บทที่5 ตอนที่25 : โสตินทรีย์ที่เปลี่ยนไป
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ณ บริเวณใกล้กับที่ซ่องสุมของกลุ่มเดอะดาร์คอัลฟาเบต.. มีสท์และโสตก็ได้ทำการแอบซุ่มเพื่อดูลาดเลาก่อนเริ่มแผนการ “จนป่านนี้แล้วคุณเวิร์ดยังไม่ได้ร่ายวาจาสิทธิ์เลย ไอ้หมอนั่นมันทำอะไรคุณเวิร์ดกันนะ?” สาวผมเปียพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะมีสท์คว้ามือโสตมาจับ “ไปกันเถอะ!” เธอเอ่ยต่อ และเมื่อโดนมีสท์สัมผัส โสตนั้นก็พลอยได้พลังล่องหนของเธอไปด้วย ใช่แล้ว.. มันคือผลของการฝึกฝนอย่างหนักของมีสท์นั่นเอง ความสามารถอันถูกพัฒนาขึ้นมานี้จะทำให้คนที่เธอสัมผัสสามารถล่องหนตามไปด้วยได้ “โชคดีนะที่ไอ้ดันทัวร์มันยังมีข้อจำกัดในการใช้พลังอยู่ ไม่งั้นการที่ฉันสามารถพาคนอื่นหายตัวได้ก็คงเป็นพลังที่มันต้องการ แล้วก็มีฉันเป็นเป้าหมายหลักร่วมกับเกษมแน่ ๆ และถ้ามันได้ตัวของฉันไปจริง ๆ โลกใบนี้คงจะวุ่นวายกว่านี้เป็นร้อย ๆ เท่า” สาวผมเปียคิดในใจ โดยในระหว่างที่กำลังวางแผนการเพื่อชิงตัวเอ็ดเวิร์ด สปีชอยู่นั้น พวกเขาก็ได้ศึกษาข้อมูลของดันทัวร์จากตำราออแกเนียนจนได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มามากมาย.. หนึ่งในนั้นก็คือการฝังเขี้ยวของดันทัวร์ ถ้าจะให้สัมฤทธิ์ผลนั้นผู้ที่ถูกลงเขี้ยวจะต้องมีสติและรู้ตัวว่าตนเองโดนกัด ซึ่งการหายตัวไปแอบกัดนั้นจึงไม่เป็นผล เป็นกรณีเดียวกันกับการที่ไม่สามารถลงเขี้ยวในคนที่กำลังหลับได้นั่นเอง.. เมื่อมาถึงประตูลับทางด้านหลังของเท้า ทั้งคู่ก็ทำตามวิธีที่สตีฟบอกและเดินทะลุผ่านประตูลับเข้าไปได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร โดยที่มีสท์ต้องใช้ผิวหนังของเธอเพื่อหายตัวและโสตก็ใช้หูของเขาเพื่อคอยรับคำสั่งจากสตีฟ หลังจากที่ทั้งคู่ลักลอบผ่านเข้ามาในตึกทองได้สำเร็จ.. โสตินทรีย์ก็เหมือนจะได้ยินเสียงคีย์เวิร์ดที่เขาตั้งไว้ดังขึ้นมาในหัว “ช่วยด้วย.. ช่วยด้วย..” ก่อนที่ชายร่างท้วมจะหยุดชะงักและเพ่งสมาธิไปที่พลังอวัยวะพิเศษของเขา “มีอะไรเหรอโสต?” เมื่อเห็นเพื่อนร่วมภารกิจมีท่าทีที่แปลกไปมีสท์จึงเอ่ยถามขึ้น “มีเสียงคนร้องขึ้นมาว่าช่วยด้วย ตำแหน่งคือห้องอเนกประสงค์ ห้องล่างฝั่งซ้าย” หลังจากที่ชายหูกางตรวจสอบจนแน่ใจแล้วเขาจึงให้ข้อมูล “เป็นไปได้ยังไง? คุณเวิร์ดยังคงพูดได้งั้นหรอ?” สาวผมเปียถามต่อเสียงฉงน “ไม่.. ไม่ใช่เสียงของคุณเวิร์ด แต่คุ้น ๆ อยู่เหมือนกันว่าเคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหน” โสตินทรีย์ชำเลืองตาขึ้นบนเพื่อครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก่อนที่มีสท์จะตัดบททิ้งไป “ช่างมันเถอะ! ยังไงซะเป้าหมายหลักของเราก็คือคุณเวิร์ดอยู่แล้ว นายได้ข้อมูลอะไรนอกจากนี้อีกหรือเปล่า?” เธอถามต่อในขณะที่ทั้งคู่กำลังขึ้นลิฟท์ในส่วนของกระดูกสันหลัง และขณะนั้นลิฟท์ก็ได้เลื่อนขึ้นผ่านส่วนท้องพอดี โสตจึงได้ยินเสียงจากภายนอกเข้ามาบ้าง “เหมือนเราจะโชคดีอยู่นะ พวกลูกน้องของดันทัวร์น่าจะกำลังพักกินข้าวกันอยู่ที่อีกชั้นหนึ่ง” เดอะบัคอธิบาย ซึ่งนั่นก็ทำให้เสี้ยวหนึ่งในห้วงความคิดของมีสท์เกิดเอะใจขึ้นมาเล็กน้อยถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยขององค์กรอันชั่วร้ายแห่งนี้ แต่เธอก็ยังคงมั่นใจในความสามารถของตนเองจึงไม่ได้เก็บเอาไปคิดอะไรมาก และทั้งสองก็ได้ทำตามแผนการต่อไป.. จนกระทั่งมาถึงชั้น T7 “เราไปดูห้องล่างฝั่งขวากันก่อนเถอะ” สาวผมเปียพูดพลางจูงมือโสตเดินไปยังห้องที่ภายในเงียบสนิท แต่ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเอง.. “จำได้แล้ว! นั่นมันเสียงของคนที่เคยอาละวาดในคราวนั้น” ในที่สุดโสตก็นึกสิ่งที่คาใจของเขาอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่ขึ้นมาจนได้ ซึ่งชื่อที่เขาเอ่ยถึงก็คือฟาคาราดีนนั่นเอง และมันก็ทำให้ชายหูกางเกิดอาการสองจิตสองใจขึ้นมาในทันที “โสต.. เราจะช้าไม่ได้นะ เราต้องไปช่วยคุณเวิร์ดก่อน” มีสท์พยายามดึงสติของชายหนุ่มที่กำลังลังเลกับการช่วยเหลือฟาคาราดีน จนทำให้หนุ่มผมยาวหลุดออกจากความพะว้าพะวงนั้นมาได้ ทั้งคู่จึงได้เดินมุ่งหน้าตรงไปยังห้องไรท์เวนตริเคิล (ห้องล่างฝั่งขวา) ต่อในทันที และเมื่อเปิดประตูออก ทั้งสองก็ได้พบกับเป้าหมายของพวกเขาเข้าจนได้.. เบื้องหน้าของมีสท์และโสตก็คือ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ผู้ที่กำลังถูกจับมัดและนั่งอยู่บนเกาอี้ โดยมีอะไรบางอย่างกำลังปิดปากของเขาอยู่ ทั้งสองยังคงล่องหน ก่อนที่จะเดินเข้าไปสะกิดผู้คุมกฎแห่งออแกเนียนอย่างแผ่วเบา.. และหลังจากที่เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม ได้รับสัมผัสอันนุ่มนวลนั้น เขาก็พลันสะดุ้งขึ้นในทันที “นี่ม่านหมอกเองค่ะ เรารีบออกจากที่นี่กันเถอะ” ดิอินวิซิบิลิตี้พูดก่อนจะแก้เชือกที่มัด และใช้มืออีกข้างของเธอที่ว่างอยู่คว้ามือของชายชุดทักสิโด้ไว้ก่อนพากันหลบหนี แต่ในขณะที่ทั้งสามกำลังไปที่ประตูลับ.. ก็ได้มีเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นมาอีกครั้งจากห้องของฟาคาราดีน “ช่วยฉันด้วย! ใครก็ได้พาฉันออกไปจากที่นี่ที!! ขอร้องล่ะ!!” เสียงนั้นของชายชาวอาหรับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และนั่นมันก็ทำให้โสตินทรีย์ชะงักไปอีกครั้ง “มีสท์!.. เราไปช่วยฟาคาราดีนกันเถอะ ฉันมีแผนแล้ว!” เขาพลันรั้งมือของเพื่อนสาวเอาไว้ “ไม่ได้!! แผนของเราคือแค่พาตัวคุณเวิร์ดออกไป!” ม่านหมอกปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดพลางยื้อข้อมือของโสต ซึ่งคำพูดของมีสท์ทำให้โสตนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นพลางจ้องไปที่ตาของม่านหมอก “แต่ตอนนี้ ยังไงเราก็ต้องรวมกลุ่มคนที่ยังไม่ถูกดันทัวร์กัดไม่ใช่หรอ!? นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของเรา!” จากปกติที่เป็นคนขี้อายและไม่เคยมีท่าทีอะไรแบบนี้มาก่อน แต่ในครั้งนี้แววตาของชายร่างท้วมดูเข้มแข็งเหลือเกิน.. และด้วยแววตาที่มุ่งมั่นอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนจากชายผู้ที่ไม่เคยมีความมั่นใจในตัวเองเลยนั้น.. จึงทำให้มีสท์เลือกที่จะเชื่อใจโสตดูสักครั้ง “อืม.. ก็ได้! จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ! แผนของนายคืออะไรล่ะ?” “เข้าไปในห้องที่พวกมันขังเจ้านั่น แล้วเธอก็ใช้มือทั้งสองข้างของเธอช่วยคุณเวิร์ดกับฟาคาราดีนออกไปก่อน ส่วนฉันจะไปแอบอยู่ในตู้เก็บของในห้องนั้นเอง และเมื่อเธอพาทั้งคู่ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว เธอค่อยกลับเข้ามาช่วยฉันอีกรอบ!” เดอะบัคอธิบายแผนการที่เขาพึ่งคิดขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ เพื่อช่วยเหลือชายชาวอาหรับ.. “ที่นายจะทำ มันเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า?” หญิงสาวถามกลับด้วยความเป็นห่วง ท่าทีของโสตดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก “ไม่เป็นไรหรอก.. ฉันมั่นใจในตัวเธอมีสท์!!” แต่ถึงจะดูฝืน ๆ เขาก็ลั่นวาจาออกมาจนได้ โสตินทรีย์พูดพลางฉุดมือเพื่อนสาวไปที่ห้องของฟาคาราดีนทันที และเมื่อถึงที่กักตัว ดิอินวิซิบิลิตี้ก็ได้สัมผัสตัวเของป้าหมายผู้อยู่นอกแผนการที่กำลังตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออย่างขาดสติ “ชู่ว.. ถ้าอยากออกจากที่นี่ก็เงียบซะ! ฉันมาช่วยแล้ว” ม่านหมอกเข้าไปกระซิบฟาคาราดีนก่อนจะใช้มือที่ว่างอยู่ของเธอจับมือของฟาคาราดีนเอาไว้ แล้วพากันออกมาจากตึกเมลฟิลด์พร้อมกับ เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม เมื่อหนีออกมาจนถึงที่ที่คิดว่าลับสายตาจากพวกของดันทัวร์แล้ว มีสท์ก็ปล่อยมือออกจากทั้งคู่ “รออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ” เธอหันหพูดกับคุณเวิร์ด “เดี๋ยว!.. เธอเป็นใครกัน ไม่ใช่พวกของดันทัวร์เหรอ? แล้วผ่านเข้าออกจากปราสาทนั้นได้โดยที่ไม่มีใครเห็นได้ยังไงกัน?” ฟาคาราดีนถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “ตอนนี้ไม่มีเวลาจะเล่าแล้ว เพื่อนของฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย นายก็เหมือนกันคอยฉันอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าฉันไม่กลับออกมาภายในสามสิบนาทีก็ให้หนีไปซะ” สาวผมเปียอธิบายอย่างลุกลี้ลุกลนก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในปราสาท ณ เหตุการณ์ปัจจุบัน ภายในปราสาทที่เป็นแหล่งซ่องสุมขององค์กรอักขระแห่งความมืด “ฉันเชื่อในตัวเธอนะมีสท์ ฉันเชื่อในตัวเธอนะมีสท์..” โสตนั่งคุกเข่าก้มหน้าก้มตาบ่นพึมพำประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. โดยที่เบื้องหน้าของเขาก็คือดันทัวร์ เทเปสที่กำลังยืนกอดอกอย่างเย่อหยิ่งพลางชำเลืองมองลงต่ำด้วยสายตาอันหยามเหยียด โสตถูกพบเข้าเสียแล้ว.. “เวลาคนมันกำลังจะตาย หรือในกรณีของแกที่กำลังตกเป็นทาสของฉัน อาการมันก็เป็นอย่างนี้แหละ.. แต่อย่ากังวลไปเลยไอ้อ้วน แค่พริบตาเดียวแกก็จะมีทุกอย่างที่แกอยากได้.. อยากพูดอะไรก่อนจะมาเป็นทาสของฉันไหม?” ชายผิวซีดผู้ทะนงตนยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเชลยของอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนลุก หัวของโสตในตอนนี้ไม่ได้วอกแวกคิดถึงเรื่องอื่นเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาคิดถึงมีเพียงแค่เรื่องเท่านั้น ซึ่งก็คือมีสท์นั่นเอง.. ชายหูกางพึมพำประโยคเดิม ๆ ของเขาต่อไปจนกระทั่งเขารู้สึกได้ว่าเขี้ยวคู่นั้นขยับเข้ามาใกล้จนกำลังจะสัมผัสลงบนคอของเขาแล้ว.. “ฉัน.. รักเธอ..” ชายร่างท้วมหลุดวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาก่อนจะหลับตาพริ้มพร้อมอมยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก แต่โสตที่ปลงใจพร้อมสำหรับการสูญเสียความเป็นตัวเองแล้ว ก็ได้สะดุ้งเฮือกขึ้นมาอีกครั้ง! เดอะบัคสัมผัสได้ถึงมืออันแสนจะอุ่นนิ่มกำลังคว้าแขนของเขาก่อนจะฉุดให้ลุกขึ้น และในวินาทีเดียวกันนั้นเอง.. ร่างกายของชายผู้สิ้นหวังก็ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องลอยจากสายตาของดันทัวร์ ทั้งคู่พากันวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อให้ได้ออกไปจากสถานที่ที่อันน่าสยดสยองแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งในขณะที่กำลังหลบหนีอยู่นั่นเอง.. โสตินทรีย์ก็ได้จ้องมองไปยังหญิงสาวผู้ที่กำลังจูงมือและวิ่งนำหน้าเขาอยู่ ภาพทุกอย่างที่ชายหนุ่มเห็นในตอนนี้กลายเป็นภาพที่ผ่านไปอย่างช้า ๆ เหมือนเวลาถูกหารด้วยสี่ ผมเปียอันพลิ้วไหว และแววตาที่เหลือบชำเลืองมามองด้านหลังเป็นระยะนั้น ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ จนในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็หนีรอดออกมาจากปราสาทได้อย่างปลอดภัย.. มือของทั้งคู่ยังคงจับกัน แต่พวกเขากลับไม่ได้คุยอะไรกันเลยแม้แต่ประโยคเดียว บรรยากาศช่างเงียบสงัด.. โสตินทรีย์ทำเพียงแค่เดินก้มหน้าก้มตามองแต่ผืนดิน ส่วนมีสท์ก็พยายามเลี่ยงสายตาของเธอออกจากชายหนุ่ม ทั้งสองพยายามประคองความอึดอัดนี้เดินจูงมือกันเพื่อไปยังจุดนัดพบ.. แต่หลังจากเดินด้วยกันไปได้สักพัก มีสท์ก็ทนความคับข้องใจไม่ไหวจึงตัดสินใจถามโสตไปอย่างตรง ๆ “ที่นายพูดก่อนที่เราจะหนีออกมานั่นเรื่องจริงเหรอ?” และเมื่อได้ยินคำถามนั้นจากสาวผมเปีย มันก็ทำให้หัวใจของโสตกลับมาเต้นรัวอีกครั้ง.. จนทำให้เขาอึกอักอยู่สักพักใหญ่ ความกดดันของคำถามทำให้สภาวะร่างกายของเขาแสดงออกถึงความวิตกกังวล หนุ่มผมยาวเหงื่อแตกพลั่ก มือของเขาเย็นเฉียบ ก่อนที่อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ชายที่สุดแสนจะขี้อายคนนี้ตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปอย่างตรง ๆ เช่นกัน! “ใช่.. ฉันชอบเธอ ชอบมานานแล้วด้วย ในตอนที่ฉันกำลังจะถูกดันทัวร์ฝังเขี้ยว ฉันก็คิดว่าถ้าฉันไม่ได้พูดประโยคนั้นออกไป ฉันคงต้องเสียใจที่ไม่ได้ระบายมันออกไปแน่ ๆ และมันคงจะเป็นประโยคที่ค้างคาในจิตวิญญาณของฉันไปตลอด” โสตหลับหูหลับตารัวคำพูดออกไปอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น.. ทางฝั่งม่านหมอกเปิดใจกลับเช่นกัน “ฉันก็รู้สึกดีกับนายนะ.. แต่แค่ในฐานะเพื่อนน่ะ นายเข้าใจฉันนะ?” เธอพูดพลางเอื้อมมือไปตบไหล่โสตเบา ๆ “อื้อ.. ฉันเข้าใจ ว่าแต่เธอไม่โกรธใช่ไหมที่ฉันแอบชอบเธอ?” ชายหนุ่มหูกางเหลือบสายตามองต่ำก่อนถามขึ้นด้วยความกังวล “ไม่โกรธหรอก.. ฉันจะโกรธนายทำไมล่ะ? มีคนรักก็ต้องดีกว่ามีคนเกลียดสิ จริงไหม?” มีสท์ตอบกลับพลางเอื้อมเอาแขนไปคล้องคอโสต “แต่ว่าที่สิ่งนายทำเมื่อกี้เนี่ย สุดยอดไปเลยนะ คิดไม่ถึงเลยว่านายจะตัดสินใจแบบนั้น ฉันประทับใจมาก ๆ เลยล่ะ” เด็กสาวแห่งตระกูลเมฆะมายาหันไปยิ้มให้กับโสตินทรีย์ ด้วยรอยยิ้มนั้น.. มันควรจะทำให้โสตดีใจเป็นที่สุดเพราะมันเป็นรอยยิ้มจากคนที่เขารัก แต่ไม่ใช่เลย.. มันกลับทำให้เขารู้สึกละอายใจมากไปกว่าเดิมเสียอีก ตัวเขาได้แต่คิดในใจว่า “ที่ฝืนใจทำแบบนั้นไปก็เพราะฉันได้ใช้อวัยวะพิเศษแอบฟังการสนทนาของเธอกับเพื่อน ๆ จนได้รู้ว่าเธอชอบคนแบบไหนไงล่ะมีสท์ ขอโทษนะ.. ฉันมันแย่จริง ๆ ” แต่เขาแสดงออกมาได้เพียงแค่อมยิ้มและก้มหน้ามองต่ำลง จนกระทั่งมาถึงที่ซุ่ม ซึ่งทั้งหมดก็เริ่มเดินทางกลับไปยังจุดที่นัดหมายกับสตีฟไว้ต่อไป “เฮ้.. ฉันชื่อฟาคาราดีนนะ สรุปพวกเธอคือใครกันแน่? แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่ช่วยพาฉันออกมาด้วย” ในระหว่างเดินหนุ่มชาวอาหรับก็ได้หันไปพูดกับมีสท์ “ไปขอบคุณเขาเถอะ เพราะที่จริงแล้วแผนของเราคือการเข้ามาช่วยคุณเวิร์ดเฉย ๆ แต่โสตได้ยินเสียงนายตอนกำลังขอความช่วยเหลือ เขาเลยเสียสละให้ฉันพานายออกมาก่อน” เธอพูดพลางมองต่อไปยังโสตินทรีย์ และทางฟาคาราดีนเองก็ส่งยิ้มไปให้กับโสต พร้อมกับก้มหัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอบคุณ “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นตอนประกาศผลสอบเหรอ?” เขาถามต่อ ซึ่งหลังจากนั้นโสตก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟาคาราดีนฟังทั้งหมด.. ก่อนที่โสตจะได้รับสัญญาณอะไรบางอย่างจากอวัยวะพิเศษของเขา “นี่ทุกคน! มีการติดต่อเข้ามาจากสตีฟล่ะ.. พวกเขากลับมาถึงจุดนัดพบแล้ว เร่งฝีเท้ากันเถอะ” ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้นก่อนที่ทั้งหมดจะรีบเดินไปยังจุดหมายเพื่อรวมกลุ่ม และในขณะเดียวกันนั้นเอง.. ณ ปราสาทของเหล่าเดอะดาร์คอัลฟาเบต เหล่าสมุนต่างพากันร้อนรนอลหม่านกันไปหมดหลังทราบข่าวว่า เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีชที่สามหายตัวไป “ปล่อยพวกเขาไปอย่างนี้จะดีหรอจ้ะ?” สาวน้อยหน้ากลมหนึ่งในสมาชิกองค์กรเอ่ยถามดันทัวร์ด้วยความวิตกกังวล “ดีสิ.. ถึงจะผิดแผนไปหน่อยแต่ก็ดีแล้ว” ผู้นำจอมอหังการตอบอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนที่จะยิ้มด้วยมุมปากด้วยความเจ้าเล่ห์.. กลับมาทางด้านของเกษม ที่จุดรวมตัวกลุ่ม.. ทั้งสองทีมที่แยกย้ายกันไปทำภารกิจต่างกลับมารวมกันอีกครั้งพร้อมกับคำถามมากมายที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด “อลัน!!” ทันทีที่มีสท์เห็นร่างอันบอบช้ำขั้นวิกฤตของเพื่อน เธอก็วิ่งปรี่เข้าไปหาในทันที “เขาจะเป็นอะไรมากไหม?” ม่านหมอกหันไปถามมิทาจิที่กำลังดูอาการเจ้าของสมญาขาแห่งปาฏิหาริย์อย่างใกล้ชิด “ถึงชีวิตแน่ค่ะ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างที่ควรจะเป็น.. การปฐมพยาบาลก็เหมือนกับแค่ยื้อชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น” นินจาสาวตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ซึ่งหลังจากไปได้ยินแบบนั้น น้ำตาที่เพียงปริ่มออกมาตรงขอบตาในตอนแรก ก็ล้นทะลักออกมาอย่างไม่สามารถหยุดได้.. มีสท์ร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ จนเกษมที่อยู่ใกล้ ๆ ต้องเข้าไปโอบปลอบ โดยที่เธอก็ได้กอดร่างของชายหนุ่มไว้แน่นเช่นกัน “แล้วข่าวร้ายอีกที่อย่างจะบอกก็คือ พวกเราไม่สามารถพาโจเซฟออกมาได้” สตีฟพูดแทรกด้วยสีหน้าผิดหวัง ก่อนที่เสียงสะอื้นของมีสท์จะถูกกลั้นไว้ชั่วขณะ.. “ทำไมล่ะ?” เธอถาม “พวกฉัน.. เจอศัตรูที่แข็งแกร่งเกินไป ให้ตายสิ.. ไม่อยากจะพูดแบบนี้เลย” ผู้ที่เป็นถึงพลเอกแห่งกองทัพสหรัฐก้มหน้าลงมองพื้นดินด้วยความเจ็บแค้น “ที่พวกเรารอดออกมาได้ก็เพราะพวกมันอยากได้ตัวของเกษมเพื่อแลกกับโจเซฟ มันเลยให้ฉันกับมิทาจิกลับมาคิดเกี่ยวกับข้อเสนอที่มันยื่นให้ โชคดีที่มันไม่รู้ว่าเกษมอยู่แถวนั้น ไม่งั้นพวกเราคงไม่รอดกลับมาแน่” เขาอธิบายต่อ โดยที่มีเจ้าปั๊กกี้มาคลอเคลียอยู่ใกล้เพื่อให้กำลังใจ และในสภาวะที่ทุกคนต่างมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่อยู่นั้น.. “แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีเรื่องดี ๆ อยู่นะ! ภารกิจของพวกเธอก็สำเร็จนี่ แถมยังทำได้เกินเป้าหมายอีกด้วย!” เกษม็ได้เอ่ยขึ้นพลางมองไปยังเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม และฟาคาราดีน ก่อนพูดให้กำลังใจเพื่อน ๆ ที่กำลังหม่นหมอง “พวกเราทำได้แน่! ถ้าทุกคนตั้งสติได้แล้วช่วยกันหาทางออก เราทำได้แน่! เราจะหยุดไอ้แวมไพร์ชั่วนั่นได้แน่!!” ชายผู้มีดวงตาพิเศษย้ำอย่างมั่นใจ.. และด้วยประโยคปลุกเร้านี้เอง ก็ทำให้เพื่อน ๆ กลับมามีความฮึดขึ้นอีกครั้ง มีสท์ค่อย ๆ ปาดน้ำตาของเธอออก.. ส่วนสตีฟก็เงยหน้ากลับขึ้นมาสบตาของเกษมด้วยความมุ่งมั่น “ฝากดูแลอลันทีนะมิทาจิ เดี๋ยวพวกพี่จะหาทางช่วยคุณเวิร์ดก่อน” เกษมเอ่ยขอพลางมองไปยังร่างที่มีอาการสาหัส “ได้เลยค่ะ” สาวน้อยตอบกลับทันควัน “ส่วนนายน่ะ ชื่ออะไรเหรอ?” หนุ่มแว่นหันไปถามฟาคาราดีนต่อ ก่อนที่ทั้งหมดจะแนะนำตัวและทำความรู้จักกันในเบื้องต้น “ไม่ต้องเกร็งไปนะ ทำตัวตามสบาย อย่างน้อยตอนนี้เราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว” เกษมหันไปพูดกับเพื่อนใหม่อีกครั้งด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ก่อนจะเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติบนใบหน้าของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีชที่สาม “เอ.. แล้วปากของคุณเวิร์ดโดนอะไรสีแดง ๆ ปิดอยู่ล่ะเนี่ย?.. น่าจะเป็นอวัยวะพิเศษอะไรสักอย่างแน่ ๆ ขอใช้พลังดูแป๊บหนึ่งนะ” เดอะไซท์สตีลเลอร์พูดพลางใช้ดวงตาพิเศษของเขาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จนคาดการณ์ได้เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังปิดปากของคุณเวิร์ดอยู่ “อย่างนี้ก็ได้เหรอ? โอโฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลย” และก็เป็นอีกครั้งที่ชายผู้มีตาสองสีตะลึงจนต้องหลุดประโยคติดปากของเขาออกมา“เมื่อคนชั่ว คิดใหญ่ จะใฝ่สูงและชักจูง พวกเจ้า เข้าเป็นผองจงพินิจ พิจารณา จงตริตรองจะร่วมดอง หรือแข็งสู้ ให้รู้ไป”