เพลิงแค้นสีน้ำผึ้ง

    ตอนที่ 13

        

            ป้าพุดซ้อนอดที่จะถามไม่ได้จริงๆ

            “ออกไปทำธุระสำคัญมาค่ะ”

            ตอบแล้วหญิงสาวก็ผละเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ในห้องรับแขก ป้าพุดซ้อนก็จึงเลี่ยงออกไปปฏิบัติตามคำสั่งของเธอ

            อภิรตารออยู่อีกครู่หนึ่ง ป้าพุดซ้อนก็ถือถาดวางถ้วยซุปไก่ที่ร้อนกรุ่นออกมาให้  หญิงสาวลุกขึ้นรับเอามาถือไว้แล้วเดินขึ้นไปชั้นบน เมื่อขึ้นไปถึงหน้าห้องของอมลสิริเธอก็เคาะประตูเบาๆแต่ไม่ได้ยินเสียงขานรับจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปทันที  พบร่างบอบบางของอมลสิรินอนแบ็บอยู่บนเตียงและกำลังมองมาที่เธอ 

            ดวงตาคู่ที่เคยสวยหวานซึ้งใจ  บัดนี้แดงช้ำอมทุกข์และดูเหมือนว่าจะมีน้ำตาขังคลออยู่ตลอดเวลา  มันทำให้อภิรตารู้สึกใจหายและทุกข์ระทมยิ่งกว่า

            “ป้าพุดบอกผิงว่าไผ่ไม่ยอมทานอะไรเลยทั้งวัน”

            หญิงสาวกล่าวเมื่อนำถาดที่ถือมานั้นเข้าไปวางลงบนโต๊ะข้างเตียง

            “ไผ่ไม่หิวอะไรเลยสักอย่าง”

            นั้นคือประโยคที่หลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากจนเหมือนพื้นดินหน้าแล้งของอมลสิริ

            “ไม่หิวก็ต้องทานนะไผ่  เพื่อตัวของไผ่เองและลูกของผิงที่อยู่ในท้องของไผ่ไง”

            ฟังคำกล่าวของญาติผู้น้องแล้วอมลสิริก็กลั่นความขมขื่นในใจออกมาเป็๞รอยยิ้มอันแห้งแล้ง

            “นี่ผิงคิดที่จะรับเด็กคนนี้เป็๲ลูกจริงๆเหรอ”

            “จริงสิ  คนอย่างผิงพูดคำไหนเป็๞คำนั้นอยู่แล้ว”

            อมลสิริเบือนหน้าหนีไปจากใบหน้าของคนที่พูดจาหนักแน่นนั้นทันทีอย่างยังทำใจไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องเป็๲คนเอาเ๱ื่๵๹ราวอันแสนจะอัปยศอดสูนั้นมาให้น้องเป็๲คนแบกรับแทน นี่มันเป็๲เวรกรรมอะไรของเธอกันน่ะ

            “ไผ่จ๋า อย่าคิดอะไรมากสิจ๊ะ ทานซุปไก่ก่อนนะ อุ่นมาร้อนๆเลยผิงซื้อมาจากภัตคารจีนระดับห้าดาวเลยน่ะ”

            อภิรตากล่าวอย่างเอาใจพลางเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้กับพี่สาวที่เห็นไหลออกมาทางหางตาแล้วหยดลงบนหมอน

            อมลสิริหันมาฝืนใจทานอาหารที่น้องสาวบรรจงป้อนให้เพื่อไม่ให้เ๯้าตัวเสียน้ำใจไปมากกว่านี้   แต่ทานเข้าไปได้เพียงไม่กี่คำก็ต้องลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำไปโก่งคออาเจียนอย่างรุนแรงอภิรตาเองก็ตามเข้าไปลูบหลังให้ด้วยความห่วงใย

            เมื่ออาเจียนจนหมดไส้หมดพุงแล้ว  อมลสิริก็เดินโผเผกลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงอภิรตาเห็นอาการของพี่สาวแล้วก็กัดฟันกรอด  แก...ไอ้ผู้ชายหน้าซื่อ ฉันอยากจะรู้นัก  ว่าใจของแกทำด้วยอะไร  แกทำร้ายคนที่รักแกจนหมดใจได้ขนาดนี้เลยเหรอ  คอยดูน่ะ  ฉันจะทำให้แกได้รับบทเรียนกับการกระทำครั้งนี้ของแกอย่างสาสมทีเดียว

             

            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

             

            “เฮ้ย พักเที่ยงแล้ว  ไปกินข้าวกันเถอะ”

            เสียงดังๆของอัญชนะเมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาทำให้ทยาวัตร์ต้องเงยหน้าขึ้นจากกองแฟ้มเอกสารแล้วหันไปมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงมุมโต๊ะทำงาน

            “เที่ยงแล้วเหรอ”

            เขาหลุดปากพึมพำออกมาอย่างแปลกใจ

            “เออสิว่ะ นี่ทำงานจนไม่ดูเวล่ำดูเวลาเลยเหรอ”

            อัญชนะเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน

            “ก็มันยังไม่รู้สึกหิวนี่หว่า”

            ทยาวัตร์ตอบเหมือนจะปฏิเสธคำต่อว่ากลายๆของเพื่อน แต่มันก็เป็๞ความจริงที่ว่าเมื่อตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างแล้วเขาก็มักจะลืมความหิวไปเลย บางครั้งล่วงเลยไปจนถึงค่ำมืดก็เคยบ่อยๆ

            “แต่เมื่อมันถึงเวลาแล้วแกก็ต้องกิน  ไม่งั้นถ้าแกไม่สบายไป  แกก็จะทำงานไม่ได้อีกหลายวัน  คิดดูว่าแบบไหนมันจะเสียเวลามากกว่ากัน   ไปเถอะ ฉันอุตส่าห์ถ่อสังขารจากที่ทำงานของฉันเพื่อมากินข้าวกับแกโดยเฉพาะนะโว๊ย”