เยี่ยเฟิงหันมองหวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหว
“ฟังจากความหมายของท่าน หากพลังของข้าทัดเทียมกับองค์หญิงถึงจะคู่ควรกับพระองค์หรือ? อีกอย่างก่อนถึงงานเสกสมรสหากพลังของข้าอยู่ในภพเปิดตันเถียนได้ก็สามารถทำให้เหล่าทหารฮึกเหิมได้เช่นนั้นใช่หรือไม่? ในทางกลับกัน หากกองทัพพ่ายแพ้ เช่นนั้นข้าก็เป็คนผิดที่ไม่มีข้อโต้แย้งหรือ?”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้เอ่ยปาก เยี่ยเฟิงหัวเราะแล้วพูดต่อ
“ข้อหานี้หนักหนาเหลือเกิน แต่ว่าหากข้าทำได้เล่า?”
หวังซ่างเทียนชะงัก แล้วถามอย่างสงสัย
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ทุกคนต่างหันมามองที่เยี่ยเฟิง ไม่รู้ว่าเขาอยากพูดอะไรกันแน่
เยี่ยเฟิงสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ได้หมายความว่าอย่างไร ข้าเพียงแต่อยากถามว่า หากพลังของข้าสามารถรุดหน้าไปถึงขั้นเปิดตันเถียนภายในหนึ่งเดือนเล่า?”
“เ้า... ฮ่าๆ นี่เป็เื่ตลกที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาเลย ได้ยินมาว่าเ้าฝึกฝนมาเกือบสิบปี แต่พลังยังอยู่ที่ภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น อย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย แม้จะให้เวลาเ้าอีกสิบปี เ้าก็เปิดจุดตันเถียนไม่ได้หรอก”
หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนะเิเสียงหัวเราะออกมา นี่เป็เื่ตลกและเหลวไหลสิ้นดี
ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น ภายในท้องพระโรงก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นทันที
เยี่ยอู๋เซิงสีหน้าเคร่งเครียด เดิมเขาอยากห้ามเยี่ยเฟิง แต่หากทำเช่นนั้นจะกลายเป็ที่ขบขันมากยิ่งขึ้น
เยี่ยเฟิงไม่หวั่นไหว เขายังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น จากนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันมองหวังซ่างเทียน
“ข้าจำได้ว่าท่านยังมีหลานชายอีกคนนามว่าหวังเซียว ได้ยินมาว่าพลังของเขาอยู่ที่ภพรวมลมปราณขั้นสามระดับสูงสุด ในเมื่อท่านคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดน่าขัน เช่นนั้นหลังจากนี้หนึ่งเดือนให้เขาประลองกับข้าดีหรือไม่?”
เมื่อหวังซ่างเทียนได้ยิน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มากขึ้นกว่าเดิม ในดวงตามีแววสังหารแวบผ่าน สวะที่ชื่อเสียงเน่าเฟะกล้ามาท้าประลองกับหวังเซียวหลานชายที่ฝีมือโดดเด่นที่สุดของเขาอย่างนั้นหรือ
“ช่างพูดจาโอหังนัก แล้วถ้าหากเ้าแพ้เล่า?”
เยี่ยเฟิงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า จากนั้นเอ่ยปากบอก
“ท่านอย่ารีบร้อน ข้ายังพูดไม่จบ สิ่งที่ข้าพูดคือเวทีประลองเป็ตาย”
เยี่ยอู๋เซิงใ เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงรีบเอ่ยปากห้ามปราม
“เฟิงเอ๋อร์ เ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น เวทีประลองเป็ตาย หากได้ขึ้นไปแล้วชีวิตก็แล้วแต่ฟ้าลิขิต พลังของเยี่ยเฟิงตอนนี้อยู่ในภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น ส่วนหวังเซียวใกล้เข้าสู่ภพเปิดตันเถียนแล้ว ระยะห่างของทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว เยี่ยเฟิงทำเช่นนี้เหมือนรนหาที่ตายชัดๆ
เยี่ยเฟิงไม่ได้ตอบรับ แต่กลับหันมองซือถูอู่โหวพร้อมหัวเราะและบอกว่า
“ข้าจำได้ว่าหลานชายท่านอีกคนซือถูอวี่ก็อยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสามเช่นเดียวกัน หากเขากล้าพอ หลังจากนี้หนึ่งเดือนให้เขามาประลองกับข้าด้วยก็ได้ จะเป็หรือตายแล้วแต่ฟ้ากำหนด”
“หึ เยี่ยเฟิง... นี่เป็สิ่งที่เ้าพูดเองนะ เ้าจะประลองพร้อมกันทั้งสองคนหรือ?” ซือถูอู่โหวโมโหเล็กน้อย เยี่ยเฟิงอยากให้หลานชายของเขาประลองพร้อมกัน เขาฟังแล้วเหมือนโดนดูถูกอย่างไรอย่างนั้น สวะเพียงคนเดียวยังคิดจะประลองหนึ่งต่อสอง
“เหล่าขุนนางทั้งหลายโปรดเป็พยาน ฝ่าาทรงเป็พยาน เื่นี้กระหม่อมเป็คนพูดเอง!” เยี่ยเฟิงสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยออกมาอย่างใจเย็น
“เฟิงเอ๋อร์ เ้า...” เยี่ยอู๋เซิงโกรธจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว เขาไม่เคยคิดว่าเยี่ยเฟิงจะกล้าพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา ตอนนี้เมื่อคำพูดหลุดออกจากปากแล้ว เขาก็ยากที่จะห้ามปราม
“ได้ ในเมื่อเ้าพูดเช่นนี้ เช่นนั้นฝ่าาทรงเป็พยาน ภายในหนึ่งเดือน เจอกันที่เวทีประลองเมืองอวิ๋นอู่เพื่อชี้เป็ชี้ตาย”
หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวหัวเราะเสียงดังขึ้นมา สวะก็คือสวะ กล้าพูดจาโอหังโดยไม่ละอาย ในเมื่อเยี่ยเฟิงเป็ฝ่ายเริ่ม พวกเขาเองก็ไม่ปฏิเสธ
เวลาภายในหนึ่งเดือน เยี่ยเฟิงอยากทะลวงพลังไปจนถึงขั้นรวมลมปราณยังยาก ยิ่งกว่านั้นพลังของซือถูอวี่กับหวังเซียวอยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสามแล้ว หากได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขาอย่างเต็มที่ บางทีทั้งสองอาจทะลวงพลังไปถึงภพเปิดตันเถียน แต่เยี่ยเฟิงดูเหมือนจะไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย ในสายตาของพวกเขา เยี่ยเฟิงไม่ต่างจากคนตายสักนิด
เหล่าขุนนางส่งเสียงซุบซิบกันใหญ่ สายตาของพวกเขากวาดมองเยี่ยเฟิงพลางคิดว่านี่เขากำลังรนหาที่ตายหรือ แม้ท่าทีของเยี่ยเฟิงก่อนหน้านี้จะทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่พลังของเขาปิดบังพวกขุนนางบู๊ไม่ได้ กล้าพูดจาโอหังเช่นนี้ ความสงสัยที่พวกขุนนางมีต่อเขาจึงได้หายไปด้วย
แน่นอนไม่มีใครคาดคิดว่านี่เป็เพียงกับดักของเยี่ยเฟิงเท่านั้น เขาจงใจให้เื่มันเป็เช่นนี้
อวิ๋นจ้านเฉิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ัขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเื่ราวจะกลายเป็เช่นนี้ ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดสิ่งใด เยี่ยเฟิงกลับพูดทุกอย่างออกมาหมด แม้เขาอยากจะห้าม ทว่ากลับสายไปเสียแล้ว สุดท้ายเขาจึงหันมองเยี่ยเฟิงครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า
ระหว่างทางกลับตระกูลเยี่ย เยี่ยอู๋เซิงหน้าดำคร่ำเครียด เขาโกรธเยี่ยเฟิงมาก จึงไม่พูดสิ่งใดแม้แต่คำเดียว นอกจากร้อนใจกับจนใจอย่างมากเท่านั้น เยี่ยเฟิงทำแบบนี้ยิ่งเข้าทางตระกูลหวังกับตระกูลซือถู อีกอย่างฝ่าาทรงอนุญาตแล้ว ตอนนี้ไม่มีทางเดินกลับหลังได้อีก คิดไม่ถึงว่าแก้ปัญหาไปได้เื่หนึ่ง จะเจอเื่ใหญ่กว่าเดิม
ภายนอกพระราชวัง หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวกำลังเช็ดหน้าตัวเองไม่หยุด เมื่อกี้ตอนอยู่ในท้องพระโรง ไม่รู้ว่าใบหน้าของทั้งสองถูกเยี่ยเฟิงพ่นน้ำลายใส่ตั้งเท่าไร สีหน้าของทั้งสองย่ำแย่สุดขีด พวกเขามาที่นี่ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย นึกว่าครั้งนี้จะทำให้ตระกูลเยี่ยพินาศจบสิ้นสักที แต่ไม่คิดว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของเยี่ยเฟิงกลับทำให้แผนของพวกเขาล่มไม่เป็ท่า หนำซ้ำยังเกือบถูกลงโทษปะาเก้าชั่วโคตรอีกด้วย ทว่ายังโชคดีที่สุดท้ายเยี่ยเฟิงขุดหลุมฝังตัวเอง
“ไอ้หลานไร้ประโยชน์ ไหนเ้าว่าเห็นเยี่ยเฟิงดื่มพิษหยางพวกนั้นเข้าไปจนหมดไม่ใช่หรือ แต่เ้าเด็กเวรนั่นดูเหมือนไม่ได้ถูกพิษหยางเลย กลับแว้งกลับมากัดข้า เกือบจะทำให้ตระกูลหวังของข้าต้องจบสิ้นไปด้วย สวะไร้ค่า ให้เ้าทำเื่แค่นี้ก็ยังทำไม่สำเร็จ!” หวังซ่างเทียนยกมือขึ้นตบหน้าหวังป้าไปหลายที เขาระบายความโกรธแค้นทั้งหมดไปที่หลานชายตัวเอง
ซือถูอู่โหวหรี่ตาลงเล็กน้อย “ข้าว่าหลานชายของเยี่ยอู๋เซิงคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก คนทั่วทั้งเมืองอวิ๋นอู่รู้ว่าเขาเป็สวะที่กินเที่ยวเล่นไปวันๆ ดูแล้วน่าจะหลอกลวงผู้คนมากกว่า ยังดีที่พลังของเขาไม่ได้สูงมาก เยี่ยอู๋เซิง! คิดไม่ถึงว่าเ้าจะชั่วร้ายถึงเพียงนี้”
ดวงตาของหวังซ่างเทียนปรากฏแววเหี้ยมเกรียม พลางเอ่ยเสียงเย็น
“หึ ก็แค่คนตายคนหนึ่งเท่านั้น จะสนใจทำไมให้มากความ หนึ่งเดือนจากนี้ ต่อให้เขาจะไม่ธรรมดาขนาดไหนก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ตระกูลเยี่ยจงรอวันสิ้นลูกสิ้นหลานเถอะ!”
ซือถูอู่โหวพยักหน้า “เ้าเด็กเวรนั่น กล้าพูดจาโอหังถึงเพียงนี้ ข้าจะดูสิ ถึงเวลามันจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างไร!”
หลังจากกลับไปตระกูลเยี่ย เยี่ยเฟิงมองเยี่ยอู๋เซิงที่สีหน้ากลัดกลุ้ม คิดไปคิดมา จึงพูดว่า
“ท่านปู่อย่าได้เป็ห่วง ในเมื่อข้ากล้าพูด แสดงว่าข้ามั่นใจพอ”
“เ้า...” เยี่ยอู๋เซิงอดกลั้นกับไฟโกรธที่สุมอยู่เต็มอก เขาเกือบจะอาละวาดออกไปแล้ว นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น หนึ่งเดือนนี้บนเวทีประลองเป็ตาย หากเยี่ยเฟิงเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ คงไม่มีใครช่วยเขาได้
เขาที่เป็ผู้แข็งแกร่งในภพเปิดตันเถียนขั้นเจ็ดรู้ดีว่าการฝึกฝนไม่ใช่เื่ง่าย ไม่มีทางลัดสำหรับการฝึกฝน ภายในหนึ่งเดือนอยากจะทะลวงพลังจากภพเปิดชีพจรไปถึงภพเปิดตันเถียน เป็เื่ที่ไม่มีทางเป็ไปได้เลย
เพียงแต่เยี่ยเฟิงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาหันหลังจากไป เมื่อกลับไปถึงเรือนหลังเล็ก เขาก็ขังตัวเองไว้ด้านใน
ไม่มีใครรู้ว่าบนตัวเขามีพลังสืบทอดแห่งจักรพรรดิอยู่ ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาคืออัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ สิ่งที่ทำให้เยี่ยเฟิงมั่นใจคือสิ่งเหล่านี้ เพราะถึงอย่างไรในสายตาคนทั่วไป การทะลวงพลังถึงสองภพใหญ่ภายในเดือนเดียวไม่มีทางเป็ไปได้อยู่แล้ว