“ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันนั้น...”
ชินรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นในห้องสมุดจากปากของมาโมรุในเย็นวันถัดมา
“นักเรียนแลกเปลี่ยนนั่นแปลกคนนะ”เด็กหนุ่มเปรย “จับตาดูไว้หน่อยก็ดี ฉันคิดว่าหมอนั่นไม่น่าจะใช่พวกของเรานักหรอก”
“พวกฉันก็คิดแบบนั้น”มาโมรุบอกขณะที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเสร็จจากการซ้อมของชมรมฟุตบอลใน่เย็น“แต่มินาโยะก็ดันไปทำตัวสนิทสนมกับหมอนั่น กลายเป็เื่ยุ่งยากไปซะได้”
มาโมรุบ่น
“ยังไงก็เถอะฉันฝากเท็ตสึยะช่วยประกบหมอนั่นไว้แล้ว คิดว่าคงไม่มายุ่งกับนานาโกะอีกสักพัก”
“เด็กที่ชื่อนานาโกะนั่นเป็เพื่อนสมัยเด็กของพวกนายล่ะสินะ”ชินว่า
“ใช่”มาโมรุตอบ “อยู่ด้วยกันมาั้แ่เกิดล่ะมั้งเพราะบ้านยัยนั่นอยู่ข้างบ้านฉันด้วยแหละ แต่นานะน่ะสนิทกับโทวะมากกว่า”
“แต่ฉันไม่ค่อยเห็นเธออยู่กับพวกนายเลยนะ”ชินเปรย “แล้วความสัมพันธ์ของพวกนายสี่คนก็แปลกๆด้วยสิ”
ชินเหลือบมองมาโมรุเขาไม่ได้คิดไปเองหรอกว่าสี่คนนี้มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดกว่าเพื่อนสนิทสมัยเด็กทั่วไปมันทั้งซับซ้อนและเข้าใจได้ยากทั้งที่ปกติแล้วเพื่อนสนิทมักจะไปไหนด้วยกันเป็กลุ่มแต่เท่าที่เขาเห็นเหมือนเด็กสาวที่ชื่อนานาโกะนั่นจะถูกกันไว้ให้อยู่ในอีกสถานะหนึ่งเรียกง่ายๆก็เหมือนกับถูกผลักให้ออกห่างจากกลุ่มไม่ว่าจะเพราะเพื่อปกป้องหรืออะไรก็แล้วแต่เด็กผู้ชายทั้งสองคนเลือกที่จะอยู่กับมินาโยะมากกว่าเธอทีแรกชินคิดว่าเป็เพราะเด็กสาวอยู่คนละห้องกับพวกเขา แต่มาคิดดูดีๆ เขาไม่เคยเห็นสี่คนนี้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเลยสักครั้งถ้ามีผู้หญิงคนใดคนหนึ่งอยู่ อีกคนจะถอยห่างออกมามาโมรุเองก็ทำตัวเหมือนไม่อยากจะยุ่ง แต่ก็ดูจะเป็ห่วงคนทั้งคู่ส่วนโทวะเห็นชัดๆว่าเลือกที่จะอยู่กับมินาโยะแต่ชินก็จับความรู้สึกได้ว่าที่พยายามผลักเด็กผู้หญิงอีกคนห่างออกไปนั่นก็เพราะ้าที่จะไม่ให้เกิดเื่วุ่นวายกับเ้าหล่อนเองมากกว่า
แสดงว่าทางนั้นเองก็สำคัญกับเ้าตัวเหมือนกัน...
ชินสรุปเอาเองในใจ
“ฉันว่านายอย่าไปยุ่งกับเื่นี้เลยดีกว่า”มาโมรุพูดลอยๆก่อนจะปิดประตูล็อคเกอร์ หันมาเร่งให้เขาเก็บข้าวของให้เสร็จ
ชินเห็นด้วยกับมาโมรุสำหรับสี่คนนี้แล้วเขาเป็คนนอกที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลยการเข้าไปยุ่งมีแต่จะสร้างความวุ่นวายให้ทุกคนเปล่าๆสำหรับเขาแล้วการคบหากับคนเหล่านี้ก็เพราะหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์เท่านั้นนอกเหนือจากนั้น เขาไม่ควรเสนอตัวเข้าไปวุ่นวายกับเื่ใดๆทั้งสิ้น
กว่าเด็กหนุ่มทั้งคู่จะเสร็จจากการซ้อมใน่เย็นท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีเป็สีน้ำเงินเข้มไปแล้วสุดสัปดาห์นี้ชมรมฟุตบอลจะเริ่มการคัดตัวนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในงานประเพณีชินคิดว่าตัวเขาเองควรจะให้ความสนใจเื่พวกนี้มากกว่าเื่ความสัมพันธ์ของคนอื่น
“งั้นแยกกันตรงนี้แหละเจอกันพรุ่งนี้นะ”
ชินบอกมาโมรุ
“นายไม่กลับแมนชั่นเหรอ?”มาโมรุถามเมื่อเห็นเด็กหนุ่มกำลังจะเดินไปอีกทาง
“ว่าจะแวะไปหาอะไรกินที่ร้านสะดวกซื้อสักหน่อย”
ชินตอบ
“มากินข้าวบ้านฉันสิ”มาโมรุชวน “โทวะเองก็มาบ่อยๆ นายเองก็ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบใจมากไว้วันหลังแล้วกัน”
เด็กหนุ่มปฏิเสธโดยไม่ให้เหตุผลแต่มาโมรุก็ไม่ได้ซักอะไรต่อ เขาเดินเลี่ยงไปอีกทางส่วนชินก็มุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อเ้าประจำของเขา
ชินย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้ได้หลายเดือนแล้วและก็เริ่มชินกับการใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้นด้วย ที่ผ่านมาแม้ว่าเท็ตสึยะจะย้ายมาที่นี่พร้อมกันกับเขาและอาศัยอยู่ห้องข้างๆแต่หมอนั่นกลับเข้าห้องไม่เป็เวล่ำเวลาเท็ตสึยะมักจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนในชมรมบ้าง ตระเวนไปกินข้าวกับเพื่อนใหม่ที่เขาเพิ่งรู้จักบ้างเด็กหนุ่มถนัดการใช้ชีวิตแบบนั้น นานๆทีจะแวะออกไปหาอะไรกินกับเขาบ้างสักครั้งส่วนชินนั้นมักจะชอบที่จะทำอะไรตามลำพังมากกว่า สำหรับเขาแล้วการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆมันชวนให้อึดอัดใจ
วันนี้เป็อีกวันที่เขาเลือกที่จะหาอะไรกินข้างนอกชินมีร้านราเมนเ้าประจำที่ตั้งอยู่ชั้นสองของร้านสะดวกซื้อเขามักจะแวะมาที่นี่บ่อยๆเวลาที่้าอยู่ตามลำพังใช้ความคิดว่าวันนี้จะต้องตระเวนไปตามสถานที่ไหนบ้างเพื่อตามหาความทรงจำที่ขาดหายไปเขาไม่ได้เล่าเื่นี้ให้ที่บ้านหรือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ฟัง เขาไม่ไว้ใจคนเ่าั้ตราบใดที่เขายังเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยที่ไม่ต้องอยู่ในการควบคุมของทางนั้นเขาก็จะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับต่อไป
เด็กหนุ่มใช้เวลาละเลียดอาหารเย็นอยู่สักพักเขานึกไม่ออกว่าเหลือสถานที่ไหนบ้างในเมืองนี้ที่เขายังไปไม่ถึงไม่มีอะไรรับรองว่าความทรงจำที่ขาดหายไปของเขาอยู่ที่เมืองนี้นอกไปเสียจากลางสังหรณ์ของเขาเอง แต่ชินคิดว่ามันอยู่ที่นี่จริงๆอาจจะเป็ที่ไหนสักแห่งที่เขาอาจผ่านเลยไปจนไม่ทันสังเกต หรือใกล้ตัวเขามากจนเขาไม่ทันรู้สึกตัว
อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มนึกอะไรไม่ออกเลยเขาลองคิดทบทวนเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวเองกับผู้พิทักษ์คนอื่นๆดูความทรงจำของมินาโยะเองก็มีไม่ครบแต่เด็กสาวเลือกที่จะไม่ตามหาและดูท่าว่าจะปล่อยให้มันค่อยๆกลับมาเองแต่ถ้ามันไม่กลับมาล่ะ...? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าต้องเผชิญหน้ากับพวกนักรบอเวจีโดยที่ตัวเองจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างถ้าอย่างนั้นมันก็จะเป็เหมือนกับมาโมรุแต่อย่างในกรณีของมาโมรุนั้นเขามารู้เอาทีหลังว่าความทรงจำของหมอนั่นอยู่กับคู่หมั้นของตัวเองแถมยังเป็คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่โลกโน้นด้วย
ถ้านั่นหมายถึงความทรงจำของผู้พิทักษ์อยู่กับใครสักคนที่เคยใช้ชีวิตด้วยกันมานั่นหมายความว่าที่โทวะได้ความทรงจำกลับมาครบเพราะเขาอยู่ด้วยกันกับคนที่มีความทรงจำร่วมกับเขา...ซึ่งในที่นี้ชินคิดออกอยู่คนเดียวก็คือเด็กสาวที่ชื่อนานาโกะ มาโมรุเองก็ด้วยส่วนเท็ตสึยะ... ต้องใช่แน่ๆ...ถ้าอย่างนั้นเหตุผลที่ความทรงจำของเขากับมินาโยะขาดหายไปเป็เพราะยังไม่ได้พบกับคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างนั้นสินะ
แล้วทำไมความทรงจำที่ควรจะเป็ของเขาเองถึงได้ไปอยู่กับคนอื่นล่ะ..?
ชินพยายามคิด
ในตอนที่เขาได้พบกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เป็ครั้งแรกก่อนหน้าที่เขาจะรู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าเขาเป็ผู้พิทักษ์ หมอนั่นเคยพูดเอาไว้ว่า ‘จะคืนความทรงจำให้’ แสดงว่าความทรงจำของเขาถูกเอาไปหรือถูกทำให้จำไม่ได้อย่างนั้นเหรอถ้าเป็อย่างนั้น ‘ใคร’เป็คนเอามันไปล่ะ เพราะความทรงจำสุดท้ายที่เขาจำได้ก่อนที่เขาจะตายแล้วกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งคนที่เขากำลังเผชิญหน้าด้วยนั้นคือนักรบอเวจี
ชินรู้สึกว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น
ถ้าเขาอยากได้ความทรงจำกลับมามีแต่ต้องไปตามหาคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเขาหรือไม่ก็เผชิญหน้ากับพวกนักรบอเวจีเท่านั้น
พอประเมินพลังของตัวเองแล้วชินคิดว่าหนทางแรกดูจะง่ายกว่าแม้จะไม่รู้ว่าการจะไปตามหาคนในความทรงจำที่แม้แต่เขาเองก็ยังจำหน้าไม่ได้นั้นจะทำได้ยังไงก็ตาม
“ว้าย!”
เสียงหนึ่งร้องดังขึ้นขณะที่เด็กหนุ่มกำลังใช้ทางลัดผ่านสวนสาธารณะกลับแมนชั่น เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องตามมาด้วยเสียงหนักๆกระทบพื้น บางทีผู้หญิงคนนั้นคงสะดุดล้มแล้วก็เป็อย่างที่เขาคิดจริงๆ
ตรงลานกว้างในสวนสาธารณะมีร่างผอมบางของเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขานั่งอยู่ที่พื้นเธอหันหลังให้เขาและกำลังเอามือข้างหนึ่งจับข้อเท้าของตัวเองไว้ ชินเหลียวมองไปรอบตัวไม่มีใครอยู่แถวนี้อีกเลยต้องจากตัวเขา เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปหาเพราะหากจะทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินหนีไปซะคงไม่ทันการณ์แล้วแน่ๆ
“ขอฉันดูหน่อย”
เสียงทุ้มของเขาคงทำให้เด็กสาวสะดุ้งเธอผงะเมื่อตอนที่เขานั่งลงข้างๆและค่อยๆดึงมือเธอออกจากข้อเท้าอย่างระมัดระวัง
“ข้อเท้าพลิกนี่นา”
เด็กหนุ่มเอ่ยพลางควานหากระป๋องเครื่อมดื่มในถุงที่เขาขนมาจากร้านสะดวกซื้อเพื่อประคบเย็น
“เธอกินของเย็นๆในวันที่อากาศหนาวแบบนี้เหรอ?”
เด็กสาวถามเขา
ชินเงยหน้าขึ้นมองเธอ
“มีปัญหาหรือไง...”
แล้วน้ำเสียงของเขาก็ถูกกลืนหายไปเมื่อได้สบกับั์ตาสีส้มสวยคู่นั้นมีคราบน้ำตาเจือจางอยู่ตรงขอบตาของเด็กสาวก่อนที่แววตานั้นจะจ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
ชินหลบสายตาและหันไปสนใจข้อเท้าของเธอแทน
เขาเคยเห็นเด็กสาวคนนี้หลายครั้งแล้วที่สวนสาธารณะนี้นับั้แ่ที่เขาค้นพบทางลัดระหว่างร้านสะดวกซื้อกับแมนชั่นของเขาเธอเป็เด็กสาวรูปร่างผอมบางที่ตัวสูงกว่าเขาเล็กน้อย (แต่จัดว่าสูงมากในหมู่เด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน)ผิวของเธอสีน้ำนมตัดกับสีของั์ตาไว้เรือนผมสีน้ำตาลทองมัดรวบกลางศรีษะและชอบสวมแว่นตากรอบดำอันใหญ่ เธอมักจะมาปรากฏตัวที่ลานนี้ใน่หัวค่ำและซ้อมเต้นรำอยู่ตามลำพังจนดึกดื่นครั้งแรกที่พบเขาคิดว่าเธอเป็เด็กสาวประหลาดแต่ก็ชินเสียแล้วที่เห็นเธออยู่ที่นี่เป็ประจำแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ
“ลุกไหวหรือเปล่า?”
ชินถามเด็กสาวเธอพยักหน้าให้เขาและยื่มมือออกมาตอบรับฝ่ามือเขา เด็กหนุ่มพาเธอไปนั่งพักที่ชิงช้าใกล้ๆก่อนจะเดินไปยังตู้กดน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
“เอ้า!”
เขายื่นชากระป๋องอุ่นๆไปให้เธอเด็กสาวรับเอาไว้แต่ยังไม่ยอมดื่ม
“เธอชอบช่วยเหลือคนแปลกหน้าแบบนี้ทุกครั้งเลยหรือเปล่า?”
เด็กสาวเอ่ยถามเมื่อตอนที่เขากำลังกระดกกาแฟกระป๋องเข้าไปอึกใหญ่
ชินเหลือบตามองเธอและพบว่าเธอเองก็กำลังจ้องมองเขาอยู่ผ่านกรอบแว่นตาอันใหญ่ที่ดูจะไม่เข้ากับเธอเลย
“จะบอกว่าฉันยุ่งไม่เข้าเื่หรือไง?”เด็กหนุ่มถามกลับ “หรือเธออยากจะให้ฉันเดินผ่านเธอไปเฉยๆกันล่ะ?”
“เปล่าฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันแค่แปลกใจน่ะ”
เธออมยิ้มนิดๆในแบบที่ชินไม่เข้าใจความหมายเด็กสาวเปิดกระป๋องชาที่เขาให้และยกขึ้นดื่ม
“อุ่นดีจัง...”
เด็กสาวพึมพำก่อนจะหันมาพูดกับเขา
“ขอบคุณนะ”
ชินเสมองไปอีกทาง
“ว่าแต่เธอมาทำอะไรในที่แบบนี้คนเดียวกันล่ะมันอันตรายไม่รู้หรือไง”
“ปกติฉันไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียวเสียหน่อย”เด็กสาวปฏิเสธ แต่ชินจำได้ว่าทุกครั้งที่เห็นเธอ เขาไม่เคยเห็นเธออยู่กับคนอื่นเลย“ฉันอยู่กับพี่ชายต่างหาก แต่วันนี้เขามีคัดตัวที่ชมรมก็เลยเลิกดึกน่ะสิ”
เด็กสาวบ่นกระปอดกระแปดและดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่
“ถึงงั้นก็เถอะมันใช่เวลาจะออกมาอยู่นอกบ้านหรือไง”
“เธอเองก็อยู่ข้างนอกบ้านเหมือนกันไม่ใช่หรือไง”
เด็กสาวย้อนเขาได้อย่างเจ็บแสบ
ชินี้เีจะเถียงกับเธอแล้ว
“ไปหาที่ซ้อมที่มันเป็ส่วนตัวกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงยังไงเธอก็เป็เด็กผู้หญิงนะ”
เด็กสาวเงียบไปดื่มชาอีกครั้งและหันมามองเขาด้วยแววตาที่ตรงไปตรงมา
“เป็ห่วงคนแปลกหน้าด้วยเหรอ? เธอน่ะ?”
ชินไม่ตอบคำถามเด็กสาวเขาจัดการกับกาแฟกระป๋องในมือของตัวเองไปเงียบๆปล่อยให้เด็กสาวจ้องเขาจนเบื่อและละสายตาไปเอง
“ฉัน...ไม่ชอบห้องแคบๆน่ะ” เด็กสาวเอ่ย พลางเงยหน้าขึ้นมองโคมไฟในสวนสาธารณะ“ฉันชอบเวลาที่สายลมวิ่งผ่านตัวฉันไปมากกว่าฉันชอบที่จะให้การเต้นของฉันเป็ส่วนหนึ่งของสายลม...”
เธอยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เขาไม่เข้าใจความหมายอีกแล้วแต่ถึงอย่างนั้น เด็กสาวก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกและนั่งดื่มชาในมือของตัวเองไปเงียบๆตอนนี้ชินจัดการกาแฟกระป๋องเสร็จแล้วและกำลังตั้งสมาธิโยนมันลงถังขยะที่ตั้งอยู่ข้างตู้
“ขาเธอเป็ยังไงบ้าง?”
เขาหันมาเช็คอาการอีกครั้งพลางคิดว่านี่ก็ดึกมากพอดูที่จะอยู่ที่นี่ตามลำพังในวันที่อากาศหนาว
เด็กสาวถือกระป๋องเปล่าไว้ในมือและประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืนขาข้างที่พลิกทำให้เธอทรงตัวได้ไม่ดีนักเด็กสาวใช้มืออีกข้างจับเสาชิงช้าอย่างทุลักทุเล
“ฉันคิดว่าน่าจะพอเดินกลับไหวแหละ”เธอบอก
“ติดต่อพี่ชายเธอด้วยสิให้เขามารับไปดีกว่า”
“ฉันคิดว่าเขาคงมาแล้วล่ะ”เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนเสียดายนิดๆ“ฉันนัดกับเขาไว้ที่ร้านสะดวกซื้อข้างหน้านี่น่ะ ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉันไว้”
เธอหันมาบอกกับเขาและยิ้มให้อย่างจริงใจ
“หวังว่าจะไม่เห็นเธอแถวนี้ตอนดึกๆอีกนะ”
ชินบ่น
“ฉันไม่สัญญาหรอกนะ”
เด็กสาวพูดล้อๆก่อนจะเดินหายไปในความมืด
