่นางหลิวและแม่นางหวังยืนอยู่ด้านข้างทั้งสองตั้งแต่เมื่อไรและพวกนางแต่ละคนก็ดึงแขนเสื้อของพวกเขาคนละข้าง

            แม่นางหลิวพูดเกลี้ยกล่อมว่า“พ่อของต้าเป่า ที่ท่านพ่อพูดเช่นนี้คงผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมาแล้วแน่นอนท่านควรลองฟังเหตุผลสักหน่อยก่อน”

            “นั่นสิตามธรรมเนียมแล้วครอบครัวของเรามีท่านพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวดังนั้นพวกเราฟังท่านพ่อสักหน่อยเถอะ” แม่นางหวังก็รีบพูดเสริมอย่างรวดเร็วเช่นกัน

            ผู้อาวุโสติงกวาดตามองลูกชายทั้งสองคนที่มีท่าทีกระอักกระอ่วนและลำบากใจเขาก้มศีรษะลงเคาะหม้อยาสูบสองสามทีและแอบถอนหายใจในใจจากนั้นก็รออยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงพูดออกมาว่า “ร้านของครอบครัวเราทุกวันนี้เดิมทีพวกเจ้าก็แบ่งกันดูคนละร้านอยู่แล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรมาก หนึ่งคนหนึ่งร้านก็แล้วกันเพื่อเอาไว้เลี้ยงปากท้องครอบครัวส่วนที่นาแปดหมู่ของที่บ้านข้ากับแม่เจ้าจะเก็บไว้อีกสักปีสองปีก่อนในช่วงเพาะปลูกพวกเจ้าก็ค่อยกลับมาช่วยส่วนเงินที่เก็บไว้ในบ้านก็ให้แบ่งเป็นสามส่วน พวกเจ้าแต่ละคนเอาไปคนละส่วน…”

            แม่นางหวังเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วพูดออกมาว่า “ท่านพ่อเงินในครอบครัวเราล้วนเป็นเงินที่พี่รองหาไม่ได้ดังนั้นควรจะแบ่งให้เรามากหน่อยถึงจะยุติธรรม”

            แม่นางหลิวที่กำลังวางแผนในใจเมื่อได้ยินดังนั้นนางก็พูดคัดค้านออกมาทันทีว่า “น้องสะใภ้เจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกเหมือนกัน ร้านอาหารก็ทำเงินได้เหมือนกันไม่ใช่หรืออีกอย่างร้านเครื่องไม้เพิ่งจะเปิดได้ไม่กี่เดือนเองแต่ร้านอาหารเปิดมาตั้งหนึ่งปีแล้ว”

            “เปิดมาหนึ่งปีแต่รายได้ก็ยังสู้ร้านเครื่องไม้ที่เพิ่งเปิดเดือนเดียวไม่ได้…”แม่นางหวังยังอยากจะพูดต่อทันใดนั้นนางก็ถูกพี่รองที่มีสีหน้าโกรธเกรี้ยวตบอย่างแรงหนึ่งที“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้”

            พี่ชายคนโตเองก็จ้องมองแม่นางหลิวอย่างโมโหและหันไปมองน้องชายจากนั้นพี่ชายและน้องชายทั้งสองคนก็คุกเข่าลงด้วยใบหน้าสีแดงก่ำ

            “ท่านพ่อท่านแม่ ทั้งหมดเป็นลูกอบรมสั่งสอนไม่ดีเอง...”

            “พวกเจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”ผู้อาวุโสติงส่ายมืออย่างไร้เรี่ยวแรง “ตัดสินใจตามนี้แหละวันนี้พวกเรามาแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวกันหากวันหน้าเจ้ายังนึกถึงความดีของครอบครัวเราอยู่บ้างก็จงดูแลน้องสาวของเจ้าและอันเกอเอ๋อร์ให้มากหน่อยก็แล้วกัน”

            รอบดวงตาของแม่นางหลี่ว์ก็เป็นสีแดงก่ำเช่นกันและนางก็พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “พวกเจ้าเองก็โตกันหมดแล้วข้ากับพ่อเจ้าก็จะไม่บังคับพวกเจ้าอีกต่อไป หากพวกเจ้ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ต่อไปค่อยกลับมาเยี่ยมเยียนบ้างก็แล้วกัน”

            “ท่านแม่ลูกช่างอกตัญญูเสียจริง!”พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็ก้มหน้าและขอโทษด้วยความรู้สึกผิด

            เมื่อเห็นเช่นนี้แม่นางหลิวและแม่นางหวังก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกหากพวกนางยังกล้าจับผิดในเวลานี้เกรงว่าจะถูกพวกผู้ชายที่โกรธแค้นไล่ออกไปทันที

            แม่นางหลี่ว์เองก็ไม่แม้แต่จะมองลูกชายทั้งสองของนางด้วยซ้ำนางเปิดกล่องและหยิบสมุดบัญชีออกมาแล้วพูดว่า “ข้าเกรงว่าในใจพวกเจ้าคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเงินเก็บในครอบครัวเรามีเท่าไรพวกเจ้าแต่ละคนจะได้รับคนละ 150 ตำลึง พี่รองอาศัยอยู่ในเมือง ของต่างๆที่อยู่ในห้องของเจ้าถ้าอยากได้ก็เอาไปได้เลยส่วนพี่ใหญ่หากว่าไม่อยากสร้างบ้านหลังใหม่อยากอยู่ที่ห้องเดิมข้ากับพ่อเจ้าเองก็ไม่ขัด แต่บ้านหลังนี้กับที่นาแปดหมู่พวกเจ้าก็อย่าได้กังวลไปในอนาคตพอข้ากับพ่อเจ้าแก่แล้วใครกตัญญูมากที่สุดก็มอบให้คนนั้นไปและหากว่าพวกเจ้ามีปัญหาขัดสนจริงๆ กลับมาบ้านก็ยังมีข้าวให้กินและมีที่ให้นอนอยู่”

            -----------------------------------------

            [1] ฝูเคิงเอ๋อร์ 福坑儿หมายถึงหลุมพรางแห่งความสุข ใช้อุปมาถึงสถานที่ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730