เสียงกาต้มน้ำเดือดดังแผ่วจากในครัวไอน้ำลอยขึ้นปะทะหน้าต่างกระจกก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับแสงอ่อนของเช้าวันใหม่ นกสองสามตัวส่งเสียงทักทายกันอยู่บนกิ่งแอปเปิลหลังบ้านลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านสวนอย่างแผ่วเบาพาเอากลิ่นดินที่เพิ่งอุ่นขึ้นหลังผ่านฤดูหนาวเข้ามาในบ้าน
มิซากิวางชามซุปมิโสะลงบนโต๊ะอาหาร
“อาโออิ”
“ค่ะ”
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องของตัวเองปลายนิ้วแตะกรอบประตูก่อนก้าวออกมาอย่างคุ้นเคย ผ้าพันคอสีครีมถูกพับเรียบร้อยอยู่บนคอ เสื้อโค้ตตัวเดิมที่ใส่มาตลอดฤดูหนาวยังคงอยู่แม้วันนี้อากาศจะอุ่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เธอดึงเก้าอี้ออกเองนั่งลงตรงตำแหน่งเดิมมือเอื้อมไปหาแก้วชาโดยไม่ลังเล
“วันนี้หอมจัง”
มิซากิยิ้ม “เก็บใบชาชุดใหม่เมื่อวาน”
อาโออิยกแก้วขึ้น สูดไออุ่นเบา ๆ “กลิ่นหวานกว่าเดิมนิดหนึ่ง”
“รู้ด้วยหรือ”
“ค่ะ” เธอหัวเราะ
“คุณยายฟูมิคงดีใจ”
เคนจิเดินเข้ามาจากหลังบ้านรองเท้าบู๊ตยังเปื้อนดินจากการเดินสำรวจสวนแต่เช้า เขาวางหมวกลงบนชั้นไม้
“ดอกแอปเปิลเริ่มออกแล้ว”
มิซากิหันไปมองสามี “เร็วกว่าปีที่แล้วไหม”
“นิดหน่อย”
อาโออินั่งฟังบทสนทนาเงียบ ๆ เมื่อก่อนเวลาพ่อกับแม่พูดถึงสวน เธอมักรีบวิ่งออกไปดูด้วยตัวเอง ตอนนี้เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรเพราะน้ำเสียงของพ่อเวลาพูดถึงต้นไม้ทำให้เธอเห็นภาพได้เสมอ
เคนจิหันมาทางลูกสาว “วันนี้จะออกไปกับคุณคุโรคาวะหรือ”
“ค่ะ”
“กลับเย็นไหม”
อาโออิคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้ม “น่าจะค่ะ”
เคนจิพยักหน้าเพียงครั้งเดียว “งั้นเดินดี ๆ”
ไม่มีคำว่า “ระวัง” ไม่มีคำว่า “อย่าล้มอีก” เหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนผ่านไปแล้วไม่มีใครหยิบมันกลับมาพูดซ้ำเพราะทุกคนในบ้านรู้ดีว่าการเติบโตไม่ควรถูกผูกไว้กับความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
---
หลังอาหารเช้า มิซากิเก็บจานเข้าครัวเคนจิออกไปสวนอีกครั้ง อาโออิเดินกลับเข้าห้อง เธอหยิบไม้เท้าสีขาวที่พิงอยู่ข้างโต๊ะทำงานปลายนิ้วลูบด้ามจับเบาๆ ก่อนพับเก็บอย่างเป็นระเบียบ เธอไม่ได้กางมันออก เวลาเดินในหมู่บ้านกับมาซาอากิเธอแทบไม่ได้ใช้มันแล้วแต่ยังพกติดตัวเสมอไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต เธอหยิบกระเป๋าผ้าขึ้นสะพาย ตรวจดูของข้างในด้วยปลายนิ้วทีละอย่างผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าสตางค์ กุญแจบ้านทุกอย่างอยู่ครบ เสียงนาฬิกาแขวนดังขึ้น ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...อาโออิยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เธอไม่รู้ว่าตอนนี้แสงแดดส่องเข้ามามากแค่ไหน ไม่รู้ว่าท้องฟ้าเป็นสีอะไรแต่เธอรู้ว่าอีกไม่นานเขาจะมา
หญิงสาวยิ้มกับตัวเองไม่ใช่เพราะจำเวลาได้แต่เพราะทุกเช้ามาซาอากิมักมาถึงหลังเสียงรถส่งนมผ่านหน้าหมู่บ้านไม่นานและวันนี้ก็เช่นกันเสียงเครื่องยนต์คันเล็กแล่นผ่านหน้าบ้านค่อย ๆ ห่างออกไปความเงียบกลับมาอีกครั้ง ไม่นานนักเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยมั่นคง สม่ำเสมอเดินเข้ามาตามทางหน้าบ้าน อาโออิยังไม่เปิดประตู เธอเพียงยืนฟังจนกระทั่งลมอ่อนพัดผ่านช่องหน้าต่างพาเอากลิ่นกาแฟคั่วอ่อนลอยเข้ามารอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกว้างขึ้น
“มาแล้วสินะ” หญิงสาวพึมพำเบา ๆ
เกือบจะพร้อมกันนั้นเสียงเคาะประตูไม้ก็ดังขึ้น ก๊อก ก๊อกสองครั้ง จังหวะเดิมเหมือนทุกวัน อาโออิเลื่อนประตูออกลมเย็นพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นกาแฟที่คุ้นเคย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
มาซาอากิยิ้มบาง ๆ “อรุณสวัสดิ์”
“วันนี้กาแฟหอมกว่าปกติ”
เขาหัวเราะ “รู้ทุกที”
“ก็คุณบอกฉันเองนี่คะ” เธอเอียงศีรษะน้อยๆ “ว่าคนเรามีลายเซ็นของตัวเอง”
“สำหรับคุณลายเซ็นคือกลิ่นกาแฟ”
มาซาอากินิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะเบา ๆ “ผมพูดไว้ขนาดนั้นเลยหรือ”
“ค่ะ”
“งั้นคงเถียงไม่ได้”
ทั้งสองยิ้มให้กันเงียบ ๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรอีก เช้าวันนี้เหมือนกับทุกเช้าและเพราะมันเหมือนเดิมจึงงดงามกว่าที่เคยมาซาอากิยังยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งถือแก้วกระดาษที่พร่องไปเกือบครึ่งอีกข้างสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุม อาโออิสูดกลิ่นอีกครั้งก่อนขยับใบหน้าเข้าหาต้นทางของกลิ่น
“วันนี้ไม่ใช่ร้านเดิม”
เขาก้มมองแก้วในมือ “รู้ด้วยหรือ”
“กลิ่นอ่อนกว่า”
“ร้านหน้าสถานี”
“ร้านที่คุณเคยบอกว่ากาแฟเหมือนน้ำล้างแก้วน่ะหรือคะ”
มาซาอากินิ่งไปหนึ่งจังหวะ “ผมไม่ได้พูดขนาดนั้น”
“พูดค่ะ”
“ผมคงบอกว่าอ่อน”
“คุณทำหน้าเหมือนดื่มน้ำล้างแก้วด้วย”
ชายหนุ่มก้มหน้าหัวเราะ เสียงนั้นทำให้อาโออิยิ้มตามแม้ไม่ได้เห็นสีหน้าของเขา แต่เธอจำได้ดีว่าเวลามาซาอากิหัวเราะจริงเขามักหลบสายตาและก้มมองพื้นราวกับไม่อยากให้ใครจับได้ เสียงฝีเท้าดังมาจากในบ้านมิซากิเดินเข้ามาพร้อมถุงผ้าใบเล็ก
“คุณคุโรคาวะ อรุณสวัสดิ์จ้ะ”
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“เอาไปกินระหว่างทางนะ” เธอยื่นถุงให้ลูกสาว
อาโออิรับมาด้วยสองมือกลิ่นถั่วแดงกับแป้งนึ่งยังอุ่นลอยผ่านเนื้อผ้า
“มันจูหรือคะ”
“แม่เพิ่งทำเสร็จ”
“กี่ลูก”
“สี่ลูก”
หญิงสาวยกถุงขึ้นชั่งน้ำหนักในมือ “หกลูกแน่เลย”
มิซากิหัวเราะเบา ๆ “รู้มากจริง”
“แม่ชอบบอกให้น้อยไว้ก่อนทุกที”
“ก็กลัวเธอหนัก”
“มันจูหกลูกไม่หนักหรอกค่ะ”
มาซาอากิรับถุงมาถือแทนโดยไม่พูดอะไรอาโออิไม่ได้คัดค้านเพียงปล่อยสายหูหิ้วออกจากมืออย่างเป็นธรรมชาติการกระทำนั้นเกิดขึ้นเร็วเสียจนไม่มีใครในบ้านหยุดมองเคนจิเดินกลับมาจากสวน เสื้อทำงานมีเศษดินติดอยู่ตรงชายแขน เขาหยุดตรงระเบียงมองลูกสาวตั้งแต่รองเท้าจนถึงผ้าพันคอ ก่อนหันไปทางมาซาอากิ
“จะขึ้นเนินหรือ”
“ครับ ช่วงบ่าย”
เคนจิเงยหน้ามองท้องฟ้า “ลมจะแรงขึ้นหลังสี่โมง”
“ผมจะดูเวลาไว้ครับ”
ชายสูงวัยพยักหน้า จากนั้นจึงถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงเดิม
“รองเท้าคู่นั้นพื้นลื่นไหม”
อาโออิยกเท้าข้างหนึ่งถูพื้นระเบียงเบา ๆ
“ไม่ลื่นค่ะ”
“อือ”
เขาไม่ได้กำชับอะไรต่อเพียงก้มลงหยิบเศษใบไม้ที่ติดอยู่ข้างรองเท้าเธอออก แล้วเดินกลับไปทางสวน
อาโออิยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ “พ่อไปแล้วหรือคะ”
“อือ”
“เมื่อกี้ทำอะไร”
มาซาอากิมองเศษใบไม้แห้งในมือของเคนจิที่ถูกลมพัดตกลงข้างทาง
“ไม่มีอะไร”
หญิงสาวหันมาตามเสียงของเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าเป็นเรื่องที่พ่อไม่อยากให้รู้คุณจะช่วยปิดทุกทีเลยนะ”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไร”
“นั่นแหละค่ะ ถึงรู้”
มิซากิยืนอยู่ข้างประตู มองทั้งสองคุยกันด้วยรอยยิ้มก่อนเอื้อมมือจัดปลายผ้าพันคอของลูกสาวให้เข้าที่
“กลับมากินข้าวเย็นนะ”
“ค่ะ”
“ถ้ากลับช้าก็โทรมา”
“ค่ะ”
คำตอบสั้นเหมือนวันที่อาโออิออกจากบ้านไปทำงานในสวนหรือเดินไปคาเฟ่ ไม่มีน้ำเสียงฝากฝัง ไม่มีความลังเลที่ประตู หญิงสาวกางไม้เท้าออกเสียงข้อต่อเข้าที่ดังแกร็กเบา ๆ เธอแตะปลายไม้ลงบนพื้นหน้าบ้านหนึ่งครั้งก่อนก้าวผ่านธรณีประตูมาซาอากิเลื่อนบานประตูปิดให้มิซากิ
“ไปก่อนนะครับ”
“เดินดี ๆ นะจ๊ะ”
ทั้งสองออกจากลานบ้านทาคาฮาชิพร้อมกัน อาโออิไม่ได้จับแขนเขามาซาอากิไม่ได้เดินนำ เสียงปลายไม้เท้าแตะพื้นดังอยู่ด้านหน้าเล็กน้อยส่วนเสียงรองเท้าของเขาตามอยู่ทางซ้ายในระยะครึ่งก้าว กึก กึก เสียงทั้งสองจังหวะไม่เท่ากันแต่ค่อย ๆ ประสานจนกลายเป็นจังหวะเดียวของถนนสายเล็ก ต้นแอปเปิลสองข้างทางเริ่มแตกตาอ่อนกิ่งที่เคยเปลือยเปล่าตลอดฤดูหนาวมีจุดสีเขียวเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มไปหมดหิมะหลงเหลือเพียงบางส่วนใต้ร่มไม้ที่แดดส่องไม่ถึงน้ำจากกองหิมะละลายไหลเป็นเส้นบางตามร่องดิน อาโออิหยุดอยู่ข้างต้นหนึ่ง ปลายไม้เท้าค้างเหนือพื้น
“มีอะไรหรือ”
“กลิ่น” เธอหันหน้าเข้าหาสวนสูดลมหายใจช้า ๆ “ดอกเริ่มออกแล้วใช่ไหมคะ”
มาซาอากิมองกิ่งใกล้ตัว ดอกส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงตุ่มเล็กมีอยู่สองสามดอกที่กลีบสีขาวอมชมพูเริ่มแย้มออก
“เพิ่งเริ่ม”
“มากไหม”
“ต้นนี้สามดอก”
“สามดอกเองหรือ”
“ด้านที่หันรับแดด”
อาโออิยื่นมือออกไป แต่ไม่ได้เอื้อมหาเองทันที “อยู่สูงไหมคะ”
มาซาอากิขยับเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้จับมือเธอไปวางบนกิ่งเพียงใช้นิ้วแตะหลังข้อมือเบา ๆ แล้วบอกตำแหน่ง
“สูงกว่ามือคุณนิดหนึ่ง ทางขวา”
หญิงสาวขยับแขนตามคำบอกปลายนิ้วพบกิ่งเล็กหลังค้นอยู่ครู่เดียว เธอลูบตามผิวเปลือกอย่างระมัดระวังกระทั่งสัมผัสกลีบดอกที่ยังไม่คลี่เต็มที่ นิ้วของเธอหยุดลง มาซาอากิมองอยู่เงียบๆ กลีบบางสั่นเล็กน้อยใต้ลมหายใจของหญิงสาว
“นุ่มกว่าที่จำได้”
“คุณเคยจับหรือ”
“ไม่เคยค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ “เมื่อก่อนเอาแต่ถ่ายรูป”
ปลายนิ้วค่อย ๆ ถอนออกจากดอกไม้โดยไม่ทำให้กิ่งไหว “พอจับจริง ๆ เล็กนิดเดียวเอง”
มาซาอากิมองดอกสามดอกบนกิ่งนั้นอีกครั้งทั้งที่เดินผ่านสวนทุกวัน เขาไม่เคยสังเกตว่ากลีบดอกแรกของปีบางเพียงใด เสียงเลื่อยไม้ดังมาจากด้านหลังแนวต้นแอปเปิลครืด ครืด ชายชราร่างผอมกำลังนั่งซ่อมม้านั่งอยู่หน้าบ้านพักฮารุโอะหยุดมือเมื่อเห็นทั้งคู่เดินผ่านมา
“อาโออิจัง”
หญิงสาวหันไปทางเสียงทันที “คุณลุงฮารุโอะ อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
“อรุณสวัสดิ์” เขาวางเลื่อยลงบนผ้าก่อนใช้ฝ่ามือปัดขี้เลื่อยออกจากกางเกง
“วันนี้ราวไม้เป็นอย่างไรบ้าง”
“ยังอยู่ดีค่ะ”
“เสี้ยนตำมือไหม”
“ไม่มีค่ะ”
ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจ “งั้นก็ดี”
อาโออิยิ้ม “หนูลูบทุกครั้งที่เดินผ่านเลยนะคะ”
“อย่าลูบบ่อย เดี๋ยวมันเขิน”
มาซาอากิหลุดหัวเราะส่วนอาโออิเอียงหน้าเหมือนไม่แน่ใจว่าชายชราพูดจริงหรือเล่น
“ไม้เขินเป็นด้วยหรือคะ”
“คนทำเขินก่อน”
ฮารุโอะหยิบเลื่อยขึ้นมาอีกครั้งทำราวกับบทสนทนาจบลงแล้ว แต่รอยยิ้มที่ซ่อนอยู่ตรงมุมปากยังไม่หาย
ทั้งสองกล่าวลาแล้วเดินต่อ
---
เมื่อเข้าใกล้สะพานไม้ เสียงลำธารก็ดังชัดขึ้นน้ำจากหิมะละลายทำให้กระแสไหลเร็วกว่าช่วงต้นฤดูหนาว แต่ไม่แรงเท่าหลังฝนในวันก่อนอาโออิชะลอฝีเท้าปลายไม้เท้าแตะขอบพื้นไม้ กึก เสียงเปลี่ยนจากแข็งทึบเป็นเสียงกลวงเธอก้าวขึ้นสะพานโดยไม่ต้องให้ใครบอก มาซาอากิเดินตามขึ้นมาตรงจุดที่เธอเคยลื่นล้มคราบโคลนถูกล้างหายไปแล้ว พื้นไม้แห้ง มีเพียงรอยสีเข้มที่น้ำฝนเคยขังอยู่ อาโออิหยุดกลางสะพานมือซ้ายยื่นออกไปหาราวไม้ปลายนิ้วสัมผัสพื้นผิวที่ฮารุโอะขัดจนเรียบ เธอลูบไปตามแนวไม้ช้า ๆจนถึงรอยต่อเดิมที่จำได้
“ตรงนี้”
“อะไร”
“รอยตะปู”
มาซาอากิมองตาม นิ้วของเธอหยุดอยู่เหนือหัวตะปูเล็ก ๆที่ฝังเสมอเนื้อไม้แทบมองไม่เห็น
“ยังอยู่”
“ของทุกอย่างมีผิวของตัวเองนี่คะ”
ประโยคเดิมจากวันหนึ่งกลับมาโดยไม่ตั้งใจ ครั้งนั้นเธอกำลังเรียนรู้โลกผ่านปลายนิ้วส่วนเขาเพิ่งเริ่มหลับตาลองสัมผัสตาม วันนี้ไม่มีใครต้องลองอีกแล้ว มาซาอากิวางมือบนราวไม้ข้างเธอฝ่ามือรับความเย็นที่ยังเหลือจากกลางคืน ทั้งสองยืนฟังเสียงน้ำ ไม่มีคำถาม ไม่มีคำบรรยายกระแสลำธารไหลผ่านก้อนหิน ส่งเสียงกระทบกันเบาและหนักสลับเป็นช่วงนกตัวเล็กบินจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งเสียงรถบรรทุกดังอยู่ไกลหลังแนวบ้านก่อนค่อย ๆ จางหาย
อาโออิขยับใบหน้าไปทางต้นน้ำ “วันนี้น้ำไม่เหมือนวันฝนตก”
“อือ”
“ไหลเร็วกว่า แต่เสียงเบากว่า”
มาซาอากิมองผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย “เพราะน้ำตื้นลง”
หญิงสาวพยักหน้า “งั้นเหรอ”
ลมพัดผ่านสะพานพากลิ่นดินเปียกกับดอกไม้แรกฤดูเข้ามาปะปนกัน
อาโออิยิ้มบาง ๆ “ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วจริงๆ”
คราวนี้มาซาอากิไม่ได้หันมองต้นไม้หรือท้องฟ้า เขาหลับตาลงฟังเสียงน้ำสูดกลิ่นลม และปล่อยให้ความอุ่นของแดดแตะใบหน้า
“อือ”
เมื่อเปิดตาขึ้น อาโออิได้ปล่อยมือจากราวไม้แล้ว เธอแตะปลายไม้เท้าลงบนพื้นสะพานกึก ก้าวแรกผ่านจุดที่เคยล้มอย่างมั่นคง มาซาอากิเดินตามโดยไม่ยื่นมือออกไปอีกฟากของสะพานกลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยมาตามลม กริ๊ง พร้อมเสียงกระดิ่งเหนือประตูคาเฟ่ที่ดังแผ่วอยู่ไม่ไกล
---
เสียงกระดิ่งเหนือประตูคาเฟ่ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อทั้งสองเดินมาถึงกริ๊ง กลิ่นชาอุ่น เนย และไม้เก่าลอยออกมาต้อนรับก่อนเสียงของยายฟูมิจะดังจากหลังเคาน์เตอร์“มาช้ากว่าทุกวันนะ”
อาโออิยิ้ม “แวะฟังลำธารค่ะ”
“ลำธารพูดอะไรบ้าง”
หญิงสาวเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังนึกถึงเสียงน้ำเมื่อครู่ “บอกว่าฤดูหนาวไปแล้ว”
ยายฟูมิหัวเราะเบา ๆ “พูดเก่งขึ้นทุกปี”
มาซาอากิเลื่อนประตูปิดตามหลัง ลมเย็นด้านนอกถูกตัดออกเหลือเพียงความอุ่นจากเตาถ่านที่ตั้งอยู่มุมร้าน
โต๊ะริมหน้าต่างยังว่าง เก้าอี้ตัวเดิมวางอยู่ในตำแหน่งเดิมแจกันดอกไม้เล็กบนโต๊ะถูกขยับไปชิดขอบมากขึ้นเพื่อไม่ให้แขนของอาโออิชนโดยไม่ตั้งใจ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนั้น หญิงสาวเดินไปยังที่นั่งของตัวเองใช้ปลายนิ้วแตะพนักเก้าอี้ก่อนนั่งลง มาซาอากิวางถุงมันจูของมิซากิไว้กลางโต๊ะ
ยายฟูมิมองถุงผ้าแล้วเลิกคิ้ว “เอาของกินมาร้านขายของกินหรือ”
“แม่ทำมาค่ะ”
“ถ้างั้นยายต้องชิม”
“แม่ใส่มาหกลูก”
“พอดีเลย”
มาซาอากิมองคนสองวัยที่ตกลงแบ่งขนมกันโดยไม่ถามความเห็นเขาสักคำ
“ของผมล่ะครับ”
อาโออิหันไปตามเสียงทันที “คุณดื่มกาแฟมาแล้ว”
“มันคนละอย่าง”
“คุณยายคะ เหลือให้เขาลูกหนึ่งก็พอ”
ยายฟูมิพยักหน้าอย่างจริงจัง “เห็นด้วย”
มาซาอากิถอนหายใจ “ผมไม่น่าถือถุงให้เลย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันในร้านที่ยังไม่มีลูกค้าคนอื่นยายฟูมิเดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์ ไม่นานเสียงเปิดฝาก็ดังขึ้นตามด้วยเสียงน้ำร้อนเทลงในกา ไอน้ำลอยเหนือกาน้ำชา กลิ่นใบชาใหม่ค่อย ๆแผ่ออกมาทีละน้อย
อาโออิสูดลมหายใจเข้า “ใบเดียวกับเมื่อเช้า”
มาซาอากิหันมองเธอ “ที่บ้านคุณ?”
“อือ แม่คงได้มาจากคุณยาย”
ยายฟูมิยกถาดมาวางบนโต๊ะ “แม่เธอแวะมาเมื่อวาน”
หญิงสูงวัยจัดถ้วยชาไว้ตรงหน้าอาโออิโดยวางหูจับเอียงออกทางขวาเหมือนทุกครั้ง
“วันนี้หวานเหมือนเดิมไหม”
อาโออิยกถ้วยขึ้นจิบ เธอปล่อยให้รสชาอยู่บนปลายลิ้นครู่หนึ่งก่อนยิ้ม “เหมือนเดิมค่ะ”
ยายฟูมิพยักหน้า ไม่มีใครพูดต่อคำตอบธรรมดานั้นลอยอยู่ระหว่างคนทั้งสามพร้อมกับไออุ่นที่ค่อย ๆ จางจากขอบถ้วย นอกหน้าต่างเสียงจักรยานของเด็กในหมู่บ้านแล่นผ่านไป กระดิ่งดังหนึ่งครั้งก่อนหายลับตามถนน มาซาอากิหยิบมันจูออกจากถุงวางหนึ่งลูกลงในจานของอาโออิ หญิงสาวแตะขอบจาน แล้วคลำพบขนมตรงกลาง
“ลูกถั่วแดงหรือเกาลัดคะ”
“ถั่วแดง”
“คุณรู้ได้ยังไง”
เขาหยิบอีกลูกขึ้นมาดูรอยแต้มสีเล็กบนผิวแป้ง
“มีจุดสีแดง”
อาโออิยิ้ม “เมื่อก่อนฉันแยกจากสี”
“ตอนนี้ล่ะ”
เธอยกมันจูเข้าใกล้จมูก “กลิ่นถั่วแดงแรงกว่าเกาลัดนิดหนึ่ง”
“จริงหรือ”
“ลองดูสิคะ”
มาซาอากิหยิบอีกลูกขึ้นมาสูดกลิ่น เขานิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนวางกลับลงจาน
“แยกไม่ออก”
“น่าสงสารจัง”
“คำนี้ควรเป็นของผมหรือ”
หญิงสาวหัวเราะจนไหล่สั่น ยายฟูมิยืนเช็ดแก้วอยู่หลังเคาน์เตอร์แอบยิ้มโดยไม่หันมา มาซาอากิมองรอยยิ้มของอาโออิอยู่ครู่หนึ่งก่อนก้มลงกัดมันจูของตัวเอง แป้งยังอุ่น เนื้อถั่วแดงหวานน้อยกว่าที่คิด เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสูตรของมิซากิหรือเพราะเช้านี้ทุกอย่างดูอ่อนโยนกว่าปกติ เสียงประตูร้านดังขึ้นอีกครั้ง
ยูโตะโผล่หน้าเข้ามาก่อนตัว “พี่อาโออิอยู่ไหมครับ”
“อยู่จ้ะ” ยายฟูมิตอบ
เด็กชายเดินเข้ามา รองเท้ามีดินติดอยู่ตรงขอบกางเกงสั้นเกินข้อเท้าไปเล็กน้อยจนเห็นได้ชัดว่าเขาสูงขึ้นจริง
อาโออิหันไปตามเสียง “ยูโตะ”
“ครับ”
“วันนี้ไม่ปั่นจักรยานหรือ”
“ยางแบนครับ”
“อีกแล้วเหรอ”
เด็กชายหัวเราะแห้ง ๆ “คราวนี้ไม่ได้ชนอะไรนะ”
มาซาอากิมองหัวเข่าที่มีรอยเปื้อนดินใหม่ “แน่ใจหรือ”
ยูโตะรีบดึงชายกางเกงลง “แน่ครับ”
อาโออิหัวเราะ เด็กชายเดินเข้ามาใกล้โต๊ะก่อนหยุดอยู่ห่างออกไปหนึ่งก้าว
“พี่จะไปดูซากุระไหม”
“ว่าจะไปค่ะ”
“ต้นหน้าสถานีบานเยอะแล้วนะ”
“เต็มต้นหรือยัง”
ยูโตะเงยหน้าคิด “เกือบครับ”
“เกือบแปลว่าเท่าไร”
“ก็เกือบเต็ม”
“ตอบเหมือนคุณคุโรคาวะเลย”
มาซาอากิเลิกคิ้ว “ผมเกี่ยวอะไรด้วย”
อาโออิหันหน้าไปทางเขา “คุณชอบตอบกว้างๆ”
“ผมตอบตามที่เห็น”
“นั่นแหละค่ะ”
ยูโตะหัวเราะ ก่อนล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ
“พี่อาโออิ”
“หือ”
“ผมเอานี่มาให้” เด็กชายวางของชิ้นเล็กลงบนฝ่ามือของเธอ
อาโออิใช้นิ้วคลำเบา ๆ เป็นพวงกุญแจไม้ขนาดเล็กผิวเรียบแต่ยังมีรอยขัดด้วยมืออยู่บางจุด รูปร่างคล้ายผลแอปเปิล
“อะไรเอ่ย”
“แอปเปิลครับ”
“นึกว่าส้ม”
เด็กชายชะงัก ก่อนหันไปมองยายฟูมิอย่างเสียหน้า เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบร้านอาโออิใช้นิ้วลูบใบไม้เล็ก ๆ ที่แกะติดอยู่ด้านบน
“ยูโตะทำเองหรือ”
“ลุงฮารุโอะช่วยนิดหน่อย”
มาซาอากิมองรอยตัดที่ยังไม่เท่ากัน คำว่า “นิดหน่อย”ของยูโตะคงหมายถึงเกือบทั้งหมด
“สวยมาก” อาโออิพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เด็กชายยืดตัวขึ้นทันที “ผมทำให้ไว้ติดไม้เท้า”
เขาชี้ไปยังห่วงโลหะเล็กด้านบนก่อนนึกได้ว่าอาโออิมองไม่เห็น จึงเดินเข้าไปแตะปลายไม้เท้าเบา ๆ
“ตรงนี้ครับเวลาวางไว้จะได้รู้ว่าเป็นของพี่”
อาโออินิ่งไปนิ้วมือค่อย ๆ กำพวงกุญแจไว้ “ไม้เท้าก็มีของพี่อันเดียวอยู่แล้วนะ”
“แต่แบบนี้สวยกว่า” เด็กชายตอบอย่างมั่นใจ
อาโออิหัวเราะเบา ๆ “งั้นช่วยติดให้หน่อยได้ไหม”
ยูโตะนั่งยองลงทันทีเขาใช้เวลานานกว่าที่คิดกว่าจะสอดห่วงเข้ากับสายรัดตรงด้ามไม้เท้ามือเล็กทำงานอย่างระมัดระวังจนคิ้วขมวด เมื่อเสร็จ เขายกไม้เท้าขึ้นเล็กน้อยพวงกุญแจไม้แกว่งกระทบด้ามกึก เสียงเบาและแห้ง
อาโออิยกมือขึ้นแตะมันอีกครั้ง “ขอบคุณนะ”
“ครับ” ยูโตะยิ้มกว้าง “คราวหน้าผมจะทำรูปกล้องให้ด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ร้านเงียบลงเพียงชั่วขณะ เด็กชายไม่ทันสังเกต
อาโออิลูบพวงกุญแจแอปเปิลต่อไป ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเดิม “เอาสิ”
มาซาอากิมองเธอ รอยยิ้มของหญิงสาวไม่ได้จางลง มันเพียงเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สงบกว่าเดิมยายฟูมิยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ ไม่นานยูโตะก็วิ่งออกจากร้านไปเสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นแล้วหายไปพร้อมเสียงฝีเท้าของเด็กชาย
กริ๊ง หลังจากนั้นร้านกลับมาเงียบอีกครั้ง
อาโออิยังจับพวงกุญแจไม้ไว้ในมือ “เขาโตขึ้นนะ”
มาซาอากิพูด “อือ”
“แต่ยังโกหกไม่เก่ง”
“เรื่องจักรยานหรือคะ”
“เข่ามีดิน”
หญิงสาวหัวเราะ “สักวันคงเก่งขึ้น”
“ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องดี”
ยายฟูมิหันมาจากเคาน์เตอร์ “เด็กไม่ต้องโตจนเก่งทุกเรื่องหรอก”
มาซาอากิมองหญิงสูงวัย “แล้วควรเก่งเรื่องอะไรครับ”
ยายฟูมิวางแก้วที่เช็ดเสร็จลงบนชั้น
“รู้ว่าใครสำคัญก็พอ”
เธอพูดเพียงเท่านั้น ก่อนหันกลับไปจัดของต่อ มาซาอากิไม่ได้ตอบอาโออิเองก็เงียบ เสียงนาฬิกาไม้เหนือประตูเดินต่อไปทีละจังหวะ แสงแดดสายเคลื่อนผ่านหน้าต่างตกลงบนโต๊ะเป็นแถบยาว กลีบซากุระหนึ่งกลีบถูกลมพัดเข้ามาติดตรงขอบหน้าต่างก่อนร่วงลงบนพื้นไม้
อาโออิหันหน้าไปทางหน้าต่าง “มีอะไรตกหรือเปล่าคะ”
มาซาอากิก้มลงเก็บกลีบดอกไม้ขึ้นมา “ซากุระ”
เขาวางมันลงบนฝ่ามือของเธอ กลีบดอกบางจนแทบไม่มีน้ำหนัก อาโออิใช้นิ้วโป้งลูบตามขอบโค้งอย่างเบามือ
“สีอะไร”
“ชมพูอ่อน”
“อ่อนแค่ไหน”
มาซาอากิมองกลีบดอกบนฝ่ามือเธอแสงจากหน้าต่างส่องผ่านจนเห็นเส้นบาง ๆ ภายใน เขาใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เหมือนสีที่กำลังจะหายไปในแสง”
หญิงสาวยิ้ม “ฟังดูเหมือนคุณแล้ว”
“ตรงไหน”
“เริ่มตอบเหมือนคนถ่ายรูป”
มาซาอากิก้มหน้าหัวเราะ
อาโออิกำกลีบดอกไว้หลวม ๆ แล้วพูดขึ้น “ไปดูกันเถอะค่ะ”
ยายฟูมิหันมาทางทั้งคู่ “ยังเช้าอยู่เลย”
“แวะสถานีก่อน”
“แล้วจะขึ้นเนินเมื่อไร”
มาซาอิากิมองนาฬิกา “หลังบ่ายสามครับ”
หญิงสูงวัยพยักหน้า “ทันพระอาทิตย์ตก”
อาโออิลุกขึ้น เก็บไม้เท้าจากข้างเก้าอี้พวงกุญแจแอปเปิลแกว่งเบา ๆ ตรงด้าม เธอหันไปทางยายฟูมิ
“คุณยายคะ”
“หือ”
“พรุ่งนี้ยังเปิดร้านไหม”
ยายฟูมิขมวดคิ้ว “ถามอะไรแปลกๆ”
“ก็ถามไว้ก่อน”
หญิงสูงวัยมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะ “เปิดสิ”
“แล้ววันมะรืนล่ะคะ”
“เปิด”
“สัปดาห์หน้าด้วยไหม”
“ถ้ายายยังตื่นไหวก็เปิด”
อาโออิยิ้มกว้าง “ดีจัง”
ยายฟูมิเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ยกมือแตะไหล่เบา ๆเพียงครั้งเดียว
“ชาไม่หนีไปไหนหรอก”
หญิงสาวพยักหน้า “ค่ะ”
มาซาอากิถือถุงมันจูที่เหลือขึ้นมา ก่อนกล่าวลา ทั้งสองเดินออกจากคาเฟ่กระดิ่งเหนือประตูดังตามหลัง กริ๊ง ลมด้านนอกอุ่นขึ้นกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อยเสียงรถไฟเที่ยวสายดังมาจากปลายหมู่บ้าน อาโออิหยุดฟังจากนั้นจึงแตะปลายไม้เท้าลงบนพื้นพวงกุญแจไม้แกว่งกระทบด้ามเบาๆ กึก เธอยิ้มแล้วออกเดินไปทางสถานี มาซาอากิเดินอยู่ข้าง ๆโดยมีถุงมันจูของมิซากิอยู่ในมือและกลีบซากุระอีกหนึ่งกลีบติดอยู่ตรงแขนเสื้อโดยที่เขายังไม่รู้ตัว
---
เสียงรถไฟค่อย ๆเบาลงหลังแล่นผ่านสถานีเหลือเพียงเสียงล้อเหล็กที่ค่อย ๆ ห่างออกไปจนกลืนหายกับสายลมของบ่ายต้นฤดูใบไม้ผลิ อาโออิหยุดยืนอยู่ริมทางเดินเธอไม่พูดอะไรเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังฟังว่าความเงียบหลังรถไฟผ่านนั้นแตกต่างจากก่อนหน้าหรือไม่ มาซาอากิยืนอยู่ข้างๆ เขาเองก็ไม่ได้พูดจนกระทั่งหญิงสาวยิ้มออกมา
“รถไฟเที่ยวนี้คนไม่เยอะ”
“รู้ได้ยังไง”
“เสียงประตูปิดเร็ว”
เขาหันไปมองขบวนรถที่กำลังเลี้ยวลับแนวต้นไม้เมื่อก่อนเขาคงตอบเพียงว่า“ใช่” แต่ตอนนี้เขากลับลองย้อนนึกถึงเสียงเมื่อครู่ประตูปิด เสียงฝีเท้า เสียงพูดคุย เสียงเด็กหัวเราะ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจริงอย่างที่เธอว่าเขาหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ
อาโออิหันมาตามเสียง “หัวเราะอะไรคะ”
“ผมเพิ่งรู้”
“อะไร”
“คุณทำให้ผมเริ่มฟังโลกมากกว่ามอง”
หญิงสาวนิ่งไปก่อนหัวเราะเบา ๆ “คุณเองก็ทำให้ฉันเห็นโลกมากกว่าที่เคย”
---
ทั้งสองเดินต่อถนนสายเล็กทอดผ่านหน้าสถานี ต้นซากุระต้นใหญ่ยืนอยู่เงียบๆ ข้างอาคารไม้หลังเก่า วันนี้กิ่งทุกกิ่งเต็มไปด้วยดอกสีชมพูอ่อน ลมพัดเพียงครั้งเดียวกลีบดอกจำนวนหนึ่งก็ปลิวลงมาราวกับหิมะที่เปลี่ยนสี มาซาอากิหยุดเดินอาโออิสัมผัสได้ว่าเขาหยุดจึงหยุดตาม
“ถึงแล้วหรือ”
“อือ”
“ซากุระ” เธอยิ้ม “เต็มต้นแล้วใช่ไหม”
เขาใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “เต็มต้น”
“สวยไหม”
มาซาอากิมองขึ้นไป แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกลีบดอกไม้เป็นประกายอ่อนเด็กสองคนวิ่งลอดใต้ต้นซากุระ เสียงหัวเราะดังแทรกผ่านสายลม หญิงชราคนหนึ่งกำลังยกกล้องถ่ายรูปสามีข้างต้นซากุระเจ้าของร้านข้างสถานียืนกวาดกลีบดอกไม้หน้าร้านไปยิ้มไป ภาพทั้งหมดเรียบง่าย ธรรมดาและงดงามอย่างประหลาด
เขาจึงตอบเพียงว่า “สวย”
อาโออิหัวเราะ “แสดงว่าครั้งนี้คุณหาคำอื่นไม่เจอจริงๆ”
เขาหันมายิ้ม “อือเพราะมันสวย”
หญิงสาวยื่นมือออกไปช้า ๆ ไม่ได้เพื่อสัมผัสต้นไม้แต่เพื่อรับสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศไม่นานนักกลีบซากุระกลีบหนึ่งก็ตกลงบนฝ่ามือของเธอเบาเสียจนแทบไม่มีน้ำหนัก เธอใช้นิ้วลูบมันอย่างทะนุถนอม
“บางจัง”
“อือ”
“เหมือนจะปลิวหายไปได้ทุกเมื่อ”
มาซาอากิพยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ “แต่ทุกปีมันก็กลับมา”
อาโออิยิ้มก่อนค่อย ๆปล่อยกลีบดอกนั้นให้ลอยไปกับลมอีกครั้ง ทั้งสองเดินผ่านต้นซากุระต่อไป ไม่มีใครหันกลับไปมองเหมือนต่างรู้ว่าความงดงามบางอย่างไม่จำเป็นต้องครอบครองเพียงได้พบก็เพียงพอแล้วทางเดินเริ่มลาดขึ้นบ้านเรือนค่อย ๆ เหลือน้อยลง เสียงผู้คนเบาลงแทนที่ด้วยเสียงลมที่พัดผ่านยอดหญ้า
มาซาอากิชะลอฝีเท้า “เหนื่อยไหม”
อาโออิส่ายหน้า “ไม่ค่ะ”
เธอหัวเราะนิด ๆ “ฉันจำทางนี้ได้”
“จำจากอะไร”
“จำนวนก้าว”
เธอเริ่มนับในใจเหมือนเคย ก้าวหนึ่ง ก้าวสอง ก้าวสาม มาซาอากิไม่ได้ขัดเพียงเดินเคียงอยู่ข้างๆ จนเมื่อทางเริ่มชันขึ้นอีกเล็กน้อย อาโออิหยุดนับเอง
เธอหันมายิ้ม “อีกไม่ไกลแล้ว”
มาซาอากิยิ้มตอบ เบื้องหน้าศาลาไม้หลังเดิมค่อย ๆปรากฏขึ้นเหนือเนิน หลังคาสีเข้มยังเหมือนวันแรก ม้านั่งตัวเดิมยังอยู่ ลมพัดผ่านชายคาเกิดเสียงไม้เสียดสีกันเบาๆ เขาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง สถานที่แห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นของคำสัญญาหลายอย่างและวันนี้มันกำลังจะเป็นสถานที่ที่ความเงียบจะพูดแทนทุกคำที่เหลือทั้งสองก้าวขึ้นบันไดศาลาพร้อมกันโดยไม่มีใครพูดอะไรอีกมีเพียงสายลมของยามเย็นที่พัดผ่านระหว่างคนสองคนอย่างอ่อนโยน
---
พื้นไม้ของศาลาส่งเสียงเบาๆ ใต้ฝ่าเท้า อาโออิพับไม้เท้าเก็บก่อนวางไว้ข้างตัวพวงกุญแจแอปเปิลที่ยูโตะเพิ่งให้แกว่งกระทบด้ามหนึ่งครั้ง แล้วหยุดนิ่ง มาซาอากิวางถุงมันจูไว้ตรงกลางม้านั่งทั้งสองนั่งลงในตำแหน่งเดิมตำแหน่งที่อาโออิเคยนั่งยกกล้องขึ้นหาพระอาทิตย์ตก ตำแหน่งที่มาซาอากิเคยยืนอยู่ข้างหลังห่างออกไปเล็กน้อย ราวกับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรอยู่ใกล้เธอได้แค่ไหน วันนี้ไม่มีระยะห่างแบบนั้นแล้วหัวไหล่ของทั้งคู่เกือบแตะกัน ลมบนเนินพัดอุ่นกว่าด้านล่างกลิ่นหญ้าอ่อนกับดินที่เพิ่งพ้นฤดูหนาวลอยปะปนมากับกลิ่นดอกไม้จากต้นไม้ตามทางเสียงเด็กเล่นดังอยู่ไกลออกไป ก่อนค่อย ๆ เบาลงเมื่อพวกเขาวิ่งกลับบ้าน นกหลายตัวบินผ่านเหนือศาลาเสียงปีกกระพือดังเพียงครู่เดียวจากนั้นความเงียบก็กลับมา
อาโออิวางมือไว้บนตักไม่ได้ถามว่าพระอาทิตย์อยู่ตรงไหนไม่ได้ขอให้เขารีบบรรยาย เธอเพียงนั่งรับลมเหมือนคนที่รู้ว่าบางสิ่งควรใช้เวลาของมันเอง มาซาอากิมองท้องฟ้าทางตะวันตกดวงอาทิตย์ยังอยู่เหนือสันเขาเล็กน้อยแสงสีทองคลุมยอดไม้และหลังคาของหมู่บ้านดอกซากุระหน้าสถานีมองเห็นเป็นกลุ่มสีชมพูอ่อนอยู่ไกล ๆลำธารสะท้อนแสงเป็นเส้นบางคดผ่านแนวบ้าน เขาเคยมองภาพนี้หลายครั้ง
ครั้งแรก มองเพราะอาโออิพามา
ครั้งต่อมา มองเพราะเธอขอ
หลังจากนั้นเขากลับมาที่นี่เพราะไม่อยากให้เธอต้องมองเพียงลำพัง
แต่วันนี้ เขาเพิ่งรู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตัวเองไม่ได้มองแทนเธอเลยอาโออิต่างหากที่สอนให้เขาเห็นสิ่งเหล่านี้
“ตอนนี้เป็นยังไงคะ”
คำถามของเธอดังขึ้นเบา ๆ มาซาอากิไม่ได้ตอบทันที เขาถอดแว่นออกเช็ดเลนส์ด้วยชายเสื้อ แล้วสวมกลับตามนิสัยเดิมแม้ไม่มีฝุ่นหรือไอน้ำติดอยู่เลยก็ตาม
อาโออิยิ้ม “คิดนานจัง”
“กำลังดูอยู่”
“ฉันถามว่าตอนนี้เป็นยังไงไม่ได้ถามว่าสีอะไรนะคะ”
มาซาอากิหันไปมองเธอ ใบหน้าของหญิงสาวรับแสงเย็นอยู่ครึ่งหนึ่งดวงตายังคงเปิดตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้ทอดไปยังสิ่งใดเขาหันกลับไปทางหมู่บ้านอีกครั้ง
“ลมอุ่นขึ้น”
อาโออิพยักหน้า “อือ”
“กลิ่นหญ้าชัดกว่าตอนเช้า”
เธอสูดลมหายใจเข้า “จริงด้วย”
“นกกำลังกลับรัง”
เสียงนกร้องดังขึ้นจากแนวสนพอดี
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “ข้อนี้ฉันรู้ก่อนคุณ”
“งั้นไม่นับ”
“นับค่ะ”
มาซาอากิยิ้ม ก่อนพูดต่อ “แสงกำลังอ่อนลงหมู่บ้านเริ่มเงียบ ควันจากบ้านสองสามหลังลอยขึ้นตรง ๆ เพราะลมบนพื้นเบาลงแล้ว”
อาโออินั่งฟังโดยไม่แทรกมือข้างหนึ่งค่อย ๆเลื่อนไปวางบนพื้นไม้ รับความอุ่นที่สะสมจากแดดทั้งวัน
“แล้วพระอาทิตย์ล่ะคะ”
มาซาอากิมองดวงกลมสีส้มที่กำลังแตะขอบภูเขา “กำลังกลับบ้าน”
อาโออิหัวเราะ “ฟังดูเหมือนคุณยายฟูมิเลย”
“ผมคงอยู่กับคนหมู่บ้านนี้นานเกินไป”
“เพิ่งรู้หรือคะ”
“อือ”
เธอยิ้มกว้างขึ้น ลมพัดผ่านศาลาอีกครั้งเส้นผมบางส่วนหลุดจากหลังใบหู ปลายผมแตะแก้มเบา ๆอาโออิยกมือขึ้นทัดไว้ตามความเคยชิน มาซาอากิมองการเคลื่อนไหวนั้น สิ่งเล็กน้อยที่เขาเคยเห็นนับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองจำได้ละเอียดถึงเพียงนี้วิธีที่เธอเม้มปากเวลาคิด วิธีที่หัวเราะก่อนเปลี่ยนเรื่อง วิธีจับถ้วยชาด้วยปลายนิ้วทั้งสองข้างวิธีชอบเงยหน้าเมื่อได้กลิ่นฝนและวิธีที่ยิ้มกว้างขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเขาเดินมา เขาจำได้ทั้งหมดโดยไม่เคยตั้งใจท่องจำ
อาโออิเอียงหน้า “คุณกำลังมองฉันอยู่ใช่ไหม”
มาซาอากิชะงัก “รู้ได้ยังไง”
“เงียบแบบนี้ทีไร คุณมองทุกที”
เขาหัวเราะในลำคอ “คุณนี่น่ากลัวขึ้นทุกวัน”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ได้ชม”
“รับเป็นคำชมแล้ว”
ประโยคเดิมจากวันเก่า ๆ กลับมาอีกครั้งโดยไม่มีใครตั้งใจทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน เสียงหัวเราะลอยออกจากศาลาไปกับลม ก่อนจางหายเหนือเนินเขา มาซาอากิยกถุงผ้าขึ้นมาวางบนตักหยิบมันจูออกมาสองลูก
“กินไหม”
“คุณยายฟูมิกินไปกี่ลูกคะ”
“สอง”
“ยูโตะล่ะ”
“หนึ่ง”
“เหลือเท่าไร”
“สาม”
อาโออิแบมือออก
“งั้นของฉันสอง”
“ทำไม”
“แม่ทำให้ฉัน”
“ผมเป็นคนถือ”
“ค่าถือหนึ่งลูกพอค่ะ”
มาซาอากิวางมันจูสองลูกลงบนมือเธออย่างไม่เต็มใจนัก
“เผด็จการ”
“ขอบคุณค่ะ”
ทั้งคู่กินขนมท่ามกลางแสงเย็น แป้งนึ่งเริ่มเย็นแล้วแต่เนื้อถั่วแดงยังนุ่ม กลิ่นหวานลอยเจืออยู่ในอากาศ อาโออิกินช้ากว่าปกติเหมือนพยายามแยกรสชาติทีละส่วนเมื่อกินหมด เธอปัดเศษแป้งออกจากปลายนิ้ว
“อร่อยจัง”
“อือ”
“พรุ่งนี้แม่คงทำอีก”
“แน่ใจหรือ”
“ถ้าบอกว่าอร่อย แม่จะทำอีกค่ะ”
มาซาอากิพยักหน้า วันพรุ่งนี้ คำธรรมดาที่ไม่มีใครพูดถึงบ่อยนักแต่เพียงได้ยินก็ทำให้ภาพพระอาทิตย์ตกตรงหน้าดูแตกต่างออกไป เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมปลายนิ้วแตะขอบซองกระดาษของที่พกติดตัวมาตลอดหลายวันทั้งที่ไม่เคยหาเวลาที่เหมาะสมยื่นให้เธอได้
มาซาอากิหยิบซองออกมาวางบนตักเสียงกระดาษเสียดสีกับผ้าดังเบาๆ
อาโออิหันหน้าเข้าหาเสียง “อะไรคะ”
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นซองให้ หญิงสาวรับไปปลายนิ้วลูบตามขอบกระดาษอย่างช้า ๆ
“จดหมาย?”
“อือ”
“ของฉันหรือคะ”
“ครับ”
อาโออิยิ้ม “คุณเขียนจดหมายเป็นด้วย”
“ผมเคยทำงานโฆษณา”
“โฆษณากับจดหมายไม่เหมือนกันนะคะ”
“ถึงได้เขียนไม่จบ”
ปลายนิ้วของเธอหยุดอยู่บนซอง “ยังไม่จบหรือ”
“อือ”
“แล้วเอามาให้ทำไม”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้อาโออิหัวเราะ
เธอยื่นซองกลับมา “อ่านให้ฟังหน่อยค่ะ”
มาซาอากิรับจดหมายคืน เขาเปิดซองดึงกระดาษที่พับอยู่ข้างในออกมา บนหน้ากระดาษมีข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ลายมือช่วงแรกเรียบร้อยส่วนบรรทัดท้ายมีรอยขีดฆ่าสองสามแห่ง เหมือนคนเขียนลองหาคำที่เหมาะสมแต่สุดท้ายหาไม่พบ เขากระแอมเบา ๆ อาโออิหันหน้ามาทางเขาอย่างตั้งใจ
มาซาอากิอ่านประโยคแรก “ถึงคนที่พยายามเดินเองเสมอ”
เขาหยุดลมพัดมุมกระดาษให้ไหว
อาโออิรออยู่ครู่หนึ่ง “ต่อสิคะ”
มาซาอากิก้มมองข้อความที่เหลือ “ยังเขียนไม่จบ”
หญิงสาวเงียบ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ “ดีแล้วค่ะ”
เขาหันมอง “ดีตรงไหน”
อาโออิวางมือบนซองจดหมายที่อยู่ระหว่างทั้งสอง
“เพราะถ้าเขียนจบ”
เธอลูบขอบกระดาษเพียงครั้งเดียว
“คุณก็จะไม่เขียนอีก”
มาซาอากิมองใบหน้าของเธอ ไม่มีความเศร้าอยู่ในน้ำเสียง ไม่มีการขอคำสัญญามีเพียงความเชื่อมั่นเรียบง่ายว่ายังมีวันพรุ่งนี้ และยังมีเรื่องราวอีกมากที่ยังไม่เกิดขึ้น เขาพับจดหมายกลับตามรอยเดิมสอดเข้าไปในซอง
“งั้นคงต้องใช้กระดาษอีกเยอะ”
อาโออิยิ้ม “คุณมีเงินซื้อค่ะ”
“มั่นใจจัง”
“อดีตผู้อำนวยการบริษัทโฆษณานี่คะ”
“ตอนนี้ไม่มีงานแล้ว”
“งั้นเขียนช้าลงหน่อย”
มาซาอากิก้มหน้าหัวเราะ เขาเก็บซองกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อจดหมายยังไม่จบและเป็นครั้งแรก เขาไม่รู้สึกว่าต้องรีบหาคำมาต่อให้สมบูรณ์ บนท้องฟ้าดวงอาทิตย์แตะขอบภูเขาแล้ว แสงสีทองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มเมฆบางเหนือสันเขาถูกย้อมจนปลายขอบเป็นสีชมพูกลีบซากุระจากต้นที่อยู่ด้านล่างปลิวขึ้นมาตามกระแสลม ก่อนหมุนช้า ๆ ผ่านหน้าศาลา
อาโออิยกใบหน้ารับลม “ใกล้ตกแล้วใช่ไหมคะ”
“อือ”
“ตอนนี้สีอะไร”
มาซาอากิมองท้องฟ้า “สีส้ม”
เขาหยุด ก่อนกล่าวต่อ “ตรงขอบเมฆเป็นสีชมพูเหนือภูเขายังมีแสงสีทองอยู่บาง ๆ หิมะบนยอดเขาสะท้อนแสงจนดูเหมือนกำลังละลาย”
หญิงสาวนั่งฟังเงียบ ๆ ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยดน้ำใสไหลผ่านแก้มหนึ่งหยดเธอไม่ได้ยกมือเช็ด
มาซาอากิเองก็ไม่ได้แตะต้องมัน เขาเพียงบรรยายต่อช้า ๆ จนแสงสุดท้ายค่อยๆ หายลงหลังแนวภูเขา เขาทำสิ่งที่เคยรับปากไว้ในวันหนึ่ง วันที่หญิงสาวยังมองเห็นเขาแต่กลัวว่าสักวันจะมองไม่เห็นโลกทั้งใบ
ช่วยดูพระอาทิตย์ตกแทนฉันหน่อยได้ไหม
วันนี้ เขาดูพระอาทิตย์ตกแทนเธอแล้วและอาโออิก็ยังยิ้มได้เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เสียงระฆังจากศาลเจ้าด้านล่างดังขึ้นหนึ่งครั้งกังวานผ่านหมู่บ้านที่เริ่มเปิดไฟทีละหลัง
อาโออิปล่อยลมหายใจออกยาว “สวยจัง”
มาซาอากิหันมองเธอ “อือ”
หญิงสาวยกมือขึ้นแตะอากาศตรงหน้าเหมือนกำลังหาตำแหน่งของเขา มาซาอากิขยับเข้ามาใกล้โดยไม่ได้พูดอะไรปลายนิ้วของอาโออิแตะแก้มเขาการสัมผัสเบาจนแทบไม่มีน้ำหนักนิ้วโป้งลูบผ่านรอยย่นข้างดวงตา ไล่ลงมาตามสันแก้มจนหยุดตรงมุมปาก มาซาอากินั่งนิ่ง ไม่หลบ ไม่ขยับ ปล่อยให้มือของเธอทำหน้าที่แทนดวงตา
อาโออิยิ้ม “คุณกำลังยิ้ม”
“อือ”
“กว้างไหม”
“ไม่มาก”
“เหมือนเดิมเลย”
มือของเธอค่อย ๆ ลดลงกลับมาวางบนตัก ทั้งสองนั่งเงียบต่ออีกครู่หนึ่งท้องฟ้าส่วนที่เคยเป็นสีส้มค่อย ๆ เข้มขึ้นหมู่บ้านด้านล่างกลายเป็นจุดแสงอุ่นกระจายตามแนวถนน
อาโออิหันมาทางเขา “ขอบคุณนะ”
มาซาอากิไม่ถามว่าเรื่องอะไร
เธอหัวเราะเบา ๆ “รู้ไหมคะ”
เขารอ
อาโออิวางมือลงบนพื้นไม้ข้างตัวรับสัมผัสสุดท้ายของความอุ่นที่แดดทิ้งไว้ จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาที่สุด
“ฉันไม่เคยมองคุณด้วยตาอยู่แล้ว”
มาซาอากินิ่งไป คำพูดนั้นไม่ได้ดัง ไม่มีน้ำตาเพิ่ม ไม่มีเสียงดนตรีมีเพียงลมที่พัดผ่านชายคา และเสียงใบไม้เสียดสีกันอยู่ไกลออกไป
เขายิ้มไม่ตอบเพราะไม่มีคำใดจำเป็นอีกแล้ว มาซาอากิลุกขึ้นก่อนเขายื่นมือออกไปตรงตำแหน่งเดิม อาโออิแตะปลายนิ้วลงบนฝ่ามือเขาแล้วจับไว้เพื่อพยุงตัวลุกขึ้น เมื่อยืนมั่นคงแล้ว เธอหยิบไม้เท้ามากาง พวงกุญแจแอปเปิลแกว่งเบาๆ ทั้งสองเริ่มเดินลงจากศาลามือยังจับกันอยู่ในก้าวแรก ก้าวที่สอง ก้าวที่สาม เมื่อมาถึงทางเดินเรียบอาโออิค่อย ๆ คลายมือออกเอง มาซาอากิหันมามองหญิงสาวยิ้มปลายไม้เท้าแตะพื้นด้านหน้า
กึก เธอก้าวต่อโดยมีเสียงฝีเท้าของเขาอยู่ข้างกายทางลงจากเนินเริ่มมืดลง แต่แสงจากบ้านในหมู่บ้านทอดขึ้นมาตามถนนเป็นระยะเสียงลำธารดังอยู่ด้านล่าง เสียงรถไฟเที่ยวเย็นแล่นผ่านเชิงเขาเสียงระฆังลมจากบ้านหลังหนึ่งดังรับกับสายลม
เมื่อถึงพื้นต่างระดับ มาซาอากิพูดเบา ๆ
“อีกก้าว”
อาโออิหัวเราะแล้วก้าวต่อ ทั้งสองเดินเคียงกันลงไปตามถนนไม่เร็ว ไม่ช้า ถุงมันจูที่เหลือแกว่งอยู่ในมือมาซาอากิ กล้องของอาโออิห้อยอยู่ข้างลำตัวของเขาสายคล้องเคลื่อนไปตามจังหวะฝีเท้า ตัวกล้องแกว่งกระทบสะโพกเบา ๆ กึก กึก เสียงฝีเท้าของคนสองคนยังคงดังต่อไปช้า ๆ พร้อมกัน
-จบบริบูรณ์ -