บทที่ 4
ตื่นขึ้น
ในทางจวนตระกูลเสิน
“โอ้ย!” ทุกคนในที่นั้นต่างพากันสะดุ้งใ
“อะไรกัน นางฟื้นแล้วหรือ” เสินว่านรีบเอ่ยวาจาให้คนทั้งหลายหันมาสนใจ
ทุกคนในที่นั้นมีทั้ง เสินเซียว ท่านเสินกุ้ยจง ท่านฮูหยินเสิน และบ่าวรับใช่ ต่างมาเฝ้าดูอาการของเพ่ยเจิน เพราะความเป็ห่วง
“นี่ข้าหลับไปอีกแล้วหรือนี่” เพ่ยเจินกล่าวด้วยอาการตื่นตระหนก
“ใช้แล้วคราวนี้เ้าล้มไปต่อหน้าต่อตาข้าด้วย” เสินว่านกล่าวรับ และใช้มือลูบหลังให้เพื่อนสาวน้อยของตน
“ข้าหลับไปนานไหม” เพ่ยเจิน รีบกล่าวถาม
“เ้าหลับไปไม่นานหรอก เพียงสองราตรีเอง ข้านึกว่าครานี้จะนอนนานกว่าที่แล้วมาอีก” เสินเซียวกล่าวด้วยสีหน้าท่าทางห่วงใยนางอย่างสุดจะพรรณนา
“เอาล่ะ ๆ ตอนนี้เ้าก็ฟื้นคืนสติแล้ว ป่ะ พวกเราปล่อยให้นางได้ชำระล้างเนื้อตัว แล้วค่อยมาเชิญนางไปรับประทานอาหาร ใกล้มื้อกลางวันพอดี” นายท่านเสินกล่าวด้วยความเมตตา พร้อมกันนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็สวมกอดเพ่ยเจิน เป็การแสดงออกถึงความรักความเมตตาต่อเพ่ยเจินเป็อย่างมาก
หลังจากที่ทุกคนออกจากห้องไป เพ่ยเจินและสาวใช้ต่างพากันไปที่สระอาบน้ำเพื่อชำระร่างกาย
“ว้ายยย ทำไมมีรอยแบบนี้กัน” สาวใช้ร้องออกมาอย่างใ
เพ่ยเจินรีบมองไปตามสายตาที่นางมอง แล้วเอี้ยวตัวดูที่ก้นอันงามงอนคู่นั้นของตนเอง เอะ! นี่มันรอยฝ่ามือ ที่บีบแก้มก้นขวาของข้าในฝันนิ
“ตายแล้ว” เพ่ยเจินรีบเอาผ้าปิด แล้วเฉไฉเป็ว่าเกิดจากอะไรไม่รู้ แล้วรีบลงอาบน้ำในสระน้ำร้อนไป
เพ่ยเจินหน้าแดงด้วยความเขินอายเป็ที่สุด เพราะนางเองก็เป็ดรุณีน้อยที่กำลังสะพรั่งด้วยความสวยงาม นางพยายามเก็บอาการนั้นไว้ไม่ให้สาวใช้เห็น
เมื่อนางขึ้นจากสระน้ำมา
ครานี้นางมองดูชุดที่ตนต้องใส่แหล้วพึงพอใจมาก เพราะนี่เป็เหมือนกับชุดที่นางเคยใส่ตอนลืมตาตื่นขึ้นมายังโลกใบนี้
“ชุดนี่” นางกล่าวกับสาวรับใช่
“ออ ชุดนี้คุณชาย ให้ห้องเสื้อผ้าตัดให้เหมือนกันที่ท่านเคยใช้เ้าค่ะ เพราะชุดเดิมนั้นเก่า และขนาดน้อยลงตามกาลเวลาเ้าค่ะ” เด็กสาวรับใช่กล่าวด้วยท่าทีสุภาพอ่อนหวาน
“ข้าชอบชุดนี้จริง ๆ” เพ่ยเจินสวมชุดเรียบร้อย จากนั้นนางก็หยิบเอาปิ่นไม้ คร่ำครึมาใส่กับผมของนางเหมือนเดิม
“เอ๊ะ ไม่ได้นะเ้าค่ะ คุณชายสั่งให้บ่าวนำปิ่นเงินมาให้นิเ้าค่ะ” สาวรับใช้ท้วงขึ้น
“ไม่เป็ไร ข้ารู้สึกรักปิ่นไม้ที่เก่าซอมซ่อนี้ เ้าอย่าฝืนใจข้าเลย” เพ่ยเจินกล่าวด้วยท่าทีสุภาพ อ่อนหวานกับนางเช่นกัน
สุดท้าย ก่อนออกจากห้องนางเหลือไปเห็น พัดสีหยกขาวนวลตรงด้ามจับ ส่วนปะกัปหน้าและหลังเป็หยกขัดดำสีนิลกาฬรวดรายประดับด้วยสีทอง มีจี้หยกขาวรูปผีเสื้อครึ่งตัวห้อยอยู่ พัดนี่ว่างอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง นางจึงจำได้ว่านี่เป็ของ ๆ นาง นางจึงได้หยิบพัดนั่นมาคาดเอวไว้ และเดินออกจากห้องไป
เมื่อทุกคนต่างมาถึงห้องโถงอาหารหลักของตระกูลเสินแล้ว ท่านประมุขตระกูลเสิน ได้กล่าวทักทายทุก ๆ คนในที่นั้น และได้กล่าวบอกแก่ทุกคนถึงเื่ของเด็กสาวเพ่ยเจิน ว่านางมาจากที่ใดเป็การแนะนำนางต่อทุกคนในสายบ้านตระกูลเสิน
“นั่นเสินหรั่ว และเสินรุย สองพี่น้องที่เป็หลายชายตระกูลสายที่สอง” เสินว่านแนะนำให้เพ่ยเจินรู้จัก
“และพวกเขาก็เป็คนรับใช้สนิทให้กับองค์ชายที่สามเฉียนหลงด้วย” เสินว่านเล่ารายละเอียดไปด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดาได้ เพราะนางเองก็ชื่นชมในตัวขององค์ชายสามมากพอสมควรแล้ว
“ส่วนนั่นเสินหยง และเสินเหยา เป็สองพี่น้องที่เป็หญิงทั้งคู่ของบ้านสายสาม หึ พวกนี้มันนางงูพิษ ที่ริอาจไปคบกับพวกองค์หญิงหยงหนิง และตระกูลเจี๋ย” มาครานี้เสินว่านกล่าวโดยสีหน้าไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่งที่เห็นทั้งสองพี่น้องมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย
ทั้งสองพี่น้องเสินรั่ว และเสินรุย ต่างมาพูดคูยทำความรู้จักกับเพ่ยเจิน และพูดคูยกับเสินเซียว เสินว่านเป็อย่างดี และยังได้แนะนำเื่ราวต่าง ๆ ให้กับเพ่ยเจิน ซึ่งเป็คนแปลกหน้าด้วยไมตรีที่ดี แต่ในทางกลับกันสองพี่น้อง เสินหยง กับเสินเหยา นั้นไม่ได้มากล่าวทักทายแต่อย่างใด ได้แต่ทำหน้าเฉยเมยต่อสถานที่นี้เป็ที่สุด
“ท่านลุงเ้าค่ะ ทำไมโต๊ะอาหารของตระกูลเรา ถึงได้มีคนแปลกหน้ามาร่วมทานด้วยเ้าค่ะ” เสินหยงผู้พี่กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคียง
“ไม่เอาหน่า เ้ารักษามารยาทด้วย ต้องขออภัยท่านพี่ด้วยขอรับ ที่ลูกสาวคนโตของข้าทำเื่ไม่งามแบบนี้” เสินกุ้ยจาง น้องคนที่สองของประมุขตระกูลเสินกล่าวด้วยสีหน้า ทำใจลำบาก
“เอาหน่า เด็กก็เป็แบบนี้ข้าไม่ถือสา” ประมุขเสินกล่าวอย่างขอไปที
“หรือว่า ตระกูลเราตกต่ำขนาดที่เอาคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาร่วมเคียงโต๊ะอาหารได้แล้วกันเ้าค่ะ รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น” เสินเหยาผู้น้อง กล่าวโดยไม่ยินดียินร้ายอะไร และยังเสแสร้งทำเป็ยิ้มให้กับเพ่ยเจินอีก
“มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ พวกเ้ามีสิทธ์อะไรมาพูดจาไพร่ ๆ แบบนี้ ทั้ง ๆ ที่นี่เป็บ้านสายหลักเ้าเองก็เป็เพียงลูกอนุบ้านสายสาม ท่านปู่เพียงแค่เวทนาพวกเ้าเท่านั้นรู้ไว้ด้วย” เสินว่านยืนขึ้นะโด่ากลับไป โดยไม่สนใจใครทั้งนั้น
“หยุด! พอได้แล้ว อย่าให้มากเกินความเสินว่าน ขอโทษท่านอาของเ้าเดี๋ยวนี้!” ประมุขเสินกล่าวตำหนิบุตรสาวตนเอง เพื่อให้นางสำนึก แต่นางหาได้หวั่นเกรงไม่
“ไปกันเพ่ยเจิน อาหารที่นี่ไม่อร่อยหรอก เพราะมีพวกไม่เจียมกะลาหัวมานั่งด้วย”
เสินว่านหาได้ใส่ใจกับคำพุดของบิดาไม่ นางฉุดมือเพ่ยเจิน แล้วลากออกจากโถงอาหารไป
หลังจากนั้น เพ่ยเจิน และเสินว่าน ก็ได้ไปเดินเที่ยวในเมืองเขตตะวันตก หาของกินของใช้ไป เพื่อให้คลายอารมณ์โกรธของเสินว่านลดลงด้วย
ในขณะนั้นทั้งสองได้เดินผ่านร้านค้าของโบราณ เสินว่านจึงได้ชวนเพ่ยเจินเข้าไปเที่ยวดูภายในร้าน ร้านนี้มีชื่อว่าหอประมูลเฉียนจงไท่ ที่เป็สำนักประมูลของเก่าที่มีอยู่ทั้งเก้าโจว ถือว่าเป็ร้านหลักในการทำการค้าของเก่า คัมภีร์หายาก ของวิเศษ โอสถวิเศษ ร่วมไปถึงของหายากในพิภพนี้ด้วย
ต่างฝ่ายต่างก็เลือกดูของที่ตนเองสนใจ
เพ่ยเจินดันเดินไปเห็น แท่งศิลาหยกขาวแท่งหนึ่ง นางไม่รู้ว่านี่คืออะไร เพราะนางอ่านไม่ออก จึงได้เรียกเสินว่านมาดูด้วย
“ออ นี่เขาเรียกว่า ศิลาบอกระดับปราณยุทธ์นั่นเอง เพราะร้านนี้เป็ของสำนักเรียนปราณยุทธ์ราชวงศ์ จึงมีได้ ปกติไม่มีร้านใดมี เพราะเป็ของที่หายาก และแพงมาก แพงขนาดหนึ่งพันตำลึงทองยังหาซื้อไม่ได้”
เสินว่านได้อธิบายให้เพ่ยเจินฟังอย่างละเอียด ถึงศิลาบอกปราณยุทธ์นี้
“ข้าอยากลองดู” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าอันเรียบเฉยไร้อารมณ์ใด ๆ ตามแบบปกติของนาง
“ห่ะ เ้าอยากจะลองอย่างนั้นรึ” เสินว่านใกับคำพูดของเพ่ยเจินเป็อย่างมาก เพราะนางกับพี่ชายต่างเดาไว้แล้วว่านางไม่มีปราณยุทธ์แน่ ๆ เพราะทุกคนต่างไม่สามารถััได้เลย
“ใช่” เพ่ยเจินตอบ
“เอาล่ะ ๆ ก็ได้ ๆ เฒ่าแก่ รบกวนท่านมาช่วยทางนี้หน่อย” เสินว่านเรียกเฒ่าแก่ร้าน
“มาแล้วจ้า ๆ มีอันใดให้ข้ารับใช้ขอรับคุณหนูเสิน โปรดกล่าวมาได้อย่าเกรงใจขอรับ” เฒ่าแก่รู้ว่านี่คือคุณหนูเสินว่าน แห่งตระกูลเสิน จึงรีบประจบประแจงเอาใจอย่างดี
“ข้าอยากให้เ้าทดสอบปราณยุทธ์ให้เพื่อนข้า ท่านพอจะช่วยได้ไหม” เสินว่านกล่าว
“ได้ขอรับ แต่การทดสอบแต่ละครั้งมีข้าใช้จ่ายสิบตำลึงทอง ห้าสิบตำลึงเงินนะขอรับ”
“ห่ะ อันใดกันทำไมแพงแบบนี้ ราคานี้แทบจะซื้อร้านค้าได้เป็ร้านเชียวน่ะ” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าใเป็อย่างยิ่ง
“มิได้ขอรับ นี่เป็กฎที่ทุกเขต และทุกโจว ต้องปฏิบัติตามกันขอรับ” เฒ่าแก่มีสีหน้าอ่อนใจเป็อย่างยิ่ง
“นี่พวกเ้าเอาเปรียบกันไปหรือเปล่าเนี้ย” เสินว่านไม่ลดความพยายาม
“หากพวกเ้า ไม่มีปัญญาจ่าย ก็บอกกันไปตรง ๆ สิ” สตรีน้อยในอาภรณ์เขียวมรกต หน้าตาสะสวย มีท่าทีอรชรอ้อนแอ่น ได้แสดงสีหน้ากล่าวเหยียดหยามอย่างจงใจ
“ผู้ใดกัน” เสินว่านรับหันหน้ากลับไปมองด้วยอารมณ์เคียง
“ข้าเอง เ้ามีอันใดรึ”
“องค์หญิงหยงหนิง ขอถวายพระพรเพค่ะองค์หญิง” เสินว่านเมื่อมองเห็นเป็องค์หญิงหยงหนิง ก็พยายามสงบสีหน้าลง ถึงแม้ภายในใจจะโกรธสักปานใดก็ตาม
“ที่แท้ก็คุณหนูเสินว่านนี่เอง อย่าได้กล่าวกระไรให้มากความ หวังว่าตระกูลเสินคงไม่ตกระกำลำบากขนาดต้องมาห่วงพะวงกับสินทรัพย์เพียงนี่หรอกน่ะ” องค์หญิงยังคงกล่าวด้วยอาการเรียบเฉย ด้วยใบหน้าที่สาแก่ใจ
นางเดินอ้อยอิ่งไป บิดม้วนปลายผมไปถึงตรงหน้าร้าน
“หึ ไปกันองครักษ์ กลับวัง” เมื่อนางกล่าวจบก็ขึ้นรถม้าออกไป
“วันนี้ มันเป็วันอัปมงคลอะไรกันนี่ต้องมาเจอแต่เื่ที่ไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย” นางกล่าวพร้อมกับล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อหยิบยื่นให้กับเฒ่าแก่
“เอาล่ะ มาเริ่มกันให้จบ ๆ ไป” นางแสดงออกชัดเจนทางสีหน้าว่ากำลังอารมณ์ไม่ดีเป็ที่สุด
“ไม่เป็ไรน้า เ้าอย่าได้ไปใส่ใจนางเลยน่ะ ๆ” เพ่ยเจิน เดินมาจับต้นแขนนางทำกิริยาท่าทางออดอ้อนเหมือนเด็ก และกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็กน้อย
เมื่อเสินว่านเห็นกิริยาดังนั้น ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นับวันนางยิ่งรักและเอ็นดูเพื่อนคนนี้ของนางยิ่งขึ้น
“เอาล่ะนะคุณหนู ท่านเอามือััตรงแท่นศิลานี่ก็พอ และรอเวลาเท่านั้น” เฒ่าแก่กล่าวอธิบายแก่เพ่ยเจิน
เพ่ยเจินค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้แท่นศิลานั้น จากนั้นนางยื่นมือขวาไปัั
ครืนนน! ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็เกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้ามืดครึ้มโดยฉับพลัน มีสายฟ้าฝาดปราดเปรี้ยงลงทั่วบริเวณ ชาวบ้าน พ่อค้า ต่างพากันวิ่งหนีกันอลม่าน
ภายในร้าน เกิดลมดั่งพายุรุนแรงโหมกระหน่ำ ทำเอาเสินว่านและเฒ่าแก่ ต่างซวนเซไปมาจนต้องหาที่เกาะเกี่ยวไว้
เพียงไม่ถึงชั่วอึกใจถัดมามีกระแสอัสนีนิลกาฬขนาดใหญ่สายหนึ่งฟาดลงบนร้าน ดัง เปรี้ยงงง!! ทำเอาทุกผู้ในร้านต่างอกสั่นขวัญผวาเป็ที่สุด เสินว่านต้องนั่งลงกับพื้นเอามือกุมขมับตนเองไว้ด้วยความกลัว ทั่วทั้งเขตตะวันตก ไปจนถึงใจกลางเมืองหลวงต่างก็โกลาหลกับเหตุการณ์นี้
“นักปราณยุทธ์! ขั้นหลังฟ้า! ปราณโอสถทิพย์! ขั้นหนึ่ง! สะดับมหามรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ!”
เมื่อสิ้นเสียงก้องคำรามนั้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็พลันสว่าง สายฟ้าอัสนีนิลกาฬก็สูยสลายไป ดั่งกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“บ้าน่า เป็ไปได้อย่างไรกัน นี่เื่บ้าไปแล้ว” เสินว่านทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ตกตะลึงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เรากลับกันเถอะ ที่จวนท่านคงเป็ห่วงแล้ว” เพ่ยเจินเดินไปจับต้นแขนนางเขย่า นางถึงรู้สึกตัว
เสินว่านยังคงจ้องเพ่ยเจินด้วยอาการตกตะลึงเป็ที่สุด
ในขณะที่เดินกลับจวนด้วยกัน เสินว่านเงียบกริบ ไม่พูดคำใดออกมา นอกจากอยู่ในอาการมึนงง กับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้
ทุกผู้คนที่พบเห็นสายอัสนีนิลกาฬนี้ ต่างพากันเข้าใจว่านี่คงมีใครไปทำให้ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน เซียนแห่งอัสนีผู้นั้นที่เป็อันดับหนึ่งของพิภพนี้โกรธเป็แน่ และทุกผู้คน ก็คงไม่มีใครทราบว่าเหตุอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อกี้ มาจากเด็กสาวผู้ไม่รู้แม้กระทั้งชื่อ แซ่ ของตนเอง
“เพ่ยเจิน เ้าเชื่อใจข้าไหม” เสินว่านหันหน้ามากล่าวกับนางอย่างจริงจังด้วยสีหน้า
“แน่นอน ในโลกใบนี้ที่ข้าไม่รู้จักใคร ก็มีท่านที่คอยช่วยเหลือ เมตตาเกื้อกูลข้า ดีกับข้าเปรียบเสมือนพี่น้อง ข้าเชื่อใจท่าน” เพ่ยเจิน จับต้นแขนนางแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน
“เ้าอย่าบอกเื่นี้กับใครเด็ดขาดนะ เพราะนั่นจะไม่เกิดผลดีกับเ้าเลย ทุกคนจะมองเ้าเป็บุคคลประหลาด หรือซ้ำร้ายเขาอาจคิดว่าเ้า มาจากต่างพิภพก็ได้ ข้าไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเ้า” นางจับมือเพ่ยเจิน แล้วกล่าวด้วยอาการเป็ห่วงเป็ใยอย่างหาที่สุดมิได้
“ข้ารับปากเ้า” เพ่ยเจิน กอดต้นแขนนาง แล้วยิ้มแสดงออกว่าเพ่ยเจินเองก็รักและเชื่อใจเสินว่านมาที่สุดด้วย
หลังจากเหตุการณ์ กระบี่ปีศาจสีดำทมิฬนั่นกรีดนภา ก็ล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ แล้ว
ณ พระบรมมหาราชวัง พระตำหนักหยางซินเตี๋ยน
“ฝ่าาเพค่ะ ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง และท่านโหวเจี๋ยจวิ้นโหยว ฟื้นคืนสติแล้วเพค่ะ” เสียงของนางสนมได้ทูลบอกเื่อาการของท่านราชครูผู้เฒ่าให้องค์จักรพรรดิฟัง
“ดี ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้”
หลังจากองค์จักรพรรดิมนุษย์ได้ฟังเื่จากนางสนม พระองค์ได้เดินทางมาหาท่านราชครู และท่านโหวเจี๋ยจวิ้นโหยวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับท่านโหวอู๋จงเหลียน ท่านโหวเยี๋ยนซื่อปิง
“ถวายบังคมฝ่าา” ทั้งสองกระทำการคารวะองค์จักรพรรดิ
“ไม่ต้องมากพิธี ๆ พวกเ้ายังาเ็ไม่หาย เอา ๆ นอนพักก่อน ๆ”
“พระองค์ทรงเป็อย่างไรบ้าง” ท่านโหวเจี๋ยเอ่ยถามอาการขององค์จักรพรรดิ์ด้วยความเป็ห่วง
“ข้าหน่ะ ฟื้นก่อนพวกเ้าได้สามวันแล้ว ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ ดีที่ได้หมอหลวงมาปรุงโอสถบำรุงเสมอ” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยสีหน้าที่สลดลง และยังแฝงด้วยอาการลำบากใจหลายส่วน
“เห้อออ หากไม่ใช้เพราะข้าฝึกปรือมรรคาฟ้าสายสังขารบรรลุอริยะแล้วละก็ คงได้ดับดิ้นสิ้นชื่อเป็แม้นมั่นแล้วครานี้” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยอาการทอดถอนใจ
“ผิดที่กระหม่อมเอง พะย่ะค่ะ ที่ได้นำเอาสิ่งอัปมงคลนี้มาสู่พระองค์ ขอพระองค์ทรงลงอาญากระหม่อมด้วย” ท่านราชครูผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็ป และจริงจังด้วยสีหน้าเป็อย่างยิ่ง
“เอาล่ะ ๆ ไม่เป็ไรพวกเราล้วนร่วมเป็ร่วมตายกันมา จะไม่มีการกล่าวโทษใครทั้งนั้น ดีที่พวกเรายังไม่มีใครสิ้นชีพ เพราะไอ่กระบี่ปีศาจนั่น” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ยังแฝงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นไปด้วยแรงโทสะ เพราะนี่เป็เหตุให้ตนนั้นต้องอับอายเป็อย่างยิ่ง
“กระบี่ปีศาจ! แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน พะย่ะค่ะ” ท่านราชครูผู้เฒ่ารีบกล่าว ทั้งที่ตนเองก็าเ็เจียนตายอยู่
“ไม่หรอกมันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” ท่านโหวอู๋ที่เป็อิสตรีเพียงท่านเดียวในสี่ผู้ทักษ์เมืองหลวง ได้กล่าวตอบท่านราชครู
“อะไรกันนี่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ทานราชครูยังไม่เข้าใจ
“สำหรับความเห็นของข้า ไอ่กระบี่ปีศาจนั่น มันเพียงแค่เตือน” องค์จักรพรรดิกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่สุขุมกว่าปกติ
“เตือน! หมายความว่าอย่างไร พะย่ะค่ะ” ท่านราชครูผู้เฒ่ากล่าวต่ออย่างไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง
“ก็มันแค่เตือนการกระทำของข้ายังไงละ ในตอนที่เ้าได้พัดนั่นมา มันก็หาได้แสดงออกว่าจะทำร้ายเ้าไม่ ตอนแรกเริ่มที่ข้าได้ััมัน มันก็หาได้ทำร้ายข้าเช่นกัน” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังเป็อย่างยิ่งในครานี้ แล้วยังกล่าวสืบต่อไปอีกว่า
“แต่หลังจากที่ข้าหมายปองจะเอาพัดนั่นมาเป็ของข้า ข้าก็เหลือไปเห็นรอยยิ้มอันน่าสะพรึ่งกลัวในพัดนั่นเข้า”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ทุกคนในห้องโถงนี้ต่างอึ้งเงียบงันกันไปหมด เพราะทั้งห้าคนในที่นี้ นับได้ว่าเป็ผู้ที่ติดอันดับทำเนียบฟ้าเสวียนหนีทั้งห้าคน
แต่ที่น่าใสำหรับท่านราชครูผู้เฒ่า กับอีกทั้งสามท่านโหวนั้น คือการที่องค์จักรพรรดิ์มนุษย์ผู้นี้ ยอมรับออกมาอย่างหมดเปลือกว่าตนเองนั้นเกรงกลัวต่อรอยยิ้มของบุคคลปริศนาในพัดนั่น
“ทันทีที่ข้าััได้ถึงรอยยิ้ม ที่น่าพรันพรึงนั่น คมกระบี่สีดำทมิฬนั่นก็พวยพุ่งออกมาแล้ว ข้าไม่สามารถแม้แต่จะกะพริบตาด้วยซ้ำไป ข้าเดาว่ามรรคากระบี่ของคนผู้นั้นไม่เป็รองขององค์มหาเทพตงหัวตี้จวิ้นเลยสักน้อยเดียว” องค์จักรพรรดิยังเล่าถึงความน่าเกรงขามของพัด และบุคคลในพัดนั่นต่อไป
“แสดงว่าพัดนั่นมีเ้าของได้เพียงคนเดียว พระองค์คิดเห็นอย่างนี้ใช่ไหมพะย่ะค่ะ” ท่านโหวเยี๋ยนกล่าวทวนคำพูดขององค์จักรพรรดิ
“ข้าไม่อาจแน่ใจได้ แต่ข้ารู้ว่าสิ่ง ๆ นี้แม้แต่ข้า หรือท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน ก็ไม่สามารถเป็เ้าของได้” ทั้งหมดต่านิ่งงันกันไป เพราะไม่มีใครสามารถจะพูดอะไรได้มากกว่านี้ เพราะจากเหตุการณ์ที่เขาเ่าั้พบเจอ ล้วนเป็เื่ที่เกินคำบรรยายใด ๆ ได้
“แล้วตอนนี้พัดนั่นหายไปไหนเสียเล่า” ท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน รีบเอ่ยถามด้วยความวิตกกังวลใจ
“หลังจากที่ท่านทั้งสามล้มลงหมดสติไป ข้ากับท่านโหวอู๋ พยายามที่จะรั้งสะกดกระบี่ปีศาจนั่นไว้แล้ว แต่หาทำได้ไม่ เราทั้งสองต่างก็มั่นใจในมรรคา และศาสตร์คาถาของเราในเื่การสะกดแล้วนะ แต่พวกเรากลับััได้ว่า รั้งสองไม่อาจทำอะไรได้เลยเมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่ปีศาจนั่น เราเปรียบเสมือนผู้ที่กำลังเอาเส้นไหม ไปไล่จับมัดคชสารก็มิปาน” ท่านโหวเยี๋ยนเล่าอธิบาย
“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นกัน” ท่านโหวเจี๋ยถามอย่างสงสัย
“ก็หลังจากที่เราไม่สามารถตรึงสะกดกระบี่ปีศาจนั่นได้ เราก็คิดว่าตนต้องตายแล้วเป็แน่ แต่ทันใดนั้นมันกลับโบยบินขึ้นสู่ท้องนภา รวดเร็วขนาดที่เรามองไม่เห็นลำกระบี่เลยด้วยซ้ำ” ท่านโหวอู๋อธิบาย ด้วยท่าทีที่จริงจัง
“หลังจากนั้นมันก็ได้กรีดนภา เป็อัขระอักษรสีทองมีใจความว่า “พัน หมื่นพิภพ หนึ่งโลกธาตุจักวาล ล้วนยอมก้มสยบกราบกราน หนึ่งมหามรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ” ข้อความนี้อยู่นานถึงเจ็ดวันถึงหายไป ทุกคนต่างกล่าวขานว่านี่เป็พระบรมราชโองการของเง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อมันกรีดนภาเสร็จ มันก็อันตรธานหายไปพร้อมกับพัดเล่มนั้น” ท่านโหวเยี๋ยน กล่าวเสริมด้วยสีหน้าที่ขึงขัง เพื่อให้ทุกคนทราบดังเหตุการณ์จริง
“เหลวไหลน่า! ระดับมหาเทพสัมฤทธิ์ผู้เป็เ้าปกครองพิภพ์เก้าชั้นฟ้านะรึ จะมาสนใจโลกใบเล็กชายขอบของโลกธาตุจักรวาลเช่นเรา ไม่มีทางเป็ไปได้” องค์จักรพรรดิมนุษย์ กล่าวด้วยสีหน้า อารมณ์ที่ฉุนเฉียวขึ้นทันที หลังจากสงบฟังอยู่นาน
หลังจากที่ทั้งห้าคน พูดคูยได้สักพักหนึ่งองค์จักรพรรดิ ได้มีความคิดเห็นว่าจะต้องรวบรวมห้าผู้แข็งแกร่งแห่งเสวียนหนี เพื่อปรึกษาหารือกันเป็ดีที่สุด
“ข้าจะส่งปราณกระแสจิตเข้าสู่ห้วงนิโรธสมาบัติของทั้งสี่ท่านเอง ระยะเวลาก็คงประมาณเดือนเศษ ไม่เกินนั้น ทั้งสี่คงพร้อมที่จะมาปรึกษากัน เื่นี้มันอันตรายเกินไป ส่วนเวลาที่เหลือให้พวกเ้า ไปเร่งฟื้นฟูพลังของตนเอง เผื่อมีเหตุฉุกเฉินใด จะได้เร่งช่วยกันแก้ไข” องค์จักรพรรดิมีพระบัญชาเป็ที่เรียบร้อย ก็บอกให้ทั้งหมดแยกย้ายไป
ในขณะนั้นองค์จักรพรรดิได้ส่งปราณกระแสจิตมาสู่ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินว่า
“ข้าขอให้เ้าไปช่วยเฝ้าดูเด็กสาวที่เ้าว่า หากนางไม่มีท่าทีร้ายอันใดก็เมตตานางเสียให้ดี แต่หากนางมีท่าทีตรงกันข้าม เ้าก็จงอย่าได้รั้งมือไว้ไมตรีเด็ดขาด!”
ท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน พยักหน้าเป็การทราบกันเพียงแค่สองคน ถึงเื่เ้าของพัด และเื่ราวของเพ่ยเจิน
ถัดนั้นมาอีกสามวัน
ท่านราชครูผู้เฒ่าก็กลับมาถึงจวน และสั่งให้ทุกคนเข้าร่วมประชุมในโถงหลักค่ำนี้ นี่เป็คำสั่งด่วน ซึ่งทุกคนก็ใเมื่อทราบว่าท่านราชครูผู้เฒ่าาเ็เจียนสินชื่อกลับมาครานี้
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ
ทุกคนต่างพากันเดินมายังโถงอาหารหลัก ทั้งบ้านสายรองที่มาถึงก่อน ส่วนบ้านสายสามกำลังมาถึงพร้อมกับเสินเซียว เสินว่าน เพ่ยเจินพอดี
ค่ำนี้เพ่ยเจินแต่ตัวตามแบบปกติของนาง คือไม่เน้นสีที่ฉุดฉาด เน้นความเรียบง่าย จึงเป็ชุดที่สีเท่าอ่อน ๆ มีลวดรายรูปดอกโบตั๋นสีขาวตัดด้วยสีดำเทา นางยังคงสวมปิ่นไม้อันเก่าคร่ำครึ และพกพัดอันเดิมติดเอวไว้เสมอ
“ว้าว วันนี้เราก็มาเจอกับสาวน้อย ผู้ไม่เจริญตาเจริญใจสักเท่าไหร่อีกแล้ว” เสินเหยา กล่าวด้วยสีหน้าที่ชวนหาเื่ อาจเพราะตอนนี้ไม่มีผู้ใหญ่อยู่จึงสะดวกต่อพวกนาง
“หึ ข้าก็คิดไว้เหมือนกันว่าวันนี้ทำไมได้กลิ่นแปลก ๆ อ้อ นี่ข้าต้องมานั่งกินข้าวกับพวกไร้ยางอายนั่นเอง” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าชวนหาเื่เช่นกัน
“นิ เ้า” เสินเหยากำลังจะเอาไรต่อ
“พอได้แล้ว!” เสินเซียวกล่าวห้วน ๆ แสดงออกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์
ทั้งสองพี่น้องเสินหยง เสินเหยา ต่างเงียบงั้นไป เพราะทุกคนในตระกูลรู้ดีว่า เสินเซียวคือประมุขตระกูลคนต่อไป และเขามีแววก้าวไกลที่สุดในตระกูลขณะนี้ ทั้งสองจึงเก็บอาการและสะบัดหน้าหนีเดินจากไป
“เข้าไปกันเถอะ” เสินเซียวหันกลับกล่าวด้วยสีหน้าแย้มยิ้มกับน้องสาว และเพ่ยเจิน
จากนั้นทั้งสามก็เข้าห้องไป
หัวโต๊ะอาหาร หาใช่เป็ประมุขตระกูลเสินกุ้ยจงเหมือนเดิมไม่ แต่หากเป็ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง ซึ่งเป็ผู้ก่อตั้งตระกูลเสิน และเป็ผู้ร่วมสร้างอณาจักรนี้พร้อมกับองค์จักรพรรดิ์มนุษย์
“คาราวะ ท่านผู้าุโผู้เฒ่าประจำตระกูล” ทุกคนต่างค้อมคำนับเป็การกล่าวสรรเสริญผู้เฒ่าประจำตระกูลตน
ท่านราชครูผู้เฒ่า กวาดสายตามองทุกคน แล้วมาหยุดที่เด็กสาวผู้หนึ่ง เพ่ยเจินนั่นเอง
(เอะ! นั่นมันพัดอาถรรพ์ ทำไม่มันกลับมาอยู่ที่นี่ หรือว่ามันจะยอมรับเพียงเด็กสาวผู้นี้เป็นายมันเท่านั้น นี่มันอะไรกันแน่นี่) ท่านราชครูผู้เฒ่ามีอาการตะลึงลานเมื่อมองเห็นพัดอาถรรพ์นั่น แต่ก็ได้แต่พยายามสงบสิ่งต่าง ๆ ลงในภายในสีหน้า
(เดี๋ยว นี่นางบรรลุเขตขั้นหลังฟ้า ได้อย่างไร ตอนเมื่อหนึ่งปีก่อนนางยังไม่มีปราณยุทธ์ด้วยซ้ำ) เป็สิ่งที่สองที่ทำให้ท่านราชครูผู้เฒ่า ตระหนกใเป็อย่างยิ่ง
(ไม่ได้การละ ต้องกำจัดเดี๋ยวนี้ไม่งั้นจะเป็ภัยมหันต์ต่อไปภายหน้าได้) เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่านราชครูผู้เฒ่าไม่รอช้า
“มหามรรคาฟ้าหอแก้วพิสดาร ศาสตร์คาถาวิถีที่หนึ่ง เสริมแรงอาฆาตสุดพรรณนา วิถีที่สองเสริมว่องไวสุดยั่งถึง” หลังจากเร่งเร้าปราณยุทธ์อย่างรวดฉับไว
มีหอแก้วลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แล้วลำแสงสีแดงก็พวยพุ่งสู่ร่างของท่านราชครูผู้เฒ่าในบัดนั้น
ท่านราชครูผู้เฒ่าดึงกระบี่ของวิเศษขั้นห้าจากเอว แล้วพุ่งทะยานไปทางเพ่ยเจินอย่างรวดเร็ว เกินกว่าใครจะมองทันเหตุการณ์
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว เกิดกว่าใครจะคาดเดาได้ เพียงแค่ชั่วเวลาริ้นกระพือปีกเท่านั้นเอง
คมกระบี่ก็ทะยานมาจะถึงเพ่ยเจิน ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว เพียงชั่วอึกใจก็พุ่งมาใกล้ไม่ถึงสองวาเศษแล้ว
“ท่านปู่!!! ท่านจะทำอะไรเ้าค่ะ” เป็เสินว่านนั่นเองที่เอาคอของตนเองมาบังคมกระบี่นี้ไว้
“หลบไป! ท่านราชครูสั่งการอย่างเด็ดขาด”
ทุกคนในที่นั่นต่างอึ้งงันไปตาม ๆ กันแม้แต่เสินเซียวยังทำอะไรไม่ถูก เพราะั้แ่เกิดมา ตนไม่เห็นท่านปู่มีอาการน่าอกสั่นขวัญผวาขนาดนี้มาก่อน
“ไม่เ้าค่ะ หากท่านจะทำร้ายเพ่ยเจิน ท่านปู่ก็จงเอาชีวิตข้าไปเสียก่อนนั้นเถิด” เสินว่านไม่ลดละความพยาม นางกล่าวพร้อมกับเริ่มมีอาการร้องไห้ แสดงให้เห็นว่านางกลัวถึงเพียงใด แต่นางก็ไม่เคยคิดที่จะถอยเลย
“เ้าเป็หลานข้า ข้าสั่งให้หลบไป” ท่านราชครูผู้เฒ่าะโด้วยโทสะ และกระแสปราณยุทธ์จิตที่มีแรงสังหารที่รุนแรง
“หากข้าต้องเป็หลานในสายเืของบุคคลที่ฆ่าคนบริสุทธิ์ข้าก็มิอยากเป็แล้ว และท่านปู่ก็ไม่ควรขึ้นชื่อว่าเป็ศิษย์สายเอกแห่งพระแม่หนี่วาห์อีกต่อไป” นางกล่าวด้วยอาการเสียใจอย่างที่สุด และนางก็ไม่ยอมขยับออกห่างจากเพ่ยเจินเลยสักครึ่งก้าวก็ไม่ไป
“ท่านปู่ ได้โปรดระงับโทสะด้วย เมตตาเพ่ยเจินด้วยขอรับ” เสินเซียวเมื่อตั้งสติได้ก็รีบไปคุกเข่าต่อหน้าของท่านราชครุผู้เฒ่า พร้อมกับกล่าวคำขอร้อง
“ท่านปู่ท่านจะทำแบบนี้ ท่านยังจะกล้าเอ่ยว่าตนเองเป็ราชครูผู้เมตตาประจำมรคคาฟ้าสายหอแก้วพิสดารได้อีกหรือ” เสินว่านยังไม่หยุดที่จะกล่าวตำหนิท่านปู่ของตน
“หุบปาก!!!” ท่านราชครูผู้เฒ่า ตวัดกระบี่ไปเสียบเข้าที่ฝักดาบดั่งเดิม
“เ้า แม่หนู ตามข้ามานี่” ท่านราชครูผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็คำสังเด็ดขาด
เพ่ยเจินที่มีสีหน้าเรียบเฉยมาั้แ่ต้น เหมือนดั่งไม่ได้เกรงกลัวต่อแรงคุกคามของท่านราชครูผุ้เฒ่าไม่ แม้ไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะ ต่างฝ่ายต่างมัวแต่ตกตะลังอยู่ แต่มีเพียงราชครูผู้เฒ่าเท่านั้นที่เห็นมาั้แ่ต้น
ยิ่งท่านราชครูผู้เฒ่าแสดงออกซึ่งแรงกดดันคุดคามเท่าไหร่ บุคคลที่เริ่มหวั่นกลัวหาใช่เพ่ยเจินไม่ แต่กลับเป็ราชครูผู้เฒ่าที่อายุยาวนานมาสองพันกว่าปีผู้นั้นต่างหาก
(นี่มันอะไรกัน ยิ่งข้าไล่ต้อนนาง กลับเป็นางที่ไล่ต้อนข้า สายตานั้นมันเหมือนกับนางมองข้าเป็เด็กน้อยเลย เหมือนกับว่านางเคยผ่านอะไรที่น่าเกรงกลัวกว่าข้ามานับพันนับหมื่นเท่า น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว) ในขณะที่ราชครูผู้เฒ่ากำลังจ้องตาของเพ่ยเจินนั้นก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมา ทำให้เขาเริ่มรู้สึกผิดต่อเด็กสาวผู้นี้
ในตอนนี้ทุกอย่างล้วนเงียบงัน จนขนาดที่ทุกผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ ด้วยซ้ำ
“ไม่เ้าค่ะ” เป็คำกล่าวแบบห้วน ๆ ที่ไม่ไว้หน้าท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกังเลยแม้แต่น้อย ทุกผู้คนในที่นั้นต่างตัวแข็งทื่อ แม้แต่เสินว่าน และเสินเซียวเองก็ยังตะลึงงันไป
แต่ภายในใจของท่านราชครูผู้เฒ่า กลับเหมือนเสียงสายอัสนีผ่าดัง เปรี้ยงงง ลงกลางใจยังไงยังงั้น ทุกคนในที่นั้นต่างอึ้งงัน กับเพ่ยเจินอีกรอบหนึ่งแบบชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นใครใจเด็ดเท่านี้มาก่อน
“ข้า ขอบใจในเมตตาของทุก ๆ ท่านในที่นี้ด้วยที่ได้ดูแลข้ามานานนับปี ข้าจะไม่ลืมบุญคุณนี้ชั่วชิวิตเพ่ยเจิน ข้าขอลาก่อน” หลังจากกล่าวจบ นางก็หันหลังและเดินออกจากห้องโถงไป โดยไม่แยแสต่อสายตาใคร ๆ ในที่นั้น
ทุกคนต่างอึ้งงัน กับการกระทำของเพ่ยเจิน
ทันใดนั้นเสินว่านก็ลุกขึ้น ด้วยหน้าตาที่มีแต่น้ำตาไหลพราก นางมีสีหน้าที่ผิดหวังต่อการกระทำของปู่นางเป็อย่างมาก นางหันหลังแล้วก็เดินตามเพ่ยเจินไป
ทุกคนต่างเงียบงั้นไป ไม่มีใครกล้ากล่าวอันใดอีกนับจากนั้น
“เพ่ยเจิน รอข้าด้วย ๆ” เสินว่านกล่าวด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ เพราะวิ่งตามหลังมา
“เอ้า แล้วนี่เ้าจะไปไหน” เพ่ยเจินถามอย่างงงงัน
“ข้าก็จะไปกับเ้าไง ข้าบอกแล้วว่าเ้าเชื่อใจข้า ข้าก็ไม่ทอดทิ้งเ้า ป่ะ ไปไหนไปกัน” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่สดชื่นขึ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มของเพ่ยเจิน
“เ้าคิดจะไปที่ใดกัน” เสินว่านถาม
“ข้า จะกลับไปหาตาเฒ่าหม่า คนเดียวที่ข้ารู้จัก” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยดั่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เห้อ เขตปกครองของตระกูลยัยนั่นอีกแล้ว” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่นางก็ยังเดินเคียงข้างเพ่ยเจินตลอดมา
“นี่เราจะออกจากเขตตะวันตกแล้วนะ ท่านคิดดีแล้วหรือ” เพ่ยเจินถาม
“อืม ในเมื่อเ้าเชื่อใจข้า ข้าก็เชื่อใจเ้าไปกันเถอะ” นางยื่นต้นแขนมาให้เพ่ยเจินจับ แบบทุก ๆ ครั้งที่นางเคยทำ
เพ่ยเจินเองก็กอดต้นแขนนาง แล้วทั้งสองก็เดินหายไป…