บทที่ 16: โครงหลังคาและชั้นลอยสุดโคซี่
แสงอรุณรุ่งของวันที่สี่ในป่าต้องห้ามสาดส่องข้ามแนวยอดไม้ทาบทับลงบนกำแพงหินแม่น้ำสีเทาอมดำที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินดินอย่างภาคภูมิ
ทางด้านทิศตะวันตกของตัวบ้านเรือนยอดของ “ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุข” แผ่กิ่งก้านออกอย่างสง่างามใบไม้สีส้มผสมชมพูรับแสงยามเช้าเกิดเป็เงาสีอุ่นทอดยาวเข้ามาบนลานหินหน้าบ้านอย่างนุ่มนวลกลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศราวกับพื้นที่แห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยความสงบที่มองไม่เห็น
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีลืมตาตื่นขึ้นมาจากการนอนพิงกำแพงหินด้านใน สิ่งแรกที่เขาเห็นเมื่อลืมตาคือกรอบกำแพงหินทั้งสี่ด้านที่โอบล้อมตัวเขาเอาไว้ราวกับป้อมปราการ…
“กำแพงหินที่ปราศจากหลังคาก็ไม่ต่างอะไรกับอ่างเก็บน้ำฝนขนาดั์” อีไลอัสพึมพำเขาลุกขึ้นยืน บิดี้เีจนกระดูกลั่นเบาๆ “วันนี้แหละเราจะมาปิดจ็อบงานโครงสร้างภายนอก กันให้เสร็จสิ้น”
“โครงสร้างหลักผ่าน!ทีนี้ก็ถึงคิววัสดุมุงหลังคา ” อีไลอัสปีนลงมาจากบันไดหันไปหาผู้ช่วยหมายเลขหนึ่ง
“ฟินน์คราวนี้ฉัน้า ‘หินแผ่นบาง’ จากชั้นหินริมลำธารพวกที่แตกตัวเป็แผ่นตามธรรมชาติ น้ำหนักต้องไม่หนาเกินไปแต่ต้องแข็งแรงพอจะรับแรงลมและฝนได้”
ฟินน์เอียงหัวเล็กน้อย “หิน… แผ่นบาง? แบบที่แตกเป็ชั้นๆ น่ะเหรอเ้านาย?”
“ถูกต้องเลยนั่นแหละที่เราจะใช้ทำ ‘แผ่นหินมุงหลังคา ’” อีไลอัสยิ้ม “มันหนักกว่าหญ้าคา แต่ข้อดีคือทนไฟทนฝน และเก็บความร้อนได้ดีกว่า เหมาะกับบ้านหินแบบนี้ที่สุด”
ไม่นานนัก ฟินน์ก็พาอีไลอัสและบาร์นีย์ไปยังบริเวณลำธารที่มีชั้นหินแตกตัวเป็แผ่นบางตามธรรมชาติอีไลอัสใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ช่วยแยกและปรับขนาดแผ่นหินให้เรียบสม่ำเสมอขณะที่บาร์นีย์ทำหน้าที่ขนกองหินเ่าั้กลับมายังไซต์งานจนได้วัสดุจำนวนมากพอ
“หลักการมุงหลังคาไม่ต่างจากเดิม”อีไลอัสอธิบาย พลางหยิบแผ่นหินขึ้นมาพลิกดู “แต่เราจะใช้เทคนิคการซ้อนทับ กับหินแทน”
เขาปีนกลับขึ้นไปบนโครงหลังคาเริ่มวางแผ่นหินจากบริเวณ ‘ชายคา ’ ไล่ขึ้นไปหาจุดสูงสุดที่ ‘ยอดจั่ว ’
“ต้องวางจากล่างขึ้นบนเสมอเพื่อให้น้ำฝนไหลผ่านแผ่นบนลงสู่แผ่นล่างต่อเนื่องกันไม่มีช่องให้ย้อนซึมเข้าไปได้”
ปลายนิ้วที่เรืองแสงสีทองของเขาแตะแผ่นหินแต่ละแผ่นสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ทำงานทันทีโครงสร้างระดับจุลภาคของหินและไม้ถูกปรับเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบแผ่นหินแต่ละชิ้นยึดติดกับจันทันอย่างแ่าโดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือเชือกใดๆ
แผ่นหินถูกวางซ้อนกันเป็ชั้นๆอย่างเป็ระเบียบ ไล่ระดับขึ้นไปทีละแถวจนเต็มพื้นที่หลังคาความหนาของการซ้อนทับช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรงและความสามารถในการกันน้ำ
เมื่อถึงบริเวณสันหลังคาอีไลอัสเลือกแผ่นหินที่หนาและแข็งแรงเป็พิเศษมาวางปิดทับแนวรอยต่อพร้อมใช้สกิลเชื่อมประสานให้กลายเป็หนึ่งเดียวกับโครงสร้างทั้งหมด
ไม่นานนักหลังคาหินทั้งผืนก็เสร็จสมบูรณ์แผ่นหินสีเทาเข้มสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็ประกายอ่อนๆราวกับเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งครอบคลุมบ้านทั้งหลัง
ร่มเงาอันเย็นสบายทอดตัวลงปกคลุมพื้นที่ภายในกำแพงหินอย่างสมบูรณ์แบบและในขณะเดียวกัน ตัวแผ่นหินเองก็เริ่มสะสมความร้อนจากแสงแดดเอาไว้ เพื่อค่อยๆปล่อยคืนกลับสู่ภายในบ้านในยามค่ำคืน
อีไลอัสรูดตัวลงมาจากบันได กวาดสายตามองการตกแต่งภายใน ที่ตอนนี้ดูเป็รูปเป็ร่างของ ‘บ้าน’ อย่างแท้จริง
“ภายนอกเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์” อีไลอัสปาดเหงื่อ รอยยิ้มแห่งความสำเร็จกว้างจนถึงหู “แต่เดี๋ยวก่อน... งานชิ้นเอกของเรายังไม่จบแค่นี้หรอกนะ”
เขายกนิ้วขึ้นชี้ไปยังพื้นที่ ‘กึ่งกลาง’ ของตัวบ้านซึ่งเป็ตำแหน่งที่เตาผิงหินแม่น้ำพร้อมปล่องควันตั้งตระหง่านอยู่
“ฟินน์ บาร์นีย์...พวกแกลองมองขึ้นไปเหนือเตาผิงนั่นสิ มันมีพื้นที่ว่าง ระหว่างเพดานหลังคากับระดับสายตาอยู่เยอะมากใช่ไหม?”
สัตว์อสูรทั้งสองแหงนหน้ามองตาม “อื้ม... ว่างเยอะเลยเ้านายกว้างพอให้บินได้เลยล่ะมั้ง” ฟินน์ตอบ
“ในโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรม การปล่อยให้พื้นที่แนวตั้งสูญเปล่าถือเป็ความผิดบาปร้ายแรง” อีไลอัสเดินไปลูบกำแพงเตาผิงหิน “และอย่างที่ฉันเคยวาดแปลนให้พวกแกดู...เราจะสร้าง ‘ชั้นลอย ’ ไว้ตรงนั้น!”
เด็กชายไม่รอช้า เขาให้บาร์นีย์ช่วยยกแผ่นไม้กระดานที่ผ่าเตรียมไว้(ใช้สกิลสถาปนิกผ่าซุงให้เป็แผ่นเรียบ) เข้ามาในบ้าน
การสร้างชั้นลอยของอีไลอัส ไม่ได้ทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเขาคำนวณระดับความสูงอย่างแม่นยำ “ชั้นลอยต้องไม่อยู่สูงเกินไปจนชนหลังคาและต้องไม่อยู่ต่ำเกินไปจนเดินชนหัว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มันต้องตั้งอยู่ ‘เหนือ’ รัศมีของเตาผิงหินพอดีเป๊ะ”
เขาใช้ตงไม้ พาดขวางระหว่างกำแพงหินด้านหลังกับคานที่ฝังไว้เหนือเตาผิงใช้สกิลเชื่อมไม้เข้าด้วยกันอย่างมั่นคงจากนั้นก็เริ่มปูแผ่นไม้กระดานทับลงไปทีละแผ่นๆเสียงไม้กระทบกันและเสียงพลังงานเวทมนตร์ดังประสานกันอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนักแพลตฟอร์มไม้ขนาดย่อมๆ ที่ดูอบอุ่นและแข็งแรงก็ปรากฏขึ้นลอยอยู่กลางอากาศเหนือเตาผิง มีบันไดไม้เล็กๆตรงทิศตะวันออกถัดไปจากหน้าต่างตีพาดลงมายังพื้นดินด้านล่าง
“เสร็จเรียบร้อย! ชั้นลอยสุดโคซี่ !”
อีไลอัสประกาศก้อง เขาปีนบันไดไม้นั้นขึ้นไปอย่างรวดเร็ว พื้นที่บนชั้นลอยกว้างขวางพอที่จะวางเตียงนอนขนาดใหญ่ได้สบายๆเขาชะโงกหน้าลงมามองลูกบ้านทั้งสอง
“ขึ้นมาสิ! มาทดสอบสเปซใหม่กัน!”
บาร์นีย์ตัวใหญ่เกินกว่าจะปีนขึ้นมาได้มันจึงนั่งเฝ้าอยู่ข้างล่างด้วยรอยยิ้มกว้าง ส่วนฟินน์นั้นะโเหยงๆสองสามทีก็ขึ้นมาเกาะอยู่บนชั้นลอยข้างๆ อีไลอัสได้สำเร็จ
ลูกจิ้งจอกอสูรเดินสำรวจไปรอบๆ ก้มดมพื้นไม้กระดาน “โฮ่ง!พื้นไม้มันเรียบและหอมกลิ่นยางไม้ดีจังเลยเ้านาย แต่... สร้างชั้นลอยไว้สูงๆแบบนี้ทำไมล่ะ? มันปีนยากนะ แล้วมันจะดีกว่านอนพื้นยังไงอะ?”
“เป็คำถามที่ดีมากวิศวกรน้อย” อีไลอัสยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาะโสั่งลงไปข้างล่าง “บาร์นีย์! ช่วยจุดไฟในเตาให้หน่อยสิ เอาฟืนโยนเข้าไปเลย!”
หมีั์รับคำสั่ง มันหยิบฟืนแห้งโยนเข้าไปในเตาผิงหินและเป่าลมเบาๆ ใส่ถ่านที่ยังระอุ ไม่กี่วินาทีเปลวไฟสีส้มแดงก็ลุกโชนขึ้นภายในเตาผิงด้านล่าง เสียงไม้แตกปะทุดังขึ้นพร้อมกับความร้อนที่เริ่มกระจายตัว
อีไลอัสนั่งขัดสมาธิบนชั้นลอยกอดอกและอธิบายวิชาฟิสิกส์ด้วยน้ำเสียงของอาจารย์มหาวิทยาลัย
“ฟังให้ดีนะฟินน์กฎข้อที่สำคัญที่สุดของวิชาอุณหพลศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของของไหล ก็คือ... ‘อากาศร้อน จะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงเสมอ ’”
เขาชี้มือลงไปที่เตาผิงด้านล่าง “เมื่อเราก่อไฟความร้อนจากเตาผิงจะไม่กระจายตัวเรียบติดพื้น แต่มวลอากาศที่ถูกทำให้ร้อนจะขยายตัวมีความหนาแน่นน้อยลง และพุ่งทะยานขึ้นสู่้า... ซึ่งก็คือเพดานหลังคา”
เด็กชายกางแขนออกรอบพื้นที่ชั้นลอย “ถ้าเราไม่มีชั้นลอยความร้อนพวกนั้นก็จะไปออกันอยู่ใต้หลังคาอย่างสูญเปล่าในขณะที่เรานอนหนาวสั่นอยู่บนพื้นดิน แต่เพราะเราสร้าง ‘ชั้นลอย’ ดักเอาไว้ตรงนี้...มวลอากาศร้อนทั้งหมดที่ลอยขึ้นมาจะถูกกักเก็บและโอบล้อมพื้นที่ชั้นลอยนี้เอาไว้อย่างหนาแน่น!”
ฟินน์เริ่มเบิกตากว้าง มันััได้ถึงความจริงข้อนั้นทันที!
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีอุณหภูมิบนชั้นลอยที่พวกเขานั่งอยู่ก็เริ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมันไม่ได้ร้อนอบอ้าวเหมือนยืนตากแดด แต่มันเป็ความอบอุ่นที่แสนละมุนละไม ลอยกรุ่นอยู่รอบตัว พื้นไม้กระดานที่พวกเขานั่งอยู่ก็เริ่มกักเก็บรังสีความร้อน ที่แผ่ขึ้นมาจากก้อนหินแม่น้ำของตัวเตาผิงที่อยู่ด้านล่างโดยตรง
“อื้อหือออ! เ้านาย! มันอุ่นมาก!อุ่นกว่าตอนเรานั่งผิงไฟข้างล่างอีก!” ฟินน์ร้องอย่างตื่นเต้นมันรีบทิ้งตัวลงนอนกลิ้งเกลือกบนพื้นไม้กระดานอุ่นๆ หางฟูๆ ของมันส่ายไปมาด้วยความฟินขั้นสุด“ความรู้สึกนี้มัน...เหมือนได้นอนอาบแดดยามเช้าตลอดเวลาเลย! นุ่มฟินสุดๆ!”
“ใช่ไหมล่ะ!” อีไลอัสเอนหลังลงนอนแผ่ข้างๆลูกจิ้งจอกอสูร ความรู้สึกอบอุ่นซึมซาบเข้าสู่กล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้า “นี่แหละคือสุดยอดนวัตกรรมการออกแบบบ้านเมืองหนาว ชั้นลอยตรงนี้ จะกลายเป็ ‘ห้องนอนที่อุ่นที่สุด’ ในบ้านของเรา ต่อให้ข้างนอกหิมะจะตกหนัก พายุจะพัดกระหน่ำหรืออุณหภูมิจะติดลบ... แต่ตราบใดที่เตาผิงด้านล่างยังทำงานบนนี้ก็จะเป็สรวง์สโลว์ไลฟ์ที่ไม่มีใครมาพรากไปได้”
“เ้านายโคตรเก่งเลย! บาร์นีย์! ข้างบนนี้สบายสุดๆไปเลยนะว้อยยย!” ฟินน์ชะโงกหน้าไปขิงใส่หมีั์ที่นั่งยิ้มตาหยีอยู่ข้างล่าง
สถาปนิกในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีมองขึ้นไปที่เพดานหลังคาหญ้าคาที่สานไว้อย่างประณีตสูดกลิ่นหอมของไม้โอ๊กและกลิ่นอายความอบอุ่นของบ้าน
บ้านหินแกนกลางความร้อน ผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกในต่างโลกของเขา...เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็ทางการแล้ว!
“รากฐานมั่นคง กำแพงแข็งแกร่ง หลังคาไร้รอยรั่วและห้องนอนที่อุ่นสบาย...” อีไลอัสหลับตาลงด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข“ชีวิตใหม่ของฉัน... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ก็วันนี้แหละ”