ป้าพุดซ้อนอดที่จะถามไม่ได้จริงๆ
“ออกไปทำธุระสำคัญมาค่ะ”
ตอบแล้วหญิงสาวก็ผละเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ในห้องรับแขก ป้าพุดซ้อนก็จึงเลี่ยงออกไปปฏิบัติตามคำสั่งของเธอ
อภิรตารออยู่อีกครู่หนึ่ง ป้าพุดซ้อนก็ถือถาดวางถ้วยซุปไก่ที่ร้อนกรุ่นออกมาให้ หญิงสาวลุกขึ้นรับเอามาถือไว้แล้วเดินขึ้นไปชั้นบน เมื่อขึ้นไปถึงหน้าห้องของอมลสิริเธอก็เคาะประตูเบาๆแต่ไม่ได้ยินเสียงขานรับจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปทันที พบร่างบอบบางของอมลสิรินอนแบ็บอยู่บนเตียงและกำลังมองมาที่เธอ
ดวงตาคู่ที่เคยสวยหวานซึ้งใจ บัดนี้แดงช้ำอมทุกข์และดูเหมือนว่าจะมีน้ำตาขังคลออยู่ตลอดเวลา มันทำให้อภิรตารู้สึกใจหายและทุกข์ระทมยิ่งกว่า
“ป้าพุดบอกผิงว่าไผ่ไม่ยอมทานอะไรเลยทั้งวัน”
หญิงสาวกล่าวเมื่อนำถาดที่ถือมานั้นเข้าไปวางลงบนโต๊ะข้างเตียง
“ไผ่ไม่หิวอะไรเลยสักอย่าง”
นั้นคือประโยคที่หลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากจนเหมือนพื้นดินหน้าแล้งของอมลสิริ
“ไม่หิวก็ต้องทานนะไผ่ เพื่อตัวของไผ่เองและลูกของผิงที่อยู่ในท้องของไผ่ไง”
ฟังคำกล่าวของญาติผู้น้องแล้วอมลสิริก็กลั่นความขมขื่นในใจออกมาเป็รอยยิ้มอันแห้งแล้ง
“นี่ผิงคิดที่จะรับเด็กคนนี้เป็ลูกจริงๆเหรอ”
“จริงสิ คนอย่างผิงพูดคำไหนเป็คำนั้นอยู่แล้ว”
อมลสิริเบือนหน้าหนีไปจากใบหน้าของคนที่พูดจาหนักแน่นนั้นทันทีอย่างยังทำใจไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องเป็คนเอาเื่ราวอันแสนจะอัปยศอดสูนั้นมาให้น้องเป็คนแบกรับแทน นี่มันเป็เวรกรรมอะไรของเธอกันน่ะ
“ไผ่จ๋า อย่าคิดอะไรมากสิจ๊ะ ทานซุปไก่ก่อนนะ อุ่นมาร้อนๆเลยผิงซื้อมาจากภัตคารจีนระดับห้าดาวเลยน่ะ”
อภิรตากล่าวอย่างเอาใจพลางเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้กับพี่สาวที่เห็นไหลออกมาทางหางตาแล้วหยดลงบนหมอน
อมลสิริหันมาฝืนใจทานอาหารที่น้องสาวบรรจงป้อนให้เพื่อไม่ให้เ้าตัวเสียน้ำใจไปมากกว่านี้ แต่ทานเข้าไปได้เพียงไม่กี่คำก็ต้องลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำไปโก่งคออาเจียนอย่างรุนแรงอภิรตาเองก็ตามเข้าไปลูบหลังให้ด้วยความห่วงใย
เมื่ออาเจียนจนหมดไส้หมดพุงแล้ว อมลสิริก็เดินโผเผกลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงอภิรตาเห็นอาการของพี่สาวแล้วก็กัดฟันกรอด แก...ไอ้ผู้ชายหน้าซื่อ ฉันอยากจะรู้นัก ว่าใจของแกทำด้วยอะไร แกทำร้ายคนที่รักแกจนหมดใจได้ขนาดนี้เลยเหรอ คอยดูน่ะ ฉันจะทำให้แกได้รับบทเรียนกับการกระทำครั้งนี้ของแกอย่างสาสมทีเดียว
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เฮ้ย พักเที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”
เสียงดังๆของอัญชนะเมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาทำให้ทยาวัตร์ต้องเงยหน้าขึ้นจากกองแฟ้มเอกสารแล้วหันไปมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงมุมโต๊ะทำงาน
“เที่ยงแล้วเหรอ”
เขาหลุดปากพึมพำออกมาอย่างแปลกใจ
“เออสิว่ะ นี่ทำงานจนไม่ดูเวล่ำดูเวลาเลยเหรอ”
อัญชนะเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน
“ก็มันยังไม่รู้สึกหิวนี่หว่า”
ทยาวัตร์ตอบเหมือนจะปฏิเสธคำต่อว่ากลายๆของเพื่อน แต่มันก็เป็ความจริงที่ว่าเมื่อตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างแล้วเขาก็มักจะลืมความหิวไปเลย บางครั้งล่วงเลยไปจนถึงค่ำมืดก็เคยบ่อยๆ
“แต่เมื่อมันถึงเวลาแล้วแกก็ต้องกิน ไม่งั้นถ้าแกไม่สบายไป แกก็จะทำงานไม่ได้อีกหลายวัน คิดดูว่าแบบไหนมันจะเสียเวลามากกว่ากัน ไปเถอะ ฉันอุตส่าห์ถ่อสังขารจากที่ทำงานของฉันเพื่อมากินข้าวกับแกโดยเฉพาะนะโว๊ย”