ยามเช้าที่ดวงตะวันหวนคืนกลับสู่นภาแทนที่จันทราที่ต้องลาลับฟ้าจากไป เสียงนกร้องดังก้องป่าที่เป็เหมือนนาฬิกาบอกเวลาให้ศกุนต์วางหนังสือเื่ราวแห่งป่าหิมพานต์ที่เขาจะหยิบขึ้นมาอ่านในทุกเช้าลงบนโต๊ะทำงานก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขนหนูสีเทาพาดบ่าและเดินเข้าไปอาบน้ำให้สดชื่นทั้งกายใจเพื่อเตรียมตัวออกไปในที่ที่เขาให้คำมั่นสัญญาไว้กับตัวเองว่าภาพวาดนางอัปสรปักษีบนผืนผ้าใบที่เขากำลังแต่งแต้มสีสันก่อนจะเข้านอนเมื่อคืนนี้นั้นจะต้องสำเร็จอย่างงดงามท่ามกลางบรรยากาศพนาไพรริมบ่อน้ำใกล้เชิงเขาภายในหนึ่งเดือนข้างหน้านี้
หลังจากที่ศกุนต์แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีขาว กางเกงขาก๊วยสีน้ำตาลเข้ม รวบผมสีดำขลับยาวประบ่าที่ขึ้นลอนหยักศกเล็กน้อยไปรวมไว้ที่ต้นคอด้วยหนังยางสีเดียวกับเส้นผมแต่ซีดกว่านิดหน่อยจากระยะเวลาการใช้งานอธิบายอย่างเรียบง่ายก็คือ เขาแต่งกายตามแบบฉบับจิตรกรที่หลงใหลในงานศิลป์ที่ผู้คนสามารถพบเห็นได้ทั่วไปนั่นล่ะ
สีน้ำมัน พู่กัน แผ่นรองผสมและลินสิดออยล์ถูกหยิบใส่ย่ามถักสีเทาขาวอย่างครบถ้วนศกุนต์ชะเง้อใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรออกไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่างก่อนจะคว้าขาตั้งและเฟรมผ้าใบ จับใส่กระเป๋าหนังสีดำเงาซึ่งพอจะเดาได้ว่า มันเป็กระเป๋าที่สามารถกันน้ำได้ อันเป็ขั้นตอนที่แตกต่างจากทุกวันเขาจ้องมองไปยังหน้าหนังสือที่ถูกเปิดอ่านค้างเอาไว้เมื่อตอนเช้ามืดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ
ทันทีที่มือหนาของศกุนต์บิดลูกบิดประตูหน้าบ้านและผลักออกไปที่ด้านนอกนั้นพลันบางสิ่งบางอย่างก็หล่นลงมาจากฟากฟ้า ตุบ! ร่วงลงตรงหน้าในจังหวะที่ขาของเขากำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านพอดี
“ฮึ อะไรเนี่ย”
แขกที่เ้าบ้านไม่ได้คิดไว้ว่าจะได้เจอะเจอกัน คือ นกน้อยรูปร่างแปลกตาขนาดประมาณฝ่ามือของเขา ลำตัวปกคลุมด้วยขน สีเหลืองทองระยิบระยับยามแสงแดดที่เล็ดรอดจากเงาร่มไม้หน้าบ้านส่องลงมาตกกระทบส่วนของปีกมีขนาดสมตัว แต่ขนบริเวณไรปีกกลับมีสีขาวสะอาดนวลซึ่งมีสีเดียวกับส่วนหางที่มีลักษณะเป็รำแพนคล้ายนกยูงประดับลายจุดสีม่วง กำลังสะบัดปีกไปมาอย่างอ่อนแรง
ศกุนต์หยุดมองด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็วางทุกอย่างที่อยู่ในมือลงที่พื้น ก่อนจะสังเกตเห็นไรขนบริเวณปีกด้านขวามีสีเทา ๆ เปื้อนอยู่เป็วงกลม ซึ่งดูเหมือนว่าปีกข้างนั้นจะได้รับาเ็เพราะมันขยับได้ไม่เท่ากับปีกอีกข้างหนึ่งและทุกครั้งที่มันขยับปีกข้างนี้ มันจะส่งเสียงร้องขึ้นมาตลอดเวลา ศกุนต์ค่อย ๆขยับร่างสูงของเขาเข้าไปใกล้นกน้อยตัวนั้นอย่างเนิบช้าเพราะตัวเขาเองไม่ปรารถนาจะให้มันรู้สึกใแล้วพยายามกระพือปีกบินหนีจนเป็เหตุให้มันต้องรู้สึกเ็ปมากไปกว่านี้ แต่ทว่าเสียงของใครบางคนที่ดังแว่วมาจากนอกบ้านก็ทำให้เขาต้องเร่งพาเ้านกน้อยตัวนี้เข้าบ้านให้เร็วที่สุด
“มันไปไหนแล้ววะ กูยิงตกแถวนี้จริง ๆ นะเว้ย!” ชายคนหนึ่งที่ถือหนังสติ๊กอยู่ในมือพูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของศกุนต์
“นกแปลก นาน ๆ จะเจอสักทีนึง หายไป เสียดายแย่หรือว่ามันจะตกเข้าไปในบ้านของคุณนักวาดภาพคนนั้นวะ” ชายอีกคนที่ถือกรงนกอยู่ในมือเอ่ยถาม
“งั้นไปลองถามดูดีกว่า” ชายที่ถือหนังสติ๊กออกความคิดเห็น
“กูว่าอย่าเลย คุณนักวาดภาพน่ะ มึงจำไม่ได้เหรอ ขนาดมึงขี่มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวหมาในตลาดคุณเค้ายังอุ้มหมาไปหาหมอ แถมยังออกค่ารักษาให้อีก ขืนมึงไปถามว่าเห็นนกที่ถูกหนังสติ๊กสกุณาเพชรฆาตของมึงยิงตกบ้างหรือเปล่า คุณเค้าคงจะบอกมึงหรอกกี่ตัวละที่มาถามหาแล้วคุณเค้าไม่ยอมคืนให้”
“เอาน่ะ ลองดูก็ไม่เสียหาย”
สองหนุ่มพยักหน้า พลางชะเง้อมองเข้ามาในบ้านของศกุนต์และกำลังจะส่งเสียงะโถามถึงสิ่งที่กำลังตามหาในขณะเดียวกัน ศกุนต์ก็รีบเอาสองมือของเขากอบประคองนกน้อยที่น่าสงสารอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน จนทำให้สองหนุ่มอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น
ศกุนต์วางนกตัวนั้นไว้บนผ้าห่มผืนนุ่มที่เขาวางเอาไว้ที่เก้าอี้รับแขกไม้สีขาวก่อนจะตลบชายผ้าอีกฝั่งขึ้นมาห่มนกตัวนั้นเอาไว้แต่มันก็เป็เื่ปกติของสัตว์ปีกที่ยิ่งมีอะไรมาพันธนาการก็จะยิ่งดิ้นรนเอาชีวิตรอด กระพือปีกหนักหน่วง ความเ็ปเร้าให้นกตัวนั้น ส่งเสียงร้องดังขึ้นกว่าเดิม
“ชู่ววว...เงียบก่อน ๆ ไม่เป็ไรแล้วไม่ต้องในะเ้านกน้อย ถ้าไม่เงียบละก็ พวกเค้าจะมาเอาแกไปนะ เอาแกไปใส่กรงแล้วปีกสวย ๆ คู่นี้ของแก ก็จะไม่ได้โบยบินอย่างเป็อิสระอีกเลยนะ” พูดพลางลูบหัวของเ้านกน้อยที่มีขนาดพอๆ กับนิ้วหัวแม่มือของเขาอย่างเบามือ พลันเ้านกน้อยดั่งรู้ความ นอนนิ่งพับปีกแนบลงบนผ้าห่มอย่างว่าง่ายกระพริบดวงตากลมใสสบสายตาอันอ่อนโยนของศกุนต์ราวกับกำลังสื่อสารว่ามันเข้าใจทุกอย่างแล้วศกุนต์ยกยิ้มนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกออกไปเปิดประตูหน้าบ้านเดินตรงไปยังประตูรั้วเหล็กที่สองพรานหนุ่มยืนอยู่
“คุณครับ คุณเห็นนกสีเหลือง ปีกกับหางสี...เอ่อ...สีขาวบินมาร่วงอยู่แถวนี้บ้างมั้ยครับ”ชายถือหนังสติ๊กเอ่ยถามทันทีที่ศกุนต์เดินมาประชิดริมประตู
...ถ้าจะบอกว่าไม่เจอ ก็จะเป็การโกหกอีก แต่ถ้าจะบอกว่าเจอสองคนนี้คงไม่ยอมแน่ เอาไงดี...ศกุนต์นึก หลังจากได้ยินคำถามเขานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยตอบกลับไปด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ผมเห็นนกลักษณะแบบที่คุณว่าตกลงมาที่หน้าประตูบ้านผมผมว่ามันน่าจะาเ็นะ” พูดพลางเหลือบมองที่หนังสติ๊กในมือของคนถาม “ผมตั้งใจจะรักษามันจนหาย แล้วปล่อยมันให้เป็อิสระ”
“แต่นกตัวนั้น ผมเป็คนเจอมันและยิงมันได้นะครับคุณคืนมันให้ผมดีกว่า”
“คุณเขาจะเอา ก็ให้คุณเขาไปเถอะ มันไปตกในบ้านเขา”เพื่อนที่ถือกรงนกเอ่ยปราม
“ใช่ครับ นกตกลงมาในเขตบ้านของผม ผมมีสิทธิ์ที่จะไม่ส่งมันให้กับใครทั้งนั้นแต่ถ้าหากคุณจะบุกรุกเข้ามา คุณน่าจะรู้นะครับ ว่าคงทำไม่ได้ถือว่าผมขอละกันนะครับ นกตัวนี้คงจะมีบุญสัมพันธ์กับผมมันถึงได้พยายามบินมาจนถึงที่นี่ มันคงตั้งใจบินมาให้ผมช่วย”ศกุนต์พูดเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มเชิงเป็ต่อ
“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณกุนต์” ตุลาทนายประจำตระกูลของศกุนต์ขับรถมาถึงพอดีที่ชายเ้าของหนังสติ๊กทำท่าจะไม่ยอมยกนกตัวนั้นให้ศกุนต์ง่ายๆ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ สองคนนี้เค้าแค่มาถามหานก ใช่มั้ยครับ” ศกุนต์พูดต่อ
ชายถือหนังสติ๊กและชายถือกรงนก กลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันเมื่อเห็นหน้าของทนายผู้เป็เ้าของที่ดินที่เขาสองคนเช่าทำไร่อยู่
“คะ คะ ครับ แค่มาถามหานก กำลังจะไปละครับ”ชายผู้ที่ถือกรงนกรีบตอบ พลางลากแขนคนข้าง ๆให้พาตัวเองออกไปจากสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด ก่อนจะลากกันไปจนไกลพอที่จะไม่ได้ยินการสนทนาระหว่างศกุนต์และทนายตุลา
“ขอบคุณนะครับ คุณตุลา ถ้าคุณยังไม่มาสงสัยผมคงจะต้องคุยกับสองคนนั้นอีกนานแน่ ๆ เลย” ศกุนต์พูดพลางหัวเราะเบา ๆขบขันในท่าทีของสองคนที่กำลังรีบเดินหนีไป
“สองคนนั้นยังไม่จ่ายค่าเช่าที่มาสองสามเดือนแล้วครับ คงกลัวผมจะทวง ว่าแต่...คราวนี้นกอะไรอีกล่ะครับ”
“เมื่อกี้นี้มีนกตัวนึง น่าจะโดนหนังสติ๊กของสองคนนั้นยิงตกลงมาที่บ้านผม เค้าก็เลยมาถามหาเพื่อเอาคืน”
“ก็แล้วทำไม คุณกุนต์ไม่โกหกไปล่ะครับ ว่าไม่รู้ไม่เห็นสองคนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ไปบอกความจริงแบบนั้น ก็ไม่แปลกนะครับ ที่พรานล่านกนั่น จะไม่ยอม”
“คุณก็รู้ว่าผมเป็ยังไง ช่างมันเถอะครับ แล้ว...เอกสารที่ผมให้คุณช่วยจัดการ เรียบร้อยมั้ยครับ”
“เรียบร้อยครับ แค่เซ็นเอกสารทุกอย่างก็จะเป็ไปตามความ้าของคุณกุนต์ทั้งหมด” ตุลาพูดจบก็ยื่นแฟ้มเอกสารให้ศกุนต์
“ขอบคุณมากเลยนะครับที่เป็ธุระให้ทุกอย่างั้แ่แดดดี้กับคุณแม่บุญธรรมผมเสียไป นอกจากแม่ครูที่บ้านดวงตะวันก็มีแต่คุณตุลานี่ล่ะครับที่คอยดูแลเื่ต่าง ๆ ให้เด็กกำพร้าอย่างผม”
“ผมยินดีครับ งั้น...ผมกลับก่อนนะครับพอดีมีธุระต้องไปทำในเมืองนิดหน่อย ถ้าคุณกุนต์อ่านเอกสารแล้ว มีข้อสงสัยตรงไหนวิดีโอคอลมาหาผมได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้”
“ขอบคุณครับ” ตอบรับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เหมือนเคยก่อนที่ทนายประจำตระกูลวัยกลางคนจะขึ้นรถและขับออกไปศกุนต์กำลังจะเดินกลับเข้าไปในบ้านแต่หางตาก็พลันเหลือบเห็นสองพรานหนุ่มยังคงชะเง้อชะแง้คอยาวอยู่ที่มุมกำแพงอีกฝั่งเขายิ้มด้วยความขบขัน คงอยากได้นกตัวนั้นคืนมากเลยสินะ แต่ยังไงเขาก็ไม่ให้หรอก ช่วยแล้วเขาก็ต้องช่วยให้เต็มที่
ทันทีที่ศกุนต์เปิดประตูเข้ามาในบ้านเขาก็รีบเดินตรงไปยังเก้าอี้ที่นกตัวนั้นนอนอยู่มันกำลังนอนหลับสนิทอย่างน่าแปลกใจ ศกุนต์เดินเข้าไปในห้องเก็บของ ยืนลังเลอยู่พักหนึ่งว่าจะหยิบกล่องลังกระดาษหรือหยิบตะกร้าพลาสติกที่มีฝาปิด้าออกไปทำบ้านพักชั่วคราวให้เ้านกน้อยดีท้ายสุดเขาก็คว้าเอาตะกร้าพลาสติกออกมาจากชั้นวางพลางถอนหายใจด้วยสีหน้าไม่ชื่นบานนัก
…ไม่ชอบการจับสิ่งมีชีวิตมาใส่กรงเลยจริง ๆ แต่ถ้าไม่ให้นอนอยู่ในนี้เดี๋ยวใก็กระพือปีกบินไปอีก ปีกที่เจ็บก็ไม่หายกันพอดี...ศกุนต์นึกก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับตะกร้าสีขาวใบนั้น
ศกุนต์หยิบผ้าขนหนูเช็ดหน้าใหม่ที่สุดในตู้มาปูลงในตะกร้าก่อนจะค่อย ๆ จับประคองนกน้อยที่ยังหลับสนิทแม้เขาจับยกลงมาวางลงยังที่นอนใหม่ จากนั้นก็หยิบถ้วยพลาสติกใบเล็กจากในครัวมาสองใบ ใส่น้ำและเมล็ดข้าวสวยหุงสุกลงไปวางไว้ด้านข้างภายในตะกร้า ก่อนจะค่อย ๆ ปิดฝาให้ลงล็อกอย่างเบามือ