โจวหลินเหลือบมองสวี่ตงที่อยู่ตรงหน้าแล้วหลุบตาจ้องเล็บมือสีสันสดใสที่เธอเพิ่งทำมาในราคาสามร้อยหยวนก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “จะยืมเงินอีกแล้วเหรอ อย่าพูดเลยแกกินฟรีดื่มฟรีอยู่บ้านเราฟรีๆ ก็มากพอแล้ว ที่แกเรียกว่ายืมเงินนั่นจะคืนไหมเหมือนเตะหมูเข้าปากหมา[1]ให้แล้วอย่าหวังจะได้คืน”
พูดแล้วโจวหลินก็ยังไม่สาแก่ใจจึงเลิกคิ้วกล่าวเสริมไปอีก “ถึงเตะหมูเข้าปากหมายากจะได้คืน แต่หมายังกระดิกหางได้ เห่าได้ ใช่ไหมล่ะ”
สวี่ตงเจ็บแปลบที่ใจ!
หากไม่ใช่ทางเลือกสุดท้ายและไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆเขาจะมายืมเงินลูกพี่ลูกน้องผู้นี้อย่างนั้นหรือ
สองปีก่อนพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์สวี่ตงเพิ่งอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ในฐานะผู้เยาว์ที่ต้องมี 'ผู้ปกครอง' ตามกฎหมาย สวี่ตงจึงมา ‘อาศัย’ อยู่ที่บ้านป้าหวงซูอวี๋
หวงซูอวี๋เป็พี่สาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของหวงซูอิง แม่ของสวี่ตงครอบครัวของหวงซูอวี๋มีกันทั้งหมดสามคน โดยมีสามี โจวเทียนฉี และลูกสาวโจวหลินซึ่งอายุมากกว่าสวี่ตงห้าปีหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยได้เข้าทำงานที่สาขาหนึ่งของธนาคารเพื่อการก่อสร้างแห่งประเทศจีนในเมืองนี้แม้จะเป็พนักงานธรรมดา แต่ในบรรดาสามครอบครัว หวง สวี่ โจว โจวหลินนับได้ว่ามี 'อนาคตไกล'
เื่อุบัติเหตุนั้นพ่อของสวี่ตงเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมดต่อให้คนจะตายไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบจึงจ่ายเงินก้อนใหญ่ออกไป สวี่ตงเป็ลูกคนเดียวพ่อของสวี่ตงก็เป็ลูกคนเดียว ญาติที่พึ่งพาได้มีแค่ป้าเท่านั้นต่อมาสองลุงป้าได้ขายบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวสวี่ และเริ่ม ‘เป็ผู้ปกครอง’ สวี่ตง
ซึ่งก็เป็เพราะมีเงินจากการจัดการทรัพย์สินอีกสามถึงสี่แสนหยวนมิเช่นนั้น สองสามีภรรยาหวงซูอวี๋กับโจวเทียนฉีจะเต็มใจเป็ผู้ปกครองได้อย่างไร
ระยะเวลาเพียงสองปีกว่า สองลุงป้าก็ค่อยๆ ปากเก่งขึ้นเอาแต่พูดต่อหน้าสวี่ตงว่าไม่มีเงินเหลือแล้ว สวี่ตงค่าใช้จ่ายเยอะแบบนี้ถ้าต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่มีเงินให้เรียนแล้ว
พูดกันตามจริงแล้ว คะแนนของสวี่ตงตอนอยู่มัธยมปลายนับว่าโดดเด่นมากคาดว่าหากสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ก็ไม่ใช่เื่แปลก แต่ยิ่งเขาคะแนนดีหวงซูอวี๋กับโจวเทียนฉีก็ยิ่งไม่ชอบใจอีกทั้งดั่งคำกล่าวที่ว่าไม่ใช่คนพวกเดียวกัน ไม่ไปสุมหัวอยู่ด้วยกันโจวหลินญาติผู้พี่ของบ้านป้าก็มักจะประชดเหน็บแนมสวี่ตงเป็ประจำ
ปกติเวลาสวี่ตง้าค่าใช้จ่ายเื่การเรียนก็ยากที่จะได้จากสองลุงป้าอยู่แล้วหลังจากคิดคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็คิดว่าคุยกับโจวหลินญาติผู้พี่ดีกว่าครั้งนี้ต้องใช้เงินสองร้อยหยวนซื้ออุปกรณ์เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยสวี่ตงจึงเปิดปากถามเอากับโจวหลิน ทว่าสุดท้ายกลับได้คำเยาะเย้ยถากถางจากโจวหลินเงินก็ไม่ได้ยืมไปโดยปริยาย
สวี่ตงเสียใจสุดจะบรรยาย เขาเอาแต่เดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมายน้ำตาไหลพรั่งพรูออกจากเบ้า ตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ เขาคือ ‘สมบัติ’ ของครอบครัว ด้วยนิสัยเอาแต่ใจหยิ่งทะนงในตอนนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปในเวลานี้ก็เปรียบดั่งการสูญเสียความสุขไปเพราะไม่รู้จักทะนุถนอมลูกที่ไร้ความรักจากพ่อแม่เทียบกับรากหญ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!
สองปีกว่าที่ผ่านมา หลังจากทรัพย์สินของครอบครัวถูกขายไป ลุงเขยกับป้าก็เข้ามาจัดการทั้งหมดซึ่งจัดการอย่างไรสวี่ตงก็ไม่รู้หรอกยิ่งสวี่ตงทุกข์ทรมานมากเท่าใดก็ยิ่งมุมานะเพียงแต่รู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้ใกล้จะถึงขีดจำกัดความอดทนของเขาเต็มทีแล้ว
เม็ดฝนเริ่มโปรยปราย สายฝนร่วงหล่นจากปลายผม ครรลองสายตาเริ่มพร่ามัวใบหน้าเย็นเฉียบ หัวใจของสวี่ตงก็เย็นะเื มนุษย์เราเอ๋ยการมีชีวิตช่างยากเย็นเสียจริง!
ทว่าอยากจะปลดแอกจากชีวิตอันน่าสังเวชอยากใช้ชีวิตแบบที่้าก็ยังต้องพึ่งความพยายามของตัวเองและการเรียนหนังสือให้ดีอาจเป็ทางออกที่ดีที่สุดของเขา
หนังสือหลายเล่มล้วนเขียนว่าเงินหนึ่งอัฐสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ[2]นับประสาอะไรกับเขาที่ไม่นับว่าเป็ ‘วีรบุรุษ’ เล่า!
สวี่ตงเช็ดหยาดฝนบนใบหน้า แม้เส้นทางข้างหน้าจะเลือนรางเขากลับเชิดอกมุ่งมั่นที่จะบุกเบิกเส้นทางของตน ใกล้จะอายุสิบแปดแล้วมือเท้าก็ยังดี สามารถหางานพาร์ตไทม์สั้นๆ เพื่อเก็บเงินได้บ้าง
ทว่าค่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้ตอนนี้เร่งด่วนเกินไป มิเช่นนั้น ก็เอานาฬิกาปาเต็กฟิลิปป์บนข้อมือตนไปจำนำ นั่นคือของขวัญที่พ่อมอบให้ตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปีหลายครั้งที่ไม่มีเงินก็ยังตัดใจทำไม่ลง แค่เพราะมันคือของขวัญที่พ่อให้เขา!
ตระกูลสวี่ทำธุรกิจโรงรับจำนำของเก่ามาั้แ่รุ่นอดีตถงเฉิงเป็เมืองโบราณเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน จึงไม่ขาดแคลน 'นักเล่น' และมี 'ถนน' ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจนี้โดยเฉพาะมาถึงยุคปัจจุบันถนนสายเก่าที่ประกอบด้วยอิฐสีแดงและกระเบื้องสีน้ำเงินนี้ยังอยู่ทั้งยังเป็เอกลักษณ์ท่ามกลางเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยตึกสูง
พ่อของสวี่ตงเป็เ้าของโรงรับจำนำเล็กๆ แห่งหนึ่ง หลังเกิดอุบัติเหตุทรัพย์สินในโรงรับจำนำถูกสามีของป้าขายทิ้งเพื่อนำมาจ่ายค่าชดเชยส่วนหนึ่งแบ่งไว้สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็ของสวี่ตง เขายังรับ่บริหารโรงรับจำนำต่อด้วยแต่ด้วยข้อจำกัด เช่น วิสัยทัศน์ด้านเทคนิค ธุรกิจของลุงเขยจึงเป็เพียงธุรกิจธรรมดาไม่ได้รับความนิยม แต่ก็ไม่ได้ขาดทุนมากนัก
สวี่ตงคิดว่าจะเจียดเวลาเพื่อหางานพาร์ตไทม์เพื่อเก็บเงินเล็กๆ น้อยๆและคิดว่าจะไปโรงรับจำนำไม่ก็ร้านขายของเก่า ถึงอย่างไรก็ได้ยินได้เห็นมาั้แ่เด็กย่อมเข้าใจอยู่บ้างนอกจากนั้นยังคิดจะใช้นาฬิกาเรือนนั้นเผื่อกรณีฉุกเฉิน
สิ่งที่พ่อแม่ของเขาทิ้งไว้ ซึ่งยังติดตัวสวี่ตงมีเพียงสองชิ้นชิ้นแรกคือนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ซึ่งเดิมมีมูลค่ามากกว่าหมื่นหยวนและอีกชิ้นคือหินสีดำทรงกระบอกชิ้นเล็กยาวสองนิ้วซึ่งห้อยอยู่ที่คอ
ของชิ้นนั้นพ่อของสวี่ตงเป็คนซื้อมาราคาอาจไม่ได้คุ้มมากนักเพราะผ่านการตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่หยก แต่สวมใส่ติดตัวแล้วรู้สึกอุ่นสบายมากเด็กๆ ไม่ควรสวมใส่ของมีค่าอย่าง ทอง เงิน หยก เพราะกลัวจะถูกปล้น แต่หินชิ้นเล็กๆนี้ไม่แพง น้ำหนักก็เบา พ่อของสวี่ตงจึงให้เขาใส่ติดตัวไว้
การจะไปที่โรงรับจำนำนั้นไม่ไกล สวี่ตงหลับตาก็ยังหาทางลัดตามตรอกซอกซอยไปได้ทว่าเขาไม่ได้ไปโรงรับจำนำที่พ่อของเขาคุ้นเคยดีสมัยนี้มีที่ไหนที่ไม่ใช่คนจากไปชาก็เย็น[3]บ้างเล่าไปแล้วก็กลัวจะเหมือนตอนขอยืมเงินลูกผู้พี่ จะถูกเยาะเย้ยเอาเปล่าๆ สวี่ตงเล็งไปตามมุมถนนฝนกำลังตกโปรยปราย ผู้คนบนถนนล้วนกางร่ม ไม่มีใครสนใจเขา และเมื่อพบ 'โรงรับจำนำพี่หนิว' ที่เพิ่งเปิดใหม่จึงเดินเข้าไป
โรงรับจำนำแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่ หน้าร้านแตกต่างจากโรงรับจำนำทั่วๆ ไปเป็เหมือนตู้โชว์ในร้านทอง หน้าร้านพื้นที่ประมาณยี่สิบตารางเมตรมีเคาน์เตอร์กระจกอยู่โดยรอบแสงไฟสว่างจ้า วัตถุบนเคาน์เตอร์ก็ถูกไฟส่องสว่างจนเห็นเด่นชัด
สวี่ตงชำเลืองมอง ภายในตู้ส่วนใหญ่เป็โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูปเครื่องประดับทำจากทองและเงินซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับของโบราณเลยสักนิดอีกทั้งภายในร้านยังมีคนอยู่เพียงคนเดียว เป็ชายวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบกว่าปีรูปร่างท้วม หน้าผากเป็มันเงา เส้นผมเคลือบด้วยน้ำมัน หวีรวบไปถักเป็เปียเล็กๆด้านหลัง ดูเป็เอกลักษณ์มาก
“สวัสดี มีของมาจำนำเหรอ”
ชายอ้วนวัยกลางคนกำลังเล่นไอโฟนในมือหลังจากเห็นสวี่ตงก็ถามเลยว่าเขามีของมาจำนำใช่หรือไม่ไม่ถามว่าเขามาซื้ออะไรด้วยซ้ำ
ดูท่าจะสายตาเฉียบคม สวี่ตงเองก็รู้ตัวดี สภาพอย่างเขาไม่เหมือนมีเงินมาซื้ออะไรหรอกชายอ้วนมีประสบการณ์มากย่อมมองออก ยิ่งกว่านั้นในร้านมีเพียงชายอ้วนผู้นี้ไม่มีพนักงานหรือลูกค้าคนอื่น ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ
สวี่ตงก็ไม่พูดมาก ถอดนาฬิกาจากข้อมือแล้วยื่นให้ชายอ้วนวัยกลางคน “เถ้าแก่ ผมมีนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ ใส่มาสองปีแล้ว อยากจะจำนำ!”
ชายอ้วนหยิบนาฬิกาขึ้นมาสังเกตรูปลักษณ์และฝีมือการผลิตอย่างละเอียดจากนั้นแนบหูเพื่อฟังเสียง แล้วเขย่าอีกสองครั้ง
ดูจากฝีมือช่างนี่เป็ของแท้แน่นอน อย่างน้อยตัวเรือนก็เป็ของจริงแต่ที่สวยแต่รูป ข้างในปลอมเยอะแยะไป ต่อให้ไม่ถอดกรอบเรือนตรวจดูข้างในชายอ้วนก็ไม่ถูกหลอกง่ายๆ คุณภาพของนาฬิกาปาเต็กฟิลิปป์นั้นแค่ฟังจากเสียงก็รู้ได้ อีกอย่างหากเป็ของเลียนแบบ ข้างในย่อมคุณภาพไม่ดีเท่าปาเต็กฟิลิปป์แน่ เขย่าดูก็รู้ว่าหลวมหรือไม่ จากการทดสอบหลายครั้งชายอ้วนก็รู้ว่านาฬิกาของสวี่ตงเป็ของแท้
สวี่ตงก็ไม่ได้พร่ำพรรณนาว่าของของตนดีอย่างไรหรือมีมูลค่าแค่ไหนครอบครัวเขาทำโรงรับจำนำ เขารู้เื่นี้ดี จะพูดเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์หรอกมูลค่าของใดๆก็ตามล้วนต้องผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบของโรงรับจำนำและดำเนินการตีราคา
อีกอย่างนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ยังถือเป็สินค้าฟุ่มเฟือยราคาขายในประเทศสูงเกินไปอยู่แล้ว อันที่จริงมันไม่คุ้มกับราคานั้นนักหรอก
หลังตรวจสอบอยู่สักพัก ชายอ้วนก็มองสวี่ตงอีกครั้ง ก่อนจะพูดช้าๆ “น้องชาย นาฬิกาของเธอ...เป็ของแท้จริงๆ แต่ในเมื่อเธอมาจำนำของสิ่งนี้งั้นเธอก็คงรู้ว่า...”
“เถ้าแก่ บอกมาตรงๆ เลยว่าจำนำได้เท่าไร” สวี่ตงเห็นชายอ้วนไม่ได้ ‘แสร้งใ’ เหมือนเ้าของโรงรับจำนำอื่นจึงพูดออกไปตรงๆ
เถ้าแก่บางคนจะทำาจิตวิทยาเพื่อกดราคา เช่นบอกเป็นัยว่าสินค้าของคุณมาจากแหล่งไม่ดี ถูกขโมยมาหรือปล้นมาหากคุณอยากขายก็ทำได้แค่ยอมรับราคาที่ต่ำเท่านั้น
ชายอ้วนครุ่นคิด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดขึ้นว่า “ของเธอเป็รุ่นเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนี้เลิกผลิตไปแล้ว แต่ยังมีมูลค่าอยู่อิงจากราคาของตอนนี้ไม่เท่ากับราคาที่เธอซื้อมาหรอกนะ ราคาหนึ่งในสามก็ตกประมาณสามพันแต่ถ้าเอามาจำนำ ฉันก็ให้ได้แค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ของราคานั้น เธอเข้าใจไหม”
“เข้าใจ!” สวี่ตงพยักหน้าโรงรับจำนำทั่วไปจะบอกแค่ราคา จะไม่บอกวิธีการคำนวณราคากับลูกค้าอย่างละเอียดชายอ้วนบอกเขามากขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้มองว่าเขาเป็โจร แค่บอกราคาที่แท้จริง
“เธอจะจำนำขาดหรือจำนำคืน” ชายอ้วนรับคำแล้วถามสวี่ตง
จำนำคืนคล้ายกับการจำนองธนาคาร แต่ดอกเบี้ยจะสูงกว่ามากโรงรับจำนำจะกำหนดเวลาให้ หากลูกค้าไถ่ถอนจำนำภายในระยะเวลาที่กำหนดแค่ชำระเฉพาะเงินต้นและ 'ดอกเบี้ย' ครบก็สามารถรับของจำนำคืนได้
ส่วนจำนำขาดก็คือขายขาด สวี่ตงถอนหายใจ ส่ายหัวแล้วตอบว่า “เถ้าแก่ ตอนนี้ผมไม่มีเงิน แล้วก็ไม่รู้จะหาเงินได้เมื่อไรอย่างน้อยก็ไม่มีทางซื้อนาฬิกาคืนได้ในระยะเวลาที่ผมคิดว่ามันคุ้มเพราะฉะนั้นผมจำนำขาด!”
ชายอ้วนเหลือบมองสวี่ตงอีกครั้ง “ฟังจากน้ำเสียงเธอ...เหมือนจะรู้จักธุรกิจโรงรับจำนำดีมาก...”
สวี่ตงยิ้มขื่น เมื่อพูดเื่ครอบครัวแล้วเขาก็ไม่อยากพูดอะไรอีกหลังจากคิดดูแล้วเขาก็ปลดหินทรงกระบอกสีดำเล็กๆ ออกจากคอแล้วมอบให้ชายอ้วน “เถ้าแก่คุณดูให้ผมอีกที ของสิ่งนี้ได้ราคาเท่าไร”
ชายอ้วนยิ้มพลางรับมา เขาก็รู้สึกประทับใจสวี่ตง ตอนที่รับหินมาตรวจสอบจึงโบกมือสั่งสวี่ตง“นั่งเถอะ ยืนแล้วเมื่อยจะตาย”
[1] เตะหมูเข้าปากหมาหมายถึง ยากจะได้คืน
[2] เงินหนึ่งอัฐสร้างความลำบากให้วีรบุรุษหมายถึง ความลำบากเล็กน้อยแต่กลับทำให้เื่สำคัญไม่อาจดำเนินต่อไปได้
[3] คนจากไปชาก็เย็น หมายถึง เมื่อไปจากสถานที่เดิมที่เคยอยู่ความสัมพันธ์ที่เคยมีก็เปลี่ยนไป