นับั้แ่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทที่โรงแรมเยี่ยนหยางลู่หลิ่งไม่ย่างกรายมาที่เรือนใหญ่อีกเลย นางเก็บตัวเงียบๆอยู่แต่ที่เรือนหลังเล็กเพราะเกรงว่าหากได้พบหน้าแม่ทัพหวางแล้วจะเผลอทำตัวมีพิรุธจนถูกจับสังเกตได้ว่านางจงใจพาเหม่ยหลินไปพบเจอกับอันตราย
ยังดีที่แม่ทัพหวางมัวแต่ยุ่งกับภารกิจของราชสำนักทุกวี่วันจึงไม่ได้เรียกนางไปไต่ถามเื่ราวในวันนั้นอาจเป็เพราะพ่อบ้านเฉินแจ้งต่อแม่ทัพหนุ่มไปแล้วว่านางพาเหม่ยหลินไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาธรรมดาเท่านั้น
คงมีแต่เย่หยาที่คอยสอดส่องความเป็ไปของทุกคนที่เรือนใหญ่เพื่อนำมารายงานให้คุณหนูของนางทราบและในวันนี้ก็เช่นกัน นางไม่คิดเลยว่าคุณชายนามว่าเหอไป่เฉินผู้นั้นจะเป็ฝ่ายมาหาเหม่ยหลินถึงที่จวนหนำซ้ำยังดูเหมือนคุยกันถูกคอเสียด้วย
ลู่หลิ่งนั่งฟังเื่ที่เย่เหยาเล่ามาอย่างสนอกสนใจนางคิดว่าคุณชายเหอไป่เฉินผู้นี้ต้องมีความสนใจเหม่ยหลินพอสมควร ยิ่งพอรู้ว่าวันพรุ่งนี้คุณชายจะมาอีกครั้งทำให้ลู่หลิ่งคิดเองว่าเป็การดีที่ทั้งสองจะสานสัมพันธ์กันหากเหม่ยหลินชอบพอกันกับคุณชายผู้นั้นทุกอย่างก็เข้าทาง
“เย่เหยาข้ามีเื่ให้เ้าจัดการ” ดวงตาของลู่หลิ่งฉายแววความมุ่งร้ายอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้นยามสาย เหอไป่เฉินมาที่จวนสกุลหวางพร้อมหลัวอี้ชิงผู้ช่วยคนสนิทครั้งนี้พ่อบ้านเฉินเป็ผู้ออกมาต้อนรับ เขาพาทั้งสองไปนั่งรอที่เรือนรับรองและมอบของล้ำค่าบรรจุในกล่องไม้เป็การตอบแทนตามคำสั่งของแม่ทัพหวางเหอไป่เฉินไม่ได้สนใจของภายในกล่องมากนัก
“แม่นางเหม่ยหลินไปไหนเสียนางไม่อยู่หรือ” เหอไป่เฉินเอ่ยถามหาหญิงสาวที่คาดหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งในวันนี้
“วันนี้แม่นางเหม่ยหลินอยู่ที่ห้องตำราไม่สะดวกออกมาต้อนรับขอรับหากคุณชายมีสิ่งใดโปรดแจ้งข้ามาเถิด ข้าจะเป็ธุระจัดการให้”พ่อบ้านชราตอบเสียงเรียบในขณะที่รินชาใส่ถ้วยให้แก่บุรุษทั้งสองเขาไม่ได้บอกรายละเอียดให้ฟังมากนักว่าเหตุใดเหม่ยหลินจึงออกมาต้อนรับไม่ได้แต่ในใจรู้อยู่แล้วว่าแม่ทัพหวางชุนเทียนไม่อยากให้เหม่ยหลินได้พบกับเหอไป่เฉินอีก
เช้าตรู่ก่อนที่แม่ทัพหวางจะนำทหารออกลาดตระเวนนอกเมืองอยู่ๆ ก็มอบหน้าที่ให้เหม่ยหลินจัดหมวดหมู่ตำราในห้องตำราให้เป็ระเบียบยิ่งไปกว่านั้นยังกำชับพ่อบ้านเฉินให้ควบคุมเหม่ยหลินห้ามออกจากห้องตำราจนกว่าจะเสร็จงาน
“ข้าไม่มีธุระอันใดหรอก เพียงคิดว่าควรทักทายตามมารยาทเท่านั้นหากข้าขอนั่งรอแม่นางเหม่ยหลินที่ศาลากลางสวนจะได้หรือไม่”เหอไป่เฉินลองถามหยั่งเชิง
“เรียนคุณชายตามตรงศาลากลางสวนแห่งนั้นปกติเป็ที่ส่วนตัว ด้วยอยู่ใกล้ห้องของแม่นางเหม่ยหลินและห้องของท่านแม่ทัพจึงไม่สะดวกต้อนรับคุณชายที่นั่นขอรับ ต้องขออภัยด้วย”
เหอไป่เฉินและหลัวอี้ชิงหันมองหน้ากันเื่ที่ได้รู้จากปากของพ่อบ้านแห่งสกุลหวางคือตำแหน่งห้องของแม่ทัพหวางชุนเทียน
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่ควรเสียมารยาท” ยกชาขึ้นจิบพลางคิดแผนการต่อไปขึ้นมาได้ “น้ำชากานี้ช่างรสชาติดีนักพวกข้าขอนั่งอยู่ที่เรือนรับรองนี้สักครู่หากชากานี้หมดแล้วจึงจะกลับเห็นจะไม่รบกวนพ่อบ้านเฉินต้องรอส่ง”เหอไป่เฉินแสร้งทำเป็เกรงใจ พูดออกอุบายเพื่อไม่ให้พ่อบ้านต้องมานั่งเฝ้าตลอดเวลา
“ได้ขอรับ เชิญคุณชายทั้งสองนั่งดื่มชาได้ตามสบายข้าขอตัวก่อน” พูดพลางโค้งตัวเดินออกไป
เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านเฉินลับสายตาไปแล้วชายทั้งสองลุกขึ้นออกจากห้องทำตัวปกติเดินตรงไปยังทิศทางเป้าหมาย เมื่อรู้แล้วว่าห้องของแม่ทัพหวางต้องเป็ห้องใดห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ศาลากลางสวนแห่งนี้แน่นอน
“น่าจะเป็ห้องนี้” ทั้งสองเลือกที่จะเปิดห้องด้านในก่อนแล้วก็คิดไม่ผิดเพราะสภาพห้องที่ดูเรียบหรูและเครื่องใช้สอยภายในห้องต่างก็เป็ของบุรุษทั้งสิ้นเหอไป่เฉินเหลือบไปเห็นพวงมาลัยดอกไม้ที่เขาเคยขอจากแม่นางเหม่ยหลินวางอยู่บนโต๊ะกลมที่ตั้งใกล้กับเตียงนอนเป็ที่แน่ชัดว่าห้องนี้ก็คือห้องของแม่ทัพหวางผู้ออกตัวว่าเป็เ้าของพวงมาลัยดอกไม้นี้
เหอไป่เฉินละสายตาจากพวงมาลัยดอกไม้ มองไปเห็นตู้ไม้ลายฉลุที่อยู่ใกล้เตียงนอนที่สุดคาดว่าน่าจะมีของสำคัญอยู่อย่างแน่นอนจึงรีบเข้าไปเปิดค้นดูจนพบกล่องไม้ขนาดย่อมวางอยู่ที่ชั้นบนสุด
แล้วก็เป็จริงดั่งคาดของสำคัญในกล่องนั้นคือสารลับที่ลงชื่อ ‘ลี่ิ’ อยู่ท้ายข้อความ
“ลี่ิ!องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นตงเยว่!” หลัวอี้ชิงยื่นหน้าเข้ามาดูสารที่อยู่ในมือของเ้านายหนุ่ม
“องค์ชายลี่ิบัญชาการกองทหารอยู่ชายแดนทางใต้สารลับระหว่างแม่ทัพและองค์ชายลี่ิย่อมถือเป็สาระสำคัญต่อแคว้นนี้ไม่ผิดแน่”เหอไป่เฉินเหยียดยิ้มดีใจที่ค้นพบสิ่งที่้า
ทั้งสองเปิดดูอย่างลวกๆ ยังไม่ทันจะอ่านรายละเอียดในสารลับก็เห็นเงาของทหารเฝ้าเวรยามเดินผ่านหน้าห้อง
“เรารีบออกจากจวนก่อนดีกว่าขอรับหากใครพบเข้าจะเป็เื่ใหญ่” หลัวอี้ชิงออกความเห็นและนึกขึ้นได้ว่าควรนำสารลับเ่าั้ใส่ในกล่องที่เพิ่งได้รับจากพ่อบ้านเฉินดูจะไม่เป็จุดสังเกตมากนัก
บุรุษทั้งสองออกจากห้องของหวางชุนเทียนเร่งฝีเท้าตรงมาจนถึงโถงทางเดินหลักเยื้องกับศาลากลางสวนพลันได้ยินเสียงหญิงสาวเดินคุยกันมาจากที่ไกลๆ จึงทำทีเป็ว่ามานั่งพักที่ศาลากลางสวน
“ท่านคือคุณชายเหอไป่เฉิน”
“แม่นางรู้จักข้า แม่นางคือ...”
“ข้านามว่าติงลู่หลิ่ง ในวันนั้นก็ถือว่าคุณชายได้ช่วยข้าไว้เช่นกัน”
“อ๋อ ข้าจำแม่นางได้แล้ว”เหอไป่เฉินพยักหน้านึกขึ้นได้ หญิงสาวสองนางนี้คือผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะกับแม่นางเหม่ยหลินแต่กลับดูทีท่าไม่ยี่หระที่เห็นคนตรงหน้าถูกรังแกไม่น่าเชื่อว่านางอยู่ร่วมจวนเดียวกันด้วย
“คุณชายเหอมาที่สวนแห่งนี้้าพบเหม่ยหลินงั้นหรือน่าเสียดายที่อยู่ๆวันนี้นางต้องอยู่แต่ในห้องตำราตามคำสั่งแม่ทัพหวางท่านคงไม่มีโอกาสได้พบนาง”
“ในเมื่อแม่นางเหม่ยหลินไม่ว่างตอนนี้ข้าควรจะกลับได้แล้ว ข้าขอตัว”แม้จะเสียดายที่ไม่ได้พบหน้าเหม่ยหลินแต่เหอไป่เฉินไม่ใคร่สนใจที่จะเสียเวลาพูดคุยกับลู่หลิ่งมากนักอีกทั้งคิดว่าควรรีบออกจากจวนให้เร็วที่สุด
“รอเดี๋ยวก่อนคุณชาย” ลู่หลิ่งร้องเรียก
“เหม่ยหลินประสงค์จะตอบแทนท่านแต่นางไม่สะดวกมาด้วยตนเองจึงมอบสิ่งนี้ฝากข้ามาให้แก่ท่าน”ลู่หลิ่งหันไปหยิบกล่องขนาดเล็กจากเย่เหยาแล้วยื่นให้แก่ชายหนุ่ม
เหอไป่เฉินเปิดกล่องนั้นดูจึงได้เห็นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆบรรจุอยู่ภายใน ผ้าสีสวยผืนนี้ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆแตะจมูกเมื่อหยิบขึ้นมาดูชัดๆจึงได้เห็นลายปักชื่อ ‘เหม่ยหลิน’
“อันที่จริงแล้วเหม่ยหลินคิดว่าจะปักชื่อของท่านแต่กลัวไม่ทันเวลาจึงขอมอบผ้าผืนที่ปักชื่อของนางให้แก่ท่าน หวังว่าคุณชายจะพอใจ”
เหอไป่เฉินทำหน้าฉงนอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็ของเหม่ยหลินจริงครั้นแล้วลู่หลิ่งจึงรีบพูดต่อ
“ผ้าผืนนี้มีกลิ่นดอกกุ้ยฮวาซึ่งเป็กลิ่นประจำกายของเหม่ยหลินลายปักนั้นก็ฝีมือของนางเพียงคนเดียว คุณชายอย่าได้สงสัยไปเลยเหม่ยหลิน้าตอบแทนท่านจริงๆ”
อย่างน้อยสิ่งที่ลู่หลิ่งพูดก็เป็ความจริงอยู่หนึ่งเื่นั่นคือกลิ่นหอมประจำกายของเหม่ยหลินเขานึกถึง่เวลาที่ได้นั่งสนทนากับหญิงสาวเมื่อวานก็ได้กลิ่นหอมกลิ่นเดียวกันนี้จะว่าไปฝีมือลายปักที่ปรากฏบนผืนผ้าก็คล้ายกับลายปักที่อยู่บนถุงหอมที่เขาเก็บได้เช่นกันทำให้เชื่อได้ว่านี่คือผ้าเช็ดหน้าของเหม่ยหลินจริงๆ
“ข้าจะรับไว้ฝากขอบคุณแม่นางเหม่ยหลินด้วย” เหอไป่เฉินปิดกล่องผ้าเช็ดหน้าไว้ตามเดิมก่อนที่จะหันหลังกลับเดินออกไปเขาจึงไม่ทันเห็นกิริยาอาการของลู่หลิ่งที่หันมาหัวเราะคิกคักกับเย่เหยาประหนึ่งว่ามีความสุขที่ได้กระทำการบางอย่างได้สำเร็จ
ณ ห้องตำราที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งภายในจวนสกุลหวาง หญิงสาวสองนางนั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะสายตาจ้องมองไปที่กองตำราสุมท่วมหัวอยู่กลางห้องอารมณ์ความรู้สึกตอนนี้เป็อะไรที่บอกไม่ถูก
“ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่าแม่ทัพหวางจะอ่านตำรากองเท่าูเาขนาดนี้”เหม่ยหลินบ่นให้จูผิงได้ยินพลางถอนหายใจ
“นั่นสิเ้าคะ อยู่ๆก็มีตำราตั้งมากมายวางกองไว้ขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน” จูผิงเกาหัวยิก
พ่อบ้านเฉินบอกเพียงว่าแม่ทัพหวางจะวางตำราที่อ่านแล้วกองไว้อีกทางหนึ่งจึงมอบหมายให้เหม่ยหลินนำตำราเ่าั้เก็บเข้าชั้นวางโดยจัดหมวดหมู่ให้เป็ระเบียบแต่ดูตอนนี้สิ บนชั้นวางแทบไม่มีหนังสือวางอยู่เลยตำราเกือบทั้งหมดกลับถูกวางกองปะปนกันอยู่ที่พื้นกลางห้อง
“นี่ถ้าเป็ยุคของข้าละก็แทบไม่ต้องเสียเวลาเปิดอ่านตำราเหล่านี้ให้ยุ่งยากแค่มีสมาร์ตโฟนอ่านหนังสือผ่านอินเทอร์เน็ตก็สิ้นเื่แล้ว” เหม่ยหลินเจี้อยแจ้วพล่ำบ่นอย่างลืมตัว เหตุเพราะยังนึกถึงความสะดวกสบายในยุคดิจิทัล
“มีอะไรนะเ้าคะ?” จูผิงทำตาโตหันหน้ามองคุณหนูสาวอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไร ข้าพูดเพ้อเจ้อไปเอง”เหม่ยหลินตีหน้าตาย นึกขึ้นได้ว่าที่นี่มันยุคจีนโบราณนี่นาพูดอะไรแปลกๆออกไปคนรอบข้างก็ไม่มีวันเข้าใจ
“แต่คุณหนูเ้าคะ ตัวข้ามีความรู้น้อยไม่รู้ว่าจะช่วยคุณหนูได้มากแค่ไหน หากวันนี้เราจัดวางตำราเหล่านี้ไม่เสร็จสิ้นท่านแม่ทัพจะเห็นว่าเราเกียจคร้านหรือไม่เ้าคะ”
“ข้าเองก็ไม่ได้เก่งไปกว่าเ้าสักเท่าไรหรอกกว่าจะอ่านอักษรจีนโบราณพวกนี้ออก ข้าก็ใช้เวลาเรียนอยู่นานหลายปีทีเดียว”
“ตำราพวกนี้ไม่ใช่อักษรโบราณนี่เ้าคะทั้งหมดนี้ก็ใช้อ่านเขียนกันอยู่ทุกวัน” จูผิงพูดตามซื่อ
“เฮ้อ...คงจะโบราณสำหรับข้าคนเดียวสินะ”หญิงสาวถอนหายใจน้อยๆ หันกลับมามองภารกิจตรงหน้าอย่างอ่อนใจ
หญิงสาวทั้งสองไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอันที่จริงแล้วในค่ำคืนที่ผ่านมาแม่ทัพหนุ่มผู้เป็เ้าของจวนสกุลหวางเข้ามาที่ห้องตำราแห่งนี้ทั้งที่ข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบสวยงามจากการดูแลของพ่อบ้านเฉินผู้คอยกำชับบ่าวชายที่มีความรู้อ่านออกเขียนได้ทำหน้าที่จัดวางตำราให้เข้าที่เข้าทางอยู่เป็ประจำ
แต่ในเวลานี้แม่ทัพหวางชุนเทียนกลับคิดตรงกันข้ามเขาไม่อยากให้ห้องตำราอยู่ในสภาพเรียบร้อยดั่งเช่นทุกวัน ร่างสูงเดินตรงไปที่ชั้นวางแล้วใช้สองมือขนตำราหลายเล่มมาวางกองปะปนกันบนพื้นกลางห้องทำเช่นนี้อยู่หลายรอบ จนกระทั่งกองตำราวางท่วมสูงมากพอแล้วจึงลุกยืนขึ้นปัดมือไปมาไล่ไรฝุ่นอยู่สองสามครั้ง
ชายหนุ่มยืนมองผลงานตรงหน้าพลางยกยิ้มที่มุมปากพอใจราวกับเป็ชัยชนะครั้งใหญ่