ตอนที่ 31 บุตรสาวของตระกูลร่ำรวยที่ยังมิได้แต่งงาน
หลินเซียงเอ๋อร์กลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ นางวางภาพลักษณ์ของตนเองไว้สูงส่งและสง่างามสายตาของนางแสดงออกถึงความงุนงงเล็กน้อย ในมือถือผ้าเช็ดหน้าที่กำลังยกขึ้นมาปิดจมูกจากนั้นก็เอ่ยว่า “หลินหร่วน เ้าถืออันใดมา นำออกมาให้ข้าดูประเดี๋ยวนี้”
หลินหร่วนจะมิเข้าใจจุดประสงค์ของหลินเซียงเอ๋อร์ได้เยี่ยงไร? หากตนนำเนื้อกระต่ายตุ๋นในตะกร้าให้นางดูเช่นนั้นยังจะสามารถนำกลับมาได้อยู่อีกหรือ ?
ถึงแม้ว่าเนื้อชามนี้จะมิได้มีค่าอันใด แต่นางยอมเทมันให้สุนัขกินดีกว่ามอบเนื้อชามนี้ให้แก่หลินเซียงเอ๋อร์กับหลินเหมย
ดังนั้นหลินหร่วนจึงดันตะกร้าไปทางโจวเหลียนเอ๋อแล้วดึงมือกลับมาพร้อมกับเอ่ยว่า
“ไอหยาทั้งตะกร้าและเนื้อล้วนเป็ของโจวเหลียนเอ๋อ ข้าเพียงช่วยนางถือเท่านั้น”
“ท่านน้าเล็ก ใช่ว่าข้ามิอยากให้ท่านดู ทว่านี่เป็ของตระกูลโจวข้ามิสามารถตัดสินใจโดยพลการได้”
“แต่หากท่านน้าเล็กอยากกิน ข้าจะขอเนื้อจากน้องเหลียนสักสองชิ้นก็ได้ั้แ่ไหนแต่ไรมา น้องเหลียนเป็คนจิตใจดี เขาย่อมเห็นด้วยกับข้าแน่ ๆ ”
พอเอ่ยจบ หลินหร่วนก็ทำท่าทีราวกับกำลังจะเอ่ยขอเนื้อ
หลินเซียงเอ๋อร์หน้าชาเล็กน้อย ดังนั้นนางจึงเอ่ยออกมาว่า“เอ่ยอันใดมั่วซั่ว ข้าน่ะหรือที่อยากกิน ? ข้าเพียงมิเคยเห็นอาหารชนิดนี้มาก่อนดังนั้นข้าจึงอยากลองชิมเศษเนื้อสองสามชิ้นก็เท่านั้น”
หลินหร่วนหันกลับมา พร้อมพยักหน้าด้วยท่าทางที่เกินจริง“น้าเล็กเอ่ยได้ถูกต้อง ท่านมีชีวิตที่สูงส่ง ในอนาคตหากแต่งเข้าไปในจวนขุนนางท่านจะหากินอาหารหยาบ ๆ แบบนี้ได้จากที่ใด ? ”
“อาหารชนิดนี้ข้ามิเคยเห็นมาก่อนแน่นอนว่ามันต้องหายากแน่นอน”
พอเอ่ยจบก็แสร้งกล่าวโทษตนเองเสียงเบา “ข้ามิได้สูงส่งเพียงนั้นบัดนี้พอได้กลิ่นหอมลอยเข้าจมูก ทำให้ข้านึกถึงเนื้อกระต่ายนุ่ม ๆ เมื่อทานเข้าไปมีรสชาติเผ็ดติดอยู่ในปากแค่นึกถึงก็น้ำลายไหลแล้ว”
“ไอหยา ! ข้ามิอยากนึกถึงมันแล้ว เพราะข้ามิอยากอับอายไปมากกว่านี้”
“อึก”
“อึก! ”
เสียงกลืนน้ำลายของหลินเซียงเอ๋อร์กับหลินเหมยดังขึ้นมาพร้อมกัน
หลินหร่วนจ้องมองหลินเซียงเอ๋อร์ด้วยสายตาประหลาดใจมิคาดคิดเลยว่านางจะแสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา
โจวเหลียนเอ๋อเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะของตนเอง
แต่ก่อนนางคิดอิจฉาหลินเซียงเอ๋อร์ของตระกูลหลินเพราะหลินเซียงเอ๋อร์โชคดีเป็อย่างมาก นางแทบมิต้องทำอันใดด้วยตนเองเลย นางใช้ชีวิตหรูหราแต่งตัวดี มิต่างอันใดกับบุตรสาวของตระกูลร่ำรวยที่ยังมิได้แต่งงาน
ทว่าวันนี้นางทราบแล้วว่า...หลินเซียงเอ๋อร์เป็สตรีแบบใดนางเป็เพียงหญิงสาวชาวนาผู้มีผิวบอบบาง ทั้งยังดูมิมีอนาคต
เมื่อเห็นท่าทีของหลินเซียงเอ๋อร์ นางรู้สึกว่ามันดูแสแสร้งและดูไร้สาระชวนให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
มิทราบว่าในอดีตนางเป็เยี่ยงไร แต่นางรู้สึกว่าหลินเซียงเอ๋อมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เมื่อลองตริตรองดูดี ๆ แล้ว ตนเองที่มิได้พบเจออันใดมามากนักจึงหลงคิดไปว่าไก่ฟ้าตัวนี้คือหงส์ทอง
หลินเซียงเอ๋อร์เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองแสดงกิริยาน่าเกลียดออกมาดังนั้นนางจึงเปลี่ยนสีหน้าในทันใด จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้
“บัดนี้ก็ค่ำมากแล้ว พวกเราขอตัวกลับบ้านก่อน ข้าเดาว่าท่านแม่ของข้าน่าจะทำอาหารที่ข้าชื่นชอบไว้รอข้าแล้วล่ะ! ”
เมื่อหลินเซียงเอ๋อร์กล่าวจบ ก็เดินออกไปทันที โดยมีหลินเหมยเดินตามราวกับสาวใช้
หลินหร่วนมองตามหลังพวกนางพลางกรอกตาไปมา จากนั้นก็เดินไปบ้านป้าหกกับโจวเหลียนเอ๋อ
เมื่อออกมาจากบ้านป้าหกในตะกร้าก็มีผักเพิ่มมาอีกหนึ่งชาม
กว่าพวกนางทั้งสองคนจะกลับไปถึงบ้านตระกูลโจวก็เป็เวลามืดค่ำแล้ว
พวกนางแบ่งอาหารเป็สองส่วนส่วนหนึ่งเก็บไว้ในครัว อีกส่วนหนึ่งวางอยู่ที่โต๊ะรับแขก
เพราะว่าสามพี่น้องตระกูลหลินมาอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวดังนั้นจึงจำเป็ต้องแยกสองโต๊ะ
เนื้อกระต่ายถูกตุ๋นจนนุ่มละลายในปาก ทุกคนกินอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินหร่วนจึงช่วยทำความสะอาดในห้องครัวในตู้กับข้าวยังมีเนื้อกระต่ายอีกหนึ่งถ้วย
ป้าโจวกล่าวว่า “นางมิได้ทำดีกับพวกตนเพื่อผลประโยชน์ดังนั้นนางจึงเก็บเนื้อกระต่ายตุ๋นเอาไว้หนึ่งถ้วย เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้นำไปให้บิดาของตนกินและนางยังกล่าวอีกว่าหรือจะให้บิดาของตนมากินที่นี่ก็ย่อมได้”
สองปีที่ผ่านมามันมิง่ายสำหรับเขาเลย พวกเ้าที่เป็บุตรต้องเห็นอกเห็นใจเขาสักหน่อย
เขาเป็ทั้งบิดาและมารดาในเวลาเดียวกันดังนั้นป้าโจวจึงเข้าใจความยากลำบากนี้
หลินหร่วนคิดว่าใน่สองปีที่ผ่านมาหลินจงมิได้ทำอันใดเลยทว่านางก็มิได้เอ่ยขัดแต่อย่างใด เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
“ขอบคุณท่านป้ายิ่งนัก”
“ขอบคุณอันใดกัน เนื้อกระต่ายเป็ของเ้าพวกเราเพียงแค่จัดแจงตามความเหมาะสม เอาล่ะ รีบไปล้างหน้าล้างตาเถิดจะได้รีบเข้านอน”
เช้าตรู่วันถัดไป ท้องนภาสว่างสดใส หลินหร่วนหาข้ออ้างให้หลินหานดูแลหลินซิ่วอยู่ที่บ้านจากนั้นนางก็ถือตะกร้าไปยังโก่วจือโกวเพื่อเก็บสตรอว์เบอร์รีป่า
วันนี้ท้องนภาแจ่มใส มีแสงสุริยาอ่อน ๆ นางเก็บสตรอว์เบอร์รีได้เต็มตะกร้า
เพื่อทำให้สตรอว์เบอร์รีป่าเหล่านี้ดูมีระดับมากขึ้นหลินหร่วนจึงใช้พลังวิเศษเร่งการเติบโตของพวกมัน สตรอว์เบอร์รีแต่ละลูกใหญ่กว่านิ้วหัวแม่มือเล็กน้อยทั้งยังส่งกลิ่นหอมยั่วยวน
การเก็บสตรอว์เบอร์รีมิใช่เื่ง่าย ดังนั้นหลินหร่วนจึงระมัดระวังเป็พิเศษโดยแบ่งสตรอว์เบอร์รีออกเป็ชั้น ๆ ในระหว่างชั้นนางนำเอาหญ้ามารองไว้ เพื่อมิให้พวกมันอัดแน่นจนเกินไป
จากนั้นนางก็เดินทางไปยังเมืองยู่หลินพร้อมกับสตรอว์เบอร์รีป่าทว่าบัดนี้ยังคงเป็เวลาเช้าตรู่ จึงเห็นหลงจู๊นอนฟุบอยู่ที่โต๊ะคิดเงิน
“แม่นางหลินมาแล้วหรือเชิญเข้ามาข้างในก่อนเถิด”
ดวงตาของหลิวเสี่ยวเอ้อร์เป็ประกายขึ้นมาทันใดเมื่อเห็นว่าผู้ใดมาเยือน จากนั้นก็รีบเข้าไปช่วยนางถือตะกร้า
หลงจู๊ที่ตื่นขึ้นมาแล้วเดินออกมาจากโต๊ะคิดเงินพลางกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งเข้ามาแล้วสั่งว่า “รีบไปนำน้ำชามาให้แม่นางหลิน”
แม่นางหลินเป็ผู้คิดค้นกลยุทธ์แจกองุ่นฟรี ดังนั้นนับวันกิจการของหอจุ้ยเซียนจึงดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุก ๆ วันจะมีบรรดาคุณหนูคุณชายหรือแม้แต่สาวใช้มาที่ร้านมิขาดสาย
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ทำให้คนมิค่อยอยากอาหารทว่าหลงจู๊เป็ผู้มีความสามารถ เขานำองุ่นไปแช่ในน้ำแข็ง หากลูกค้าสั่งอาหารตามราคาที่เขากำหนดเอาไว้ก็จะได้รับองุ่นแช่น้ำแข็งไปเลยทันที
องุ่นเย็น ๆ ทำให้เกิดความอยากอาหาร บางคนถึงกับมากินอาหารที่ร้านติดต่อกันหลายวันบางคนขอซื้อองุ่นอย่างเดียวก็มีเช่นกัน
ทว่าองุ่นมิสามารถขายได้ มันคือสินค้าพิเศษของทางร้านดังนั้นจะขายได้เยี่ยงไรกัน ?
หลงจู๊เฉียนหัวเราะร่าเมื่อเขานึกถึงเงินหมุนเวียนใน่หลายวันที่ผ่านมา
หลินหร่วนดื่นชาแล้วเอ่ยว่า “วันนี้ข้านำของหายากมาให้ท่านรับรองเลยว่าหายากกว่าองุ่นแน่นอน”
เมื่อหลงจู๊เฉียนได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาจึงเป็ประกายในทันใด
“มันคืออันใดกัน? ”
หลินหร่วนเปิดตะกร้าแล้วดึงหญ้าออก เผยให้เห็นสตรอว์เบอร์รีที่สดเป็อย่างมาก
“มันคือเบอร์รี่เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
หลงจู๊หยิบสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาหนึ่งลูกพลางพิจารณาอย่างถี่ถ้วน“เมื่อลองมองดูดี ๆ แล้ว มันมิเหมือนเบอร์รี่ป่าเลยสักนิด เพราะเบอร์รี่ป่ามีขนาดเล็กทั้งยังมิมีกลิ่นหอมชวนน้ำสอเช่นนี้ แม่นางหลิน นี่คือลูกอันใดกันแน่ ? ”
หลินหร่วนยกยิ้มขึ้น “มันคือสตรอว์เบอร์รี ซึ่งเป็ผลไม้ตระกูลเดียวกันกับเบอร์รี่ทว่ารสชาติของมันดีกว่าเบอร์รี่มากโข”
หลงจู๊เช็ดสตรอว์เบอร์รีกับเสื้อเบาๆ แล้วนำเข้าปาก
ทันทีที่เขากัดลงไป ดวงตาของเขาก็หยีลงทันใด
รสชาติมิเลว รู้สึกว่าจะรสชาติดีกว่าองุ่นเสียอีกเพราะมีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน เมื่อได้กินแล้วก็อยากกินอีก
เพียงชั่วพริบตา หลงจู๊เฉียนก็กินไปสี่ถึงห้าลูกราวกับว่าเขาหยุดกินมิได้ พอมองไปข้าง ๆ หลงจู๊เฉียนเห็นหลิวเสี่ยวเอ้อร์ยืนกลืนน้ำลายอึกใหญ่อยู่