เด็กชายเชื่อมาตลอดว่าความตายคือจุดจบของชีวิต ทว่าเมื่อลมหายใจถูกพรากไปในวัยเก้าขวบปีเหล่าอันกลับพบว่าความตายหาใช่จุดจบไม่
๐๐๐
นภาสีหมึกอันดารดาษไปด้วยดวงดาราคือสิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาเมื่อเหล่าอันได้สติขึ้นมา เด็กชายกะพริบตาอย่างงุนงง เขาจำได้ว่าตนจับไข้เพราะดำน้ำลงไปเก็บรากบัวท่ามกลางอากาศหนาวยามต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ยามนี้ไม่ว่าจะเป็ความครั่นเนื้อครั่นตัวหรือความหิวโหยก็ไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้เพียงนิด ตรงกันข้ามเหล่าอันกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเสียด้วยซ้ำ มันเป็ความรู้สึกอย่างที่เด็กชายไม่ได้รู้สึกมานาน
‘ข้ากำลังฝันอยู่หรือ?’
“ย่อมมิใช่ความฝัน” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไม่ใกล้ไม่ไกล เด็กชายพลันหันหลังกลับไป และพบกับบุรุษรูปงามสวมชุดขาวเรียบง่ายผู้หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเด็กชายรับรู้ถึงการมีอยู่ของตนแล้วชายผู้นั้นก็พูดต่อไปว่า “เสี่ยวเซียนจื่อเอ๋ยจงตามข้ามาทางนี้เถิด”
“เสี่ยวเซียนจื่อ?”
“ความกตัญญูของเ้าต้องใจเซียนคัดสรร เมื่อตายแล้วดวงจิตของเ้าจึงได้มาเกิดเป็เซียน แน่นอนว่าย่อมเป็เพียงเซียนฝึกหัดเท่านั้น”
“ข—ข้าน่ะหรือขอรับ? เป็เซียน?”
“มิผิด” เซียนชุดขาวพยักหน้า “ตามข้ามา เราเสียเวลาไปมากแล้ว”
เหล่าอันไม่กล้าไม่ทำตาม เด็กชายเดินตามเซียนาุโเข้าไปในหอคอยห้าชั้นที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เขาตื่นตาตื่นใจกับพื้นที่อ่อนนุ่มเหมือนปุยเมฆจนแทบไม่ทันสังเกตรอบกาย แต่ไม่นานความสนใจของเขาก็ถูกดึงดูดด้วยความโอ่โถงภายในหอคอย
การตกแต่งภายในตัวอาคารมิได้หรูหราแต่ในความเรียบง่ายนั้นก็เต็มไปด้วยความประณีต โครงสร้าง ตลอดจนเครื่องเรือนทุกชิ้นไม่มีรอยต่อของไม้ให้เห็น แม้แต่พื้นผิวก็ถูกขัดจนเรียบเนียนและเงางามจนสะท้อนภาพได้ประหนึ่งคันฉ่อง
ที่กลางโถงนั้นมีโต๊ะไม้ตั้งอยู่สี่ตัว โต๊ะแต่ละตัวมีเซียนนั่งประจำอยู่หนึ่งท่าน เหล่าอันถูกนำตัวมายังโต๊ะของเซียนชราหนวดเคราขาว และโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเซียนผู้นั้นก็ทราบได้ทันทีว่าเด็กชายถูกพามาที่นี่ด้วยเื่อะไร
“เสี่ยวเซียนจื่อหรือ?” คำถามนั้นไม่คล้าย้าคำตอบ เซียนผู้นั้นเสกสมุดเล่มหนึ่งออกมาพร้อมชุดเครื่องเขียน ดวงตากลมของเด็กชายเบิกกว้างเมื่อเห็นแท่งหมึกฝนตัวเองบนแท่นโดยไม่ต้องใช้มือจับ
“เ้าชื่ออะไร?”
“เหล่าอันขอรับ” เด็กน้อยตอบอย่างว่าง่าย แต่นั่นกลับทำให้ผู้าุโทั้งสองขมวดคิ้ว
“เ้าแซ่เหล่าอย่างนั้นหรือ?” เซียนาุโผู้ทำหน้าที่อาลักษณ์สอบถามเพื่อความแน่ใจ แซ่เหล่าเป็แซ่ที่แปลก ธรรมดาแล้วหากไม่ใช้นำหน้าแซ่เพื่อแสดงความสนิทสนมก็มักใช้ในการบอกลำดับาุโเช่น เหล่าต้า ลูกคนโต อย่างนี้เป็ต้น พวกเขาจึงไม่แน่ใจว่าเด็กชายแซ่เหล่าเหรือไม่มีแซ่กันแน่
“ขอรับ ข้าน้อยแซ่เหล่า เหมือนเหล่าในเหลาหู่* ชื่อตัวเดียวว่าอันที่แปลว่าใจสงบขอรับ” เด็กน้อยตอบเสียงฉะฉาน
*(老虎 เสือ)
ฝ่ายเซียนผมขาวเมื่อได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า มือเหี่ยวย่นตวัดพู่กันอย่างคล่องแคล่ว เสร็จแล้วจึงสั่งว่า “ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาสิ”
เหล่าอันทำตามที่บอกเซียนาุโเสกลูกแก้วออกมาแล้ววางมันลงบนฝ่ามือของเด็กชาย พลันลูกแก้วใสก็ถูกย้อมเป็สีเขียวอ่อนเหมือนใบบัว “ธาตุไม้” เซียนาุโประกาศพร้อมกับจดบันทึกลงในสมุด ขณะเดียวกันนั้นเองลูกแก้วก็กลายสภาพเป็ดอกบัวดอกน้อย เซียนาุโชี้นิ้วไปยังบัวดอกนั้น บอกว่า “ดอกบัวนั้นเกิดจากพลังเซียนของเ้า ดูแลให้ดี กุศลของเ้าจะเก็บอยู่ในนี้”
“กุศลหรือขอรับ?”
“ใช่ สำหรับเซียนอย่างพวกเรากุศลนั้นสำคัญมากเพราะมันเป็แหล่งพลังงานที่สามารถเปลี่ยนเป็พลังทิพย์ได้ เปรียบไปแล้วมันก็เหมือนกับอาหารสำหรับมนุษย์ และยังสามารถใช้แทนเงินตราในการแลกเปลี่ยนระหว่างเซียนด้วยกันได้ด้วย” เซียนาุโหยิบขวดน้ำเต้าที่ห้อยอยู่ข้างเอวของตนขึ้นมา เขาเปิดจุกออ ทันใดนั้นดวงแสงเล็กๆ เหมือนหิ่งห้อยก็ลอยออกมาจากด้านใน “ดวงแสงสีขาวคือกุศลที่เกิดจากความรู้สึกขอบคุณ สีทองคือความรู้สึกยินดี อย่างหลังนี้มีความบริสุทธิ์น้อยกว่า ส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้แทนเงินตรา สำหรับตอนนี้บุญกุศลทั้งหมดที่เ้าสะสมมาได้ถูกเปลี่ยนเป็จิตเซียนของเ้าแล้วดังนั้นเ้าย่อมไม่มีกุศลอยู่”
“จากนี้ไปข้าน้อยต้องทำอย่างไรต่อหรือขอรับท่านผู้าุโ”
“เ้าเลือกได้ว่าจะกลับไปในที่ที่จากมาหรือจะไปที่ใดก็สุดแล้วแต่ใจปรารถนา แต่พึงรู้ไว้ว่าหากไร้ซึ่งกุศลจิตเซียนของเ้าจะอ่อนแอลง โชคดีก็กลายเป็ิญญาธรรมดากลับสู่วัฏสงสาร โชคร้ายก็แตกดับไป” เซียนาุโกล่าวคล้ายเป็เื่ทั่วไป ทว่าผู้ฟังอย่างเหล่าอันกลับหวาดกลัวจนตัวสั่น เด็กชายอาจไม่รู้หนังสือมากนักแต่คำว่า “แตกดับ” ก็ฟังดูไม่ต่างอะไรกับความตาย และบางทีอาจจะน่ากลัวกว่าเสียด้วยซ้ำ
“อย่างไรก็ตามสำหรับเซียนน้อยอย่างเ้าแล้วการใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ย่อมเหมาะกว่า สั่งสมบุญกุศลให้มาก ยังไม่ต้องรีบขึ้นมาอยู่บน์หรอก”
“ขอรับผู้าุโ” เด็กชายยังคงรับคำอย่างว่าง่าย ส่วนหนึ่งเป็เพราะเขายังหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก และอีกส่วนหนึ่งเป็เพราะว่าเหล่าอันมีคนสำคัญที่ต้องกลับไปดูแล คนสำคัญที่ทำให้เขายอมลุยลงไปในสระน้ำเย็นเฉียบอย่างไม่กลัวตาย
“ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนส่งเขากลับลงไปเ้าก็พาเขาไปเดินตลาดสักหน่อยก็แล้วกัน” เซียนาุโที่จนบัดนี้เหล่าอันก็ยังไม่รู้จักชื่อหันไปกล่าวกับเสวี่ยเหอ เซียนรูปงามผู้นั้นไม่ตอบอะไร เขาเพียงพยักหน้าและเดินนำเด็กชายไปเหมือนขามา
เหล่าอันกุมดอกบัวหยกเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ก้าวเร็วๆ ตามเซียนรุ่นพี่ไปเหมือนบ่าวตัวน้อยๆ
“เ้าสามารถกำหนดจิตเพื่อเก็บมันได้” เดินไปไม่กี่ก้าวเสวี่ยเหอก็พูดขึ้นมา แน่นอนว่าเด็กน้อยย่อมไม่เข้าใจ เซียนรุ่นพี่จึงจำต้องหยุดเดินและหันกลับมาสอนการใช้พลังขั้นพื้นฐานให้กับเซียนน้อย และแล้วดอกบัวหยกก็ถูกเก็บเข้าไปในจิตเซียนของเหล่าอัน มันกลายเป็ปานแดงรูปดอกบัวประทับอยู่บนข้อมือด้านในของเขา ขนาดของปานเล็กมาก หากไม่ตั้งใจมองก็คงไม่ทันสังเกตเห็น
เมื่อจัดการเื่ภาชนะบรรจุคุณงามความดีของเซียนมือใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เสวี่ยเหอก็พาเหล่าอันไปที่ตลาดพร้อมกันนั้นก็เอ่ยแนะนำสถานที่ไปด้วย “เราเรียกที่นี่ว่าเทียนชื่อ เซียนทั้งหลายจะมาแลกเปลี่ยนสินค้ากันที่นี่ เราใช้ดวงกุศลแทนเงินตรา กุศลสีทองเรียกแทนว่าจิน และกุศลขาวเรียกกันว่าไป๋ ต่อไปหากเ้าอยากได้อะไรก็ลองมาหาดูที่นี่”
“ข้าน้อยสามารถกลับมาที่นี่ได้อีกหรือขอรับ?” เหล่าอันค่อนข้างสับสน เด็กชายตั้งใจว่าจะกลับไปแดนมนุษย์ แล้วเขาจะมาเที่ยวเล่นบนเทียนชื่อได้อย่างไร?
“ย่อมทำได้” เสวี่ยเหอเข้าใจว่าเซียนน้อยกำลังสงสัยเื่ใดจึงได้อธิบายต่อไปอย่างละเอียดถึงวิธีกลับขึ้น์ของเหล่าเซียน “ธรรมดาแล้วจิตเซียนสามารถไปได้ทุกหนแห่งเพียงกำหนดจิตมั่น แต่สำหรับเซียนฝึกหัดอย่างเ้าอาจทำได้ไม่ดีนักดังนั้นจึงต้องพึ่งอาคม วาดอาคมแล้วใส่พลังทิพย์ของเ้าลงไป เพียงเท่านี้ก็สามารถกลับขึ้นมาบน์ชั้นล่างแห่งนี้ได้แล้ว” พร้อมกับอธิบายเสวี่ยเหอก็วาดอาคมเป็ตัวอย่างให้ดู มันเป็อาคมที่ประกอบด้วยอักขระสองตัวอ่านว่า “เทียนชื่อ” กับสัญลักษณ์อีกสองสามอย่าง แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ซับซ้อนอะไร เหล่าอันมองดูแล้วก็จดจำได้ทันที
“ใช้ชื่อตลาดย่อมสะดวกกว่า” เสวี่ยเหอให้เหตุผลเช่นนั้นก่อนจะพาเซียนน้อยเดินชมตลาดต่อไป ระหว่างทางมีเซียนมาตั้งแผงค้าอยู่มากมาย บ้างก็เปิดเป็ร้านค้าใหญ่โตบรรยากาศไม่ต่างจากตลาดบนโลกมนุษย์สักเท่าไหร่ ผิดก็เพียงสินค้าที่วางขายนั้นล้วนแล้วแต่เป็ของหายากหรือของวิเศษด้วยกันทั้งนั้น เหล่าอันมองดูโสมคนที่กองพะเนินอยู่กับพื้นเหมือนหัวไชเท้าราคาถูกแล้วก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เลยทีเดียวกว่าเขาจะชินกับภาพเช่นนี้
หลังจากชมตลาดกันเสร็จแล้วเสวี่ยเหอก็นำทางเหล่าอันมายังซุ้มประตูทิศตะวันออก ที่นั่นมีแท่นศิลาตั้งเรียงกันอยู่ห้าแท่น เสวี่ยเหออธิบายว่าแท่นเหล่านี้ใช้สำหรับเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ สำหรับเหล่าอันเขาต้องใช้แท่นสำหรับเดินทางกลับโลกมนุษย์
เสวี่ยเหอเขียนอาคมเพิ่มเติมจากอาคมดั้งเดิมบนแท่นศิลาเพื่อส่งจิตเซียนของเหล่าอันกลับร่างเดิม เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเหล่าอันก็ถูกส่งกลับไปยังกายเนื้อของตน
๐๐๐
“เ้าฟื้นแล้ว!” น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความดีใจดังขึ้นทันทีที่เหล่าอันลืมตาขึ้น ดวงหน้ารูปไข่ที่ซูบตอบเพราะได้รับอาหารไม่เพียงพอ กับั์ตาหงส์คู่นั้นช่างคุ้นตา เด็กชายจดจำได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือเฉินลู่ผู้เป็นายของเขา
“คุณชาย” เด็กชายครางเสียเบาพลางยันตัวลุกขึ้นจากพื้น แต่มือบางของอีกฝ่ายทาบลงบนแผ่นอกของเขา สั่งห้ามอย่างเป็ห่วงว่า “อย่าเพิ่งขยับตัวสิ เ้ายังป่วยอยู่นะ”
“บ่าวทำให้คุณชายต้องลำบากเสียแล้ว” ั์ตากลมของเด็กชายมีน้ำตาคลอหน่วย มืออันบอบบางของคุณชายมีรอยแผลเล็กๆ เต็มไปหมด คงเป็เพราะอีกฝ่ายต้องหุงหาอาหารเองใน่ที่เขาไม่สบาย พอคิดว่าหลานรักที่ผู้มีพระคุณฝากฝังให้เขาคอยดูแลต้องมาลำบากแล้วเหล่าอันก็รู้สึกผิดเหลือประมาณ
“อย่าคิดมากเลย” เฉินลู่ลูบศีรษะของบ่าวตัวน้อยอย่างเอ็นดู “เราเหลือกันอยู่แค่สองคนหากไม่ดูแลกันแล้วจะให้ใครมาดูแลจริงไหม? อีกฝ่ายที่ผ่านมาเ้าก็ดูแลข้ามามากแล้ว ให้ข้าดูแลเ้าสักวันสองวันจะเป็อะไรไป” เด็กคนนี้อายุยังไม่ถึงสิบขวบปี แต่กลับต้องทำงานหนักทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูเ้านายที่ไม่ได้เื่อย่างเขา พอนึกย้อนกลับไปว่าเด็กน้อยคนนี้ยอมดำลงไปในน้ำที่เย็นจัดเพื่อเก็บรากบัวมาทำอาหารให้เขากินแล้วเฉินลู่ก็รู้สึกละอายใจเหลือเกิน และในขณะเดียวกันเฉินลู่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจในการกระทำของเด็กชาย
เหล่าอันมองเห็นดวงแสงเล็กๆ ดั่งหิ่งห้อยสองดวงลอยออกมาจากกลางหน้าผากของเฉินลู่ เหล่าอันมัวแต่ตะลึง และกว่าจะรู้ตัวปานแดงที่ข้อมือก็ดูดดวงแสงคู่นั้นเข้าไปแล้ว
๐๐๐