เทพีน้ำค้างเหมันต์เมื่อเห็นอาการกระสับกระส่ายของเขาจึงกล่าวเตือนสติ “เ้าขุดหาหินวิเศษมาช่วยในการฝึก ย่อมเป็สิ่งที่ดี เราทั้งสองมิได้ตำหนิเ้า แต่ควรฝึกขัดเกลาจิตใจด้วยการพิจารณาวิถีธรรมไปด้วย จึงจะมีพลังที่แข็งแกร่งและมั่นคงอย่างแท้จริง”
“ขอบคุณท่านประมุข ที่สั่งสอน ศิษย์จะยึดมั่นไว้ในใจ” เขาตอบด้วยสายตามุ่งมั่น
ทุกคนก้าวเดินลึกเข้าไป สู่ส่วนด้านในสุดของหมู่บ้านใต้พิภพ อันเป็ลานสุดแสนกว้างใหญ่ หินแร่ธาตุวิเศษหลากหลายชนิดกองเป็ูเาเปล่งประกายตระการตา ถัดไปด้านในสุดชาวบ้านจำนวนมากกำลังตั้งหน้าตั้งตาขุดผนังถ้ำ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงดังจากการขุด และการพูดคุยของชาวบ้าน
อีกด้านช่างเหล็กเฒ่าผู้รูปร่างกำยำบึกบึนดั่งภูผา กำลังหลอมเหล็กวิเศษในเตาเผาเพื่อตีเป็กระบี่
อีกฟากหนึ่งมีนักปราชญ์ชราที่ดวงตาลุ่มลึกประหนึ่งต้นไทรพันปี รู้ซึ้งเื่ราวเก่าก่อนจนเป็ที่พึ่งพาแก่ผู้คนทั้งหมู่บ้าน
ภาพทั้งหมดทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกดุจได้เหยียบแดนลี้ลับอันเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์
เดินชมสถานที่จนถึงเวลาเที่ยง เทพพายัพจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้ายินดีเข้าร่วมกับสำนักเทพอัสนีย์อีกครั้ง และจะส่งแร่ธาตุ รวมทั้งของวิเศษให้ทุกเดือน เพื่อตอบแทนคุณสำนัก”
“เช่นนั้น ข้าก็ขอตอบรับไมตรีนี้ และจะเสนอให้เ้าสำนักลบความผิดของท่านที่หอจดหมายเหตุ และบันทึกความดีครั้งนี้ลงไปแทน”
เทพพายัพยิ้มจนแก้มปริ “ขอบคุณท่านประมุขที่เมตตา”
บรรยากาศที่เคร่งเครียดก็พลันผ่อนคลายลง เทพพายัพหันมากล่าวเชื้อเชิญ “นี่ก็เที่ยงแล้ว เชิญท่านทั้งสามร่วมโต๊ะอาหารกับพวกเราด้วยกันเถิด”
“ได้สิ ข้ากำลังหิวอยู่พอดี” เทพฟ้าดินชิงกล่าวขึ้นมาก่อนผู้ใด
“เช่นนั้น เชิญตามข้าไปยังห้องรับรองเถิด เชิญ…” เทพพายัพกล่าวเชื้อเชิญ
“เชิญ… ” ทั้งสองกล่าวตอบรับ เทพพายัพเดินนำทางเคียงคู่ไปกับภูติแห่งลม ระหว่างทางเข้าสู่ห้องรับรอง ภูติแห่งลมนึกถึงเื่ที่เขาได้เห็นทั้งสองนางอาบน้ำเมื่อคืน ก็แอบเผยรอยยิ้มขึ้นมา
เทพพายัพสังเกตเห็นจึงยื่นหน้ามากระซิบอย่างล้อเลียน “เ้านี่ช่างโชคดีนัก ได้เคียงข้างสตรีแสนงดงามถึงสองนางเลยทีเดียวนะ”
คำพูดนั้นทำให้ภูติแห่งลมหน้าแดงซ่านจนถึงใบหู หัวใจเต้นแรงโดยไม่อาจควบคุม ส่วนเทพีน้ำค้างเหมันต์กับเทพฟ้าดินที่เดินอยู่เื้ัพวกเขาไม่ไกลกันนัก แม้ได้ยินก็ทำเป็ไม่สนใจ แต่ความรู้สึกในอกของเทพีน้ำค้างเหมันต์กลับพลุ่งพล่านยิ่งนัก
เทพฟ้าดินหันมาสบตากับเทพีน้ำค้างเหมันต์ นางก็พลันสังเกตเห็นแววตาของผู้เป็อาจารย์เต็มไปด้วยความสับสนเขินอาย ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ บางสิ่งที่ไม่อาจกล่าวออกมาได้ง่ายๆ
ประหนึ่งแสงเทียนแม้จะริบหรี่ยามต้องสายลม... แต่หากไม่ระวัง บางทีเปลวไฟแห่งความรู้สึกอาจลุกโชนขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด… “อาจารย์ใจของท่านเริ่มมีปัญหาแล้ว” เทพฟ้าดินคิดในใจ
ทั้งหมดเดินเข้ามายังหอประชุมกลางหมู่บ้าน อาหารและสุรามากมายถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีบนโต๊ะยาวที่ปูด้วยผ้าสีขาวจำนวนมาก คนทั้งหมู่บ้านทยอยกันมาประจำที่ของตน
“เชิญท่านทั้งสามบนเวทีด้านหน้า” เทพพายัพกล่าวเชิญ
เมื่อทั้งสามเดินขึ้นเวทีไปก็พบกับโต๊ะกลมประดับมุกิญญาอันสวยงาม ดูหรูหรากว่าโต๊ะใดๆในหอประชุมนี้
“เชิญ” เทพพายัพกล่าวพร้อมผายมือ เทพีน้ำค้างเหมันต์ขยับลงทำทีจะนั่ง ภูติแห่งลมก็มาขยับเก้าอี้ให้ นางก็มีทีท่าเขินอาย
“ท่านทั้งสองหากมีข่าวดีเมื่อไหร่อย่าลืมแจ้งข้าเป็คนแรกนะ” เทพพายัพเอ่ยแซวด้วยเห็นกริยาของหนุ่มสาวแล้วก็ค่อนข้างแน่ใจว่าทั้งสองมีใจให้กัน
“หามิได้ ข้ากับเ้าสำนักทานตะวันเพียงแค่เป็เพื่อนสนิทกัน” เทพีน้ำค้างเหมันต์รีบตอบอย่างประหม่าจนเผลอทำพัดหลุดออกจากมือ
ในขณะนั้นเองเทพฟ้าดินก็ยื่นมือมารับไว้ นางมองเข้าไปในดวงตาผู้เป็อาจารย์ พลางกระซิบข้างหูอย่างแ่เบา “เพื่อนสนิทหรือ”
“พอเถอะ เ้าอยากให้ข้าอกแตกตายไปต่อหน้าเลยอย่างนั้นหรือ” นางกระซิบตอบอย่างหงุดหงิด
“วันนี้ข้าจะมอบของวิเศษ ยา และหินแร่วิเศษเป็ครั้งแรก ข้าได้ส่งสมุดบัญชีสิ่งของที่ข้ามอบให้ไปยังสำนักล่วงหน้าแล้ว ขอรบกวนทุกท่านนำสิ่งของเหล่านี้ส่งสำนักด้วย” เทพพายัพกล่าว
เสียงะเิดังก้องะเืพื้นดิน ตูมมมม!!!
แรงสั่นะเืกระเพื่อมไปทั่วหมู่บ้านใต้พิภพ เสียงหินถล่มตามอุโมงค์สะท้อนก้องราวคำเตือนแห่งหายนะ
ทุกคนที่กำลังเพลิดเพลินกับมื้อเที่ยงในหอประชุมสะดุ้งโหยง รีบกรูออกไปยังทิศทางเสียงนั้น สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับทำให้หัวใจทุกดวงหล่นวูบ
หลุมมหึมาลึกกว่า สามเมตร อีกทั้งลมหมุนวนพร้อมควันพิษสีเขียวคละคลุ้งชวนขนลุก
“นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?” ชาวบ้านผู้หนึ่งร้องะโ ฉับพลันเสียงชาวบ้านทุกคนก็ดังขึ้น สะท้อนก้องจนจับใจความไม่ได้
ไม่ทันไร เสียงโกลาหลก็ดับลงพร้อมกับร่างของผู้คนที่ทรุดฮวบลงกับพื้นทีละคน ต่างหมดสติราวถูกคำสาปให้พากันหลับใหลในชั่วพริบตา
ท่ามกลางความเงียบงัน...เสียงหัวเราะเย็นเยียบ แหลมคมดังสะท้านขึ้น
“ฮ่าๆๆๆๆ…”
หมอกพิษสีเขียวแหวกออก เผยร่าง ภูติหิมะ ผู้มีพลังปราณอันแสนเย็นเยียบปกคลุมไปทั่วทั้งลานดั่งเงามรณะ
“พบกันอีกแล้วนะ... ท่านประมุข” เสียงทุ้มต่ำเจือเยาะหยัน ก้องไปทุกทิศทาง