“ข้าพร้อมแล้ว และกำลังรอให้พวกมันพร้อมเช่นกัน”
“รอให้พวกมันพร้อมแล้วโค่นล้มเราน่ะหรือ ท่านก็รู้ว่าเฉิงอี้เก่งกาจเพียงใด” ร่างอรชอนทอดกายลงเคียงข้าง นางแสร้งถอนหายใจราวกับเศร้าโศกเสียเต็มประดา “พวกเราเฝ้าคอย่เวลานี้อยู่ทุกลมหายใจ ข้าคงอยู่ไม่สุขหากพลาดโอกาสอันดีงามนี้”
“เ้าเฉิงอี้จะเก่งเพียงใดก็ไม่สำคัญ เป้าหมายของข้าคือองค์ชายเซียวซีต่างหาก ถ้าเราได้เขาไว้ในกำมือ เราอาจไม่ต้องสูญเสียอะไรมากนักนอกจากทหารเพียงหยิบมือ เพื่อจะชนะศึกนี้”
ฝู่หลานหมายมาดเอาไว้ว่าจะรวมแคว้นเฉียนเข้ากับแคว้นของตัวเอง หากแต่โอกาสนั้นไม่เคยมาถึง ในขณะที่การเมืองภายในแคว้นของเขาสั่นคลอนตลอดเวลา ที่นั่นมีแต่ความสงบร่มเย็น ท้องพระโรงตำหนักใหญ่ของพวกมันไม่ได้แปดเปื้อนโลหิตมาเป็ร้อยปีแล้ว ต่างจากห้องที่เขากำลังนั่งอยู่ในตอนนี้ที่ได้เป็พยานของการแย่งชิงอำนาจมากมาย แม้จะในรัชสมัยของเขาเองก็ตาม มีการก่อฏมากมายหลายครั้ง พวกมันทำให้เขากลายเป็คนหวาดระแวง หวั่นกลัวว่าสักวันหนึ่งหากไม่จับตาดูให้ดี พวกมันจะทำสำเร็จ แล้วเขาต้องถูกฆ่าคาเตียงเหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นกับฮ่องเต้องค์ก่อน
บัดนี้ถึงเวลาของเขาแล้ว ดังที่เขาเชื่อว่าลิขิตฟ้าได้ประทาน่เวลามาให้ ตัวแปรสำคัญในการกำชัยชนะเหนือแคว้นเฉียนคือองค์ชายเซียวซีที่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความสำคัญเพียงใด
“แล้วถ้าแผนของท่านผิดพลาด ถ้าหากองค์ชายไม่เดินตามหมากที่เราวางเอาไว้ ท่านมีแผนจะทำอย่างไรต่อไป”
“เขาหรือจะไม่ทำตามที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ คนมุทะลุเช่นนั้นก็เหมือนต่อในรัง แค่แหย่ให้ถูกจุด เห็นจะบินตามพวกเราแทบคลั่ง”
“เขาก็ยังมีท่านอ๋องอยู่เคียงข้างอยู่ดี”
ฝู่หลานเหลือบตามองนาง ความโกรธเคืองผุดขึ้นเมื่อนางเอาแต่ขัดคอ ไม่ปล่อยให้เขาได้วาดภาพฝันอันงดงามเลยสักครั้ง
“เ้าคิดว่าเซียวซีตัดสินใจเองไม่เป็รึ เมื่อถึงคราวที่เราหย่อนเบ็ดแล้วเขาติดกับ เขาจะไม่หันไปปรึกษาเฉิงอี้หรือใครหน้าไหนทั้งนั้น ยิ่งฝู่ซินยิ่งไม่มีทาง เขาจะกระทำการทุกอย่างตัวคนเดียว”
นางลุกขึ้นยืนเชิดหน้า เหยียดยิ้มแบบที่เขาชิงชัง ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “ท่านช่างแน่วแน่ในความคิดของตัวเองดีเหลือเกิน และสิ่งนี้มันอาจนำมาซึ่งจุดจบเช่นกัน”
“อวดดีนัก” เขาถลันเข้าไปบีบคางมนเต็มแรง ใบหน้านางยู่ไปตามแรงบีบ แต่แม้จะเจ็บเพียงใด นางก็ยังยกคอสูง ท่าทางเยาะหยันจนเขาอยากจะลงไม้ลงมือสั่งสอนให้นางเข็ดหลาบ
“ท่าน….” นางเค้นคำพูดทีละคำ “ท่านได้มายืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะข้า”
ฝู่หลานสะบัดมือออกราวกับโดนไฟลวก เขาผลักนางออกห่างจากตัว แต่นางก็ยังยืนหยัดท้าทาย
“บางครั้งข้าก็นึกเสียดายที่ยอมทิ้งตำแหน่งสนมเอก แล้วมาจบลงด้วยการโดนท่านเหยียดหยาม ทั้งที่เป็ถึงชายาฮ่องเต้ แต่ใครต่อใครก็ยังต่อต้านข้า แม้จะในที่ลับ ๆ ก็ตามที แต่มันทำให้ข้าไม่สบในอารมณ์” เสียงของนางสูงขึ้นตามความคั่งแค้น “เมื่อครั้งเป็เพียงสนม แต่ข้าก็เป็ที่เคารพนับถือ สวามีหรือก็รักใคร่เอ็นดู แล้วดูตอนนี้สิ พวกมันเอาแต่ซุบซิบนินทาข้าไม่เว้นวัน”
“เ้าก็กำจัดพวกมันเสียสิ มีเหตุผลร้อยแปดที่เ้าจะยกมาอ้าง ในเมื่อแค่เ้าชี้นิ้ว เ้าก็ชี้ชะตาผู้คนได้แล้ว จะเก็บมาคลั่งแค้นไปไย จะด้วยความเกลียดชังหรือต่อต้านอยู่ลึก ๆ สุดท้ายแล้ว พวกมันก็ต้องมาคุกเข่าต่อหน้าเราอยู่ดี”
นางถอนหายใจแล้วหันหลังเดินจากมา เขาถูกบดบังด้วยอำนาจในมือจนไม่เข้าใจว่าความบ้าคลั่งและโเี้ที่กำลังดำเนินอยู่ ค่อย ๆ บ่อนทำลายบัลลังก์ที่เขาปีนซากศพขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยความชอบธรรมหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การปกครองจากทรราชย์ย่อมถึงจุดจบไม่ช้าก็เร็ว และนางก็ต้องเป็คนจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง เฉกเช่นที่เป็มา